“สาเก” มีดีที่ไม่ควรมองข้าม! ต้านอนุมูลอิสระ ลดระดับคอเลสเตอรอล

โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งพาตนเอง
มูลนิธิสุขภาพไทย www.thaihof.org

 

ขนมหวานโบราณขึ้นชื่ออย่างหนึ่งที่ไม่มีใครไม่รู้จัก คือ สาเกเชื่อม ในขณะเดียวกันก็เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่า ถ้าบุคคลใดเป็นโรคผู้หญิงหรือกามโรค เชื่อกันว่าถ้ากินขนมสาเกแล้วจะแสลงทำให้แผลลุกลาม ทุกวันนี้หากินสาเกเชื่อมได้ยากนัก ทั้งไม่คุ้นชื่อ ไม่คุ้นรสเพราะเป็นขนมไทยๆ สู้ขนมฝรั่งไม่ได้

วันนี้มาแนะนำให้รู้จัก สาเก เป็นพืชอยู่ในวงศ์เดียวกับขนุน วงศ์ MORACEAE มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Artocarpus altilis (Parkinson ex F.A. Zorn) Fosberg

สาเกจัดเป็นพืชพื้นเมืองของมาเลเซีย อินโดนีเซีย และหมู่เกาะต่างๆ ในแปซิฟิกใต้ สาเกที่เห็นในประเทศไทยจึงเป็นไม้ต่างประเทศที่น่าจะนำเข้ามาปลูกไว้นานแล้ว ทุกวันนี้พอแบ่งสาเกในไทยได้ 2 ชนิด คือ สาเกพันธุ์ดั้งเดิมจะมีเมล็ด ในเมืองไทยเรียกว่า “ขนุนสำปะลอ” ส่วนที่เรียกว่า “สาเก” คือสายพันธุ์ที่ไม่มีเมล็ดที่มักนำมาทำขนม สาเกมีชื่อสามัญภาษาอังกฤษว่า Breadfruit, Bread fruit tree, Bread nut tree

หากสังเกตดีๆ จะแปลกใจว่าทำไมฝรั่งตั้งชื่อว่า “ผลขนมปัง” เพราะเนื้อของสาเกเมื่อนึ่งหรือต้มให้สุกจะมีลักษณะคล้ายเนื้อของขนมปังนั่นเอง (แต่คนไทยรู้เทคนิคทำขนม ก่อนนำสาเกมาเชื่อม จะแช่น้ำปูนใสสัก 1-2 ช.ม. ทำให้เนื้อแน่นไม่ยุ่ย)

สาเกเป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ ขนาดกลางสูง 10-20 เมตร เปลือกสีน้ำตาลปนเทา ทุกส่วนมีน้ำยางสีขาว

ใบเป็นใบเดี่ยวขนาดใหญ่ ขอบใบหยักเป็นแฉกลึก 5 ถึง 11 แฉก หลังใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ท้องใบมีขน ใบอ่อน

ดอกเป็นแบบแยกเพศแต่อยู่บนต้นเดียวกัน ออกดอกตลอดปี

ผลเป็นแบบผลรวมสีเขียวอมเหลือง รูปร่างค่อนข้างกลมหรือกลมรี ผิวเปลือกมีหนามสั้นๆ ปกคลุม

หลายคนอาจนึกไม่ถึงว่าต้นสาเกมีสายพันธุ์มากกว่า 120 สายพันธุ์ และมีการเพาะปลูกกันมานานกว่า 3,000 ปีแล้ว ซึ่งในเกาะมาวีและเกาะกาวาย เป็นแหล่งสะสมสายพันธุ์สาเกหลายสายพันธุ์และเปิดให้ชมกันมากที่สุดในโลกด้วย

สาเกเป็นไม้ผลที่ออกลูกดก ในหนึ่งฤดู ต้นสาเกอาจออกผลได้ถึง 200 ผล สำหรับสายพันธุ์ที่ปลูกในเมืองไทยนั้นแบ่งออกเป็น 2 สายพันธุ์หลักๆ ได้แก่ สาเกพันธุ์ข้าวเหนียว (ผลใหญ่ ผลสุกเนื้อเหนียว นิยมปลูกทั่วไป หรือปลูกไว้ทำขนมสาเก) และสาเกพันธุ์ข้าวเจ้า (ผลเล็กกว่า เนื้อหยาบร่วน ไม่เป็นที่นิยมปลูก และไม่ค่อยนำมารับประทานมากนัก) บางคนนิยมปลูกสาเกแต่ไม่ค่อยนำผลมากินหรือปลูกเพื่อขาย แต่มองต้นสาเกสวยงามปลูกเป็นไม้ประดับด้วย

การใช้ประโยชน์ทางยา มีรายงานประโยชน์จากสาเกทั้งในมุมของภูมิปัญญาดั้งเดิมของไทยและต่างประเทศ พอสรุปรวมได้ว่า ส่วนของรากมีรสเบื่อเมา มีการนำมาใช้เป็นยารักษากามโรค ใช้รากมาฝนผสมกับน้ำดื่มครั้งละไม่เกิน 1 แก้วตะไล วันละครั้ง อาการจะค่อยๆ ทุเลาลง

มีการกล่าวถึงรากสาเกช่วยรักษาโรคมะเร็ง ดอกรักษาโรคเหงือก ผลช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ และช่วยควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิต ช่วยป้องกันโรคความจำเสื่อม ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนในหญิงวัยหมดประจำเดือน มีการนำมาใช้ทำเป็นยาทำให้รู้สึกผ่อนคลายความเครียด และช่วยให้จิตใจสดชื่นมีชีวิตชีวา

เปลือกต้นสาเกมีสรรพคุณช่วยปรับสมดุลในร่างกาย ช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศด้วยการใช้เปลือกต้นนำมาย่างไฟแล้วนำมาต้มน้ำกิน

และน้ำยางจากต้นสาเกสามารถนำมาใช้ในการรักษาโรคผิวหนัง เช่น กลาก เกลื้อน หิด

จะเห็นว่ามีการใช้ประโยชน์จากสาเกมากพอสมควร แต่ยังขาดการศึกษาวิจัยให้ชัดแจ้งขึ้น จึงน่าจะเร่งส่งเสริมให้จัดการความรู้และศึกษาวิจัยต่อเนื่อง

ปัจจุบันเริ่มมีการศึกษาวิจัยในระดับสัตว์ทดลอง โดยทดลองกับหนูตะเภาสีน้ำตาล พบว่าเมื่อสีผิวของหนูที่หมองคล้ำเนื่องจากแสง UV-B แต่เมื่อใช้สารสกัดจากเนื้อไม้สาเกแล้วมีส่วนช่วยทำให้สีผิวของหนูจางลงได้ และไม่พบอันตรายคือไม่ก่อให้เกิดอาการอักเสบที่ผิวหนังและไม่ทำให้เกิดพิษต่อเซลล์ และในเนื้อสาเกพบว่ามีวิตามินเอสูง จึงมีโอกาสนำสาเกมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางบำรุงผิว และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สารทำให้ผิวขาว (Skin whitening agent) ด้วย

เนื้อสาเกที่เรานำมาเชื่อมกินนั้น มีวิตามินหลายชนิดซึ่งช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ โดยช่วยเพิ่มระดับไขมันชนิดดี (HDL) และช่วยลดระดับไขมันเลว (LDL)

เส้นใยอาหารจากสาเกช่วยลดการดูดซึมของน้ำตาลในร่างกาย จึงช่วยควบคุมโรคเบาหวานได้ ช่วยในการทำงานของลำไส้และระบบขับถ่าย ช่วยควบคุมการเคลื่อนไหวของลำไส้ ช่วยกำจัดสิ่งตกค้างในลำไส้ และช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

เนื้อของสาเกให้พลังงานสูง มีแคลเซียมและวิตามินเอที่จำเป็นต่อร่างกาย

เมื่อผลสาเกมีคุณค่าอาหารและถือว่าเป็นอาหารสมุนไพรที่มีประโยชน์ การรู้จักปรุงอาหารที่ไม่ใช่แค่ทำสาเกเชื่อมซึ่งจะกลายเป็นกินขนมหวานได้น้ำตาลมากเกินควรนั้น จึงต้องคิดค้นเมนูอาหารกันต่อไป เช่น มีการนำสาเกมาย่าง ต้ม อบ กินได้ ส่วนการทำขนมสาเก ทั้งแกงบวดหรือสาเกเชื่อม ก็น่าทำกินเป็นครั้งคราว

นอกจากนี้ มีการนำสาเกไปป่นเป็นแป้ง แล้วนำแป้งสาเกมาใช้ทำเป็นขนมปังกรอบได้คุณค่าและอร่อยไปอีกแบบ ดังเช่นชาวอินโดนีเซียนิยมนำสาเกฝานบางๆ นำไปอบกรอบกินเล่นเป็นอาหารว่างสมุนไพร

ประโยชน์อื่นๆ ของสาเก ได้แก่ ยางของต้นสาเกนิยมนำมาใช้เป็นชันยาเรือได้ ดอกสาเกสามารถใช้ไล่ยุง เนื้อไม้ทำเป็นเครื่องประดับและนำมาสร้างบ้านได้

ส่วนขนุนสำปะลอ แม้ว่าจะมีเมล็ด เมล็ดนำมาต้มกินรสชาติคล้ายเมล็ดขนุนหรือเกาลัดจีนรวมกันอร่อยดี และนำมาทำไส้ขนมต่างๆ ได้ ดอกตากแห้งนำมาจุดไฟให้เกิดควันใช้ไล่ยุง เปลือกต้นของขนุนสำปะลอ ใช้ทำเส้นใยทนทานทำเชือกได้

สาเกและสำปะลอปลูกได้ดีในที่แสงแดดจัด ขึ้นได้ในดินทุกประเภท

หันกลับมาปลูกและพัฒนาการใช้กันดีไหม?

บทความก่อนหน้านี้เฮอริเคน “ไมเคิล” อัพความรุนแรงเป็นระดับ 3 ขึ้นฝั่งตอนใต้สหรัฐฯวันนี้
บทความถัดไป‘โอ๊ค’ ไม่กังวล กำลังใจแน่น ก่อนเข้าฟังคำสั่งอัยการ คดีทุจริตปล่อยกู้กรุงไทย