คำ ผกา | ทำไมต้องด่าดารา

คำ ผกา

จากเหตุการณ์อุ้มหายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ลี้ภัยชาวไทยที่กัมพูชา ทำให้เกิดภาวะ “ทัวร์ลง” ไปยังคนดังสองคน

คนหนึ่งคือ แก้ม เดอะสตาร์ (ฉันซึ่งไม่ติดตามข่าวดารา ก็ได้รู้จักแก้มตอนไปงานออสการ์ในชุดราตรีที่ทั้งบาน ทั้งใหญ่ จนเมื่อได้ไปถ่ายรูปคู่กับเสียงเอลซ่าของประเทศต่างๆ แล้วทำให้เกิดมี “อะไรเอ่ยไม่เข้าพวก”) กับปู ไปรยา ในฐานะที่เป็นทูตสันถวไมตรีของ UNHCR

สถานการณ์ทัวร์ลงนี้ก็ทำให้เกิดการถกเถียงในประเด็นที่น่าสนใจหลายประเด็น

เช่น ดารา คนดัง ไม่พูดเรื่องการเมืองผิดไหม?

ฝ่ายประชาธิปไตยทำไมใจแคบ ชอบไปบังคับคนอื่นให้เขาต้องเป็นประชาธิปไตยเหมือนตัวเอง?

ฝ่ายประชาธิปไตยหัวก้าวหน้า ทำไมชอบไปบังคับให้ดาราต้องสนับสนุนจุดยืนของตัวเอง?

และถ้าเขาไม่สนับสนุนทำไมต้องด่า ทำไมต้อง “ล่าแม่มด” ทำไมไม่เคารพความคิดเห็นที่แตกต่าง เป็นประชาธิปไตยประเภทไหนกันที่ชอบไปบังคับให้คนอื่นคิดเหมือนตัวเอง ตกลงเป็นนาซีเหรอ?

ฉันอ่านข้อถกเถียงเหล่านี้แล้วเห็นว่า เราคงต้องแกะกันไปทีละประเด็น

เริ่มจาก ดาราไม่พูดเรื่องการเมือง ผิดไหม?

คำตอบคือ ไม่ผิด แต่นั่นหมายความว่าคุณต้องไม่พูดเลยโดยสิ้นเชิง เช่น ถ้าเขามีการเมืองเหลือง-แดง ถ้าคุณบอกว่าคุณเป็นดารา ไม่ยุ่งกับการเมืองก็คือต้องไม่ยุ่งกับทั้งสองฝ่าย ต้องไม่ด่า ไม่ชม ต้องอมดอกพิกุลทั้งป่าไว้ในปาก ใครมาถามอะไรก็แบ๊ะๆ แบ๊ะๆ แบ๊ะๆ กรอกตาไปมา ทำตาใสๆ พูดอ้อแอ้ ลิ้นคับปากไปว่า “อายัยเหยอ กานเมืองคือยัยเหยอ หนูไม่รู้ ที่บ้านไม่คุยกันเรื่องนี้ กานเมืองสะกดไงเหยอ แบ๊ะๆ”

คือถ้าไม่ทำตัวปัญญาอ่อนก็ต้องรักษาระยะห่างไปขั้นสุด ซึ่งในฐานะมนุษย์ อันคุณต้องเกี่ยวข้องกับผู้คนมากมาย ในฐานะเป็นดาราก็ต้องไปชั่งน้ำหนักเอาเอง

เช่น ชมพู่ อารยา ไม่เคยพูดเรื่องการเมืองเลย แต่การไปงานแต่งงานของลูกสาวทักษิณ ชินวัตรของชมพู่ ก็อาจกลายเป็นประเด็นการเมืองได้

ตอบอีกครั้ง ไม่พูดเรื่องการเมืองเลย ไม่ผิด แต่ไม่ได้แปลว่าจะหลุดพ้นจากการถูกถามหาความรับผิดชอบทางการเมืองในฐานะพลเมืองของประเทศชาติอยู่นั่นเอง

เช่น วันดีคืนดี มีสื่อไปถามว่า ตอนนี้งานดาราหดหายไปจากมาตรการรับมือโควิดของรัฐ คุณมีความเห็นอย่างไร?

เจอคำถามแบบนี้ก็ต้องถามตัวเองว่า จะสามารถตอบคำถามนี้โดยแสดงภาวะความไม่สนสี่สนแปดทางการเมือง เป็น neutral สุดๆ ได้อย่างไร โดยไม่ให้คำตอบนั้นว่างเปล่าเท่าการผายลม

คําถามต่อไป ทำไมฝ่ายประชาธิปไตยใจแคบ? ในความเป็นประชาธิปไตย คุณไม่มีพื้นที่ให้คนที่ไม่เชื่อในประชาธิปไตยเลยหรือ?

โห อันนี้ต้องตอบยาว

ขอเริ่มต้นจากการอธิบายว่า ทำไมเราต้องมีประชาธิปไตย (101 กว่านี้มีอีกไหม?)

มนุษยชาติของเราล้มตายกันไปเยอะในการต่อสู้ ผลักดันให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตย อันแปลตรงไปตรงมาว่า อำนาจประชาธิปไตยเป็นของประชาชน เพราะก่อนหน้านั้น อำนาจเป็นอาญาสิทธิ์ อยู่ในมือใครคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

ถ้ายังไม่เข้าใจอีกก็จินตนาการว่า สังคมที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยคือ เจ้าของอำนาจเป็นเจ้าของฟาร์ม ประชาชนเป็นหมู หมา กา ไก่ในฟาร์ม เขาจะเลี้ยง จะฆ่า จะตี ให้กินอาหาร ไม่ให้กินอาหาร จะให้กินอะไรก็เป็นความชอบธรรมทั้งสิ้นของเจ้าของฟาร์ม

จนเมื่อประชาธิปไตยพื้นฐานอันนี้ลงหลักปักฐานแล้ว เหล่าประชาชนเจ้าของอำนาจก็มาถกเถียงกันต่อว่า เอ๊ะ ในฐานะประชาชนด้วยกัน อำนาจเราเท่ากันจริงหรือเปล่า อำนาจผู้หญิง ผู้ชาย เท่ากันไหม อำนาจผู้หญิง ผู้ชาย เพศทางเลือกเท่ากันจริงไหม? อำนาจคนขาว คนดำเท่ากันไหม อำนาจคนที่อยู่มาก่อน กับคนที่อพยพมาภายหลังเท่ากันไหม? ฯลฯ

จุดแข็งแกร่งที่สุดของประชาธิปไตยคือการไม่หยุดยั้งที่จะขยายขอบเขตแห่งการเป็นเจ้าของ “อำนาจ” ออกไปสู่ผู้คนให้กว้างขวางและมีข้อจำกัดน้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้

สำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้าง ทะเลาะตบตีกันแทบเป็นแทบตายบ้าง ออกมาเดินขบวนประท้วงกันอย่างอึกทึกโกลาหล บานปลายเป็นความรุนแรงบ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่สังคมประชาธิปไตยจะการันตีให้พลเมืองคือ จะประท้วง จะทะเลาะ จะตบตีกันอย่างไร ประชาชนทุกคนจะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายเท่ากัน

คนที่ออกไปประท้วงอาจตัดสินเลือกวิธีการที่รุนแรง เช่น ไปทุบบ้าน ปล้นร้านค้า แต่ความผิดของเขาคือ ความผิดฐานปล้น ฐานบุกรุก ตามการกระทำของเขาที่ผิดกฎหมาย แต่เขาจะไม่มีความผิดฐานเป็นศัตรูต่อรัฐ หรือเป็นภัยต่อความมั่นคง

เพราะการที่เขาลุกขึ้นมาประท้วงอำนาจรัฐ เป็นสิ่งที่ทำได้ตามกฎหมาย และเป็นการกระทำที่ต้องได้รับความคุ้มครองด้วย เพราะรัฐบาลไม่ใช่ “รัฐ” หรือ “ประเทศชาติ” คนที่ออกมาประท้วงขับไล่รัฐบาลหรือประณามโจมตีรัฐบาล เป็นภัยต่อรัฐบาล แต่ไม่ใช่ศัตรู หรือภัยความมั่นคงของรัฐ และประเทศชาติ

อีกทั้งไม่ใช่คนชังชาติแน่นอน

อธิบายได้ต่อไปว่า ในสังคมประชาธิปไตยมีพื้นที่ให้คนบอกว่า ไม่ชอบเลยประชาธิปไตย ชอบเผด็จการมากกว่า หรือไม่?

คำตอบคือมี และการพูดว่า ชั้นรักเผด็จการ ก็ไม่ผิดกฎหมายด้วย สังคมประชาธิปไตยจะไม่มีกฎหมายจับคนเห็นต่างไปติดคุก

แต่การพูดว่า “ชั้นรักเผด็จการ” ก็อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ ถ้าคนพูดเป็นอี่แก้วอี่คำ มีคนรู้จักในเฟซบุ๊กสักห้าสิบคน มีชีวิตอยู่ในชุมชนเล็กๆ ที่มีคนรู้จักไม่กี่สิบคน

พูดง่ายๆ คือ พูดแล้วไม่มีคนได้ยิน ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แต่การพูดว่า “ชั้นรัก ชั้นสนับสนุนเผด็จการ”

หรือแม้แต่การพูดและการออกมาแสดงการสนับสนุนการรัฐประหารอย่างโอฬารริกในต่างกรรมต่างวาระของคนดัง นักวิชาการ ดารา เซเลบ บุคคลสาธารณะ แน่นอนว่าคุณมีสิทธิ์ที่จะพูดเช่นนั้นตามกฎหมายคุ้มครองเสรีภาพในการพูด

แต่ความที่ผู้พูดเป็นคนดัง ก็ย่อมมีคนได้ยิน ได้เห็นในสิ่งที่คุณพูดและคุณทำมากกว่าที่อี่แก้วอี่คำจะพูด

สิ่งที่จะตามมาหลังจากที่คุณพูดออกไปและมันเป็นเรื่องธรรมดามาก นั่นคือ จะเกิดภาวะ “ทัวร์ลง” คนรุมด่า และซีนต่อมาคือ ทำไมคิดต่างไม่ได้

ภาวะถูกด่าหนักมาก ถูกประจานหนักมาก ไปจนถึงการถูกด่าถูกลากไส้ชนิดที่เข้าข่ายบูลลี่ คือเป็น consequence ที่ต้องเกิดขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ (ในแง่นี้ถ้าใครด่าแบบบูลลี่ ก็ฟ้องได้เช่นกัน)

ข้างต้นที่เขียนไปนั้นคือภาพรวมโดยทั่วไป ทีนี้ลองมาเจาะดูเฉพาะภาพประเทศไทยบ้าง

สังคมก่อนรัฐประหารปี 2549 ประชาธิปไตยก็เพิ่งผ่านช่วงตั้งไข่ กำลังหัดเดิน ทว่าหลังการรัฐประหารปี 2549 กล่าวได้เลยว่าประเทศไทยไม่มีประชาธิปไตย และถูกปกครอง บริหารผ่านระบอบที่อยู่ตรงข้ามกับประชาธิปไตย พูดง่ายๆ คือ ประชาธิปไตยเป็นกระแส “ต้าน” ของผู้ไร้อำนาจ

คำถามที่ถูกต้องสำหรับสังคมไทย ไม่ใช่คำถามว่า “มีที่อยู่ที่ยืนให้คนชอบเผด็จการไหม”

แต่คือคำถามว่า “มีพื้นที่ให้คนสู้เรื่องประชาธิปไตยโดยที่พวกเขาจะไม่ถูกจับ ไม่ถูกคุกคาม ไม่ถูกล่าแม่มด ไม่ถูกไล่ออกจากงานไหม?”

การที่เราอยู่ในสังคมที่เป็นบ้านของอำนาจนิยมอยู่แล้ว มันจึงตลกที่จะมานั่งถามว่า – นี่ไม่มีที่อยู่ที่ยืนให้ชั้นเหรอยะ?

และหากความจำของเราไม่สั้นจนเกินไป ในความเป็นบ้านของอำนาจนิยม

และความนิยมในทุกสิ่งยกเว้นประชาธิปไตยของสังคมไทยนี้ การออกมาพูด มาประท้วง มาเป่านกหวีด สนับสนุนการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือก และการสนับสนุนรัฐประหารนั้น เป็นสิ่งที่ “เชิดหน้าชูตา” ภูมิอกภูมิใจ เป็นกระแสหลักกันมาตลอดไม่ใช่หรือ?

ตรงกันข้าม ดารา นักแสดง คนดัง นักวิชาการ บุคคลสาธารณะที่ออกมาสนับสนุนหลักการประชาธิปไตยต่างหากที่ต้องแอบพูด แอบทำ หลบๆ ซ่อนๆ

เพราะมีความเสี่ยงจะถูกลากไส้ บูลลี่ ประจาน ล่าแม่มด ไปจนถึงขั้นตกงานกันมาโดยตลอด

เรียกได้ว่าในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ดาราหรือคนดังคนไหนบอกว่าตัวเองโปรประชาธิปไตย นี่เตรียมดับลับสังขารรอเลย และที่หมดอนาคตไปเลยก็มีอยู่หลายคน

แล้วตอนนั้นไม่เห็นมีใครจะออกมาบอกว่า – เฮ้ย เราต้องเคารพความเห็นที่แตกต่าง – แต่ก็นั่นแหละ ในสังคมที่เป็นบ้านของเผด็จการ หลักการเคารพความคิดเห็นที่แตกต่างก็ไม่ใช่หลักการของพวกเขาอยู่แล้ว แต่มันตลกตรงที่

พอตัวเองโดนทัวร์ลง ดันอยากจะมาเรื่องทำไมคิดต่างไม่ได้

คําถามต่อไป ถ้าประชาธิปไตยเคารพคนคิดต่าง แล้วทำไมต้องไปด่า ไปประจาน ไปประณามคนที่ชอบเผด็จการด้วย?

คำตอบคือ เราลิมิตความเคารพไว้แค่สิ่งที่คุณพูดไม่ผิดกฎหมาย ไม่ติดคุก และถ้าใครไปคุกคาม ไปขู่ฆ่าคุณ คนคนนั้นก็จะถูกลงโทษตามกฎหมาย โอเคนะ แต่การถูกด่ากลับหนักมาก เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นประชาธิปไตยไงล่ะ (ไม่อย่างนั้นจะต่อสร้อยว่า โง่จังมึง) และทั้งหมดนี้ต้องหมายเหตุว่า ไอ้คนที่พากันไปด่าคนที่โปรเผด็จการนี่ เสี่ยงคุกทุกวันนะ

เพราะอย่าลืมว่าเราอยู่ในบ้านที่คนถือกฎหมายเป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับประชาธิปไตยอยู่ไง!

ถามต่อไปอีกว่า แล้วการที่ออกมาโปรเผด็จการมันผิดมากเลยหรือ?

มันผิดถึงขั้นที่ต้องประจานกันเลยหรือ?

คำตอบคือ ใช่ ผิดมาก! ผิดชนิดที่ไม่ควรมีที่อยู่ที่ยืนในสังคมเลยแหละ

เพราะอะไร?

ย้อนกลับไปอ่านที่ฉันเขียนข้างต้นว่า ประชาธิปไตยหมายถึงประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ใดๆ ที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยคือแปรสภาพประชาชนให้กลายเป็นหมู หมา กา ไก่ ในฟาร์ม

มีชีวิตภายใต้เจตจำนงเจ้าของฟาร์ม พูดง่ายๆ ชีวิตของเราจะไม่ใช่ของเรา การอยู่ การตายของเรา ขึ้นอยู่กับดุลพินิจแห่งการใช้อำนาจของผู้อื่น

เขียนให้กระชับกว่านั้น การสนับสนุนเผด็จการคือการสนับสนุนอาชญากร และเป็นอาชญากรรมด้วยตัวของมันเอง

เป็นคนอยู่ดีๆ จะพาเพื่อนร่วมชาติให้เป็นกา เป็นไก่ จะไม่ให้เพื่อนร่วมชาติด่ามึงเหรอคะ

มันง่ายๆ แบบนั้นแหละ อย่ามาลำไย อ่อนแอ เพราะคนที่เขาพยายามจะเปลี่ยน เปลี่ยนไก่ให้เป็นคนเนี่ยะ ตายไปเท่าไหร่แล้ว

ส่วนเรื่องไปรยากับ UNHCR ประเทศไทย ยิ่งเสื่อมไปถึงปรโลก เป็นองค์กรที่ทำเรื่องผู้ลี้ภัย คัดพรีเซ็นเตอร์มาแต่ละคน ล้วนแต่เป็นฝ่ายแอนตี้ประชาธิปไตย แล้วไม่รู้หรือว่า ประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตยนี่แหละคือเหตุแห่งการทำให้เกิดผู้ลี้ภัยทั้งทางตรงทางอ้อม

ด่าว่าเสื่อมไปถึงปรโลกเนี่ย ยังน้อยไป ไม่นับว่า มานั่งปั้นคำว่าเดี๊ยนทำแต่เรื่องมนุษยธรรม ไม่เกี่ยวกับการเมือง

โถ อีเดี๊ยนคะ ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่จะเป็นมนุษยธรรมสูงและเข้มข้นเท่ากับสิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตยอีกแล้ว

จะ “ทำงาน” และได้เงินเดือนจากผู้ลี้ภัย ทั้ง UNHCR ประเทศไทยและไปรยา ก็พึงแกล้งทำเป็นรู้เรื่องนี้ไว้บ้าง ไม่อย่างนั้นจากการที่เป็นคนอยู่ดีๆ เราจะพาไปเป็นกาเป็นไก่กันหมด


พิเศษ! สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์, ศิลปวัฒนธรรม และเทคโนโลยีชาวบ้าน ลดราคาทันที 40% ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิ.ย. 63 เท่านั้น! คลิกดูรายละเอียดที่นี่

บทความก่อนหน้านี้“เพื่อไทย” รุกจัดเสวนาวิชาการ “ทางรอดท้องถิ่นไทย ภายใต้อำนาจนิยม”
บทความถัดไปไมเนอร์ ขานรับนโยบาย ‘เที่ยวปันสุข’ กระตุ้นท่องเที่ยวไทย พร้อมเปิดโรงแรมไทย – เทศ 535 แห่ง เต็มรูปแบบ รับดีมานด์กระตุ้นการท่องเที่ยวปลายปี