คำ ผกา | คืนอำนาจให้ประชาชนเท่านั้น

คำ ผกา

ปี2557 เรามีการรัฐประหาร และบ้านเมืองถูกบริหารภายใต้รัฐบาล คสช.

มีสภาฝักถั่วชื่อว่า สนช. หรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่อวดอ้างว่าเป็นสภาที่ขยันมากเพราะสามารถออกกฎหมายได้ 413 ฉบับ

ขณะเดียวกันก็มีกฎหมายที่ สนช.ไม่แม้แต่จะหยิบมาพิจารณาถึง 507 ฉบับ

สนช.คุยว่าตนเป็นสภาที่ทรงประสิทธิภาพ ออกกฎหมายได้เยอะ แต่ลืมไปว่าสภาของ สนช. คือ สภาตรายาง เป็นการออกกฎหมายแบบไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุลใดๆ เพราะอยู่ภายใต้รัฐบาลเผด็จการ ไม่มีฝ่ายค้าน

ปี 2557 เรามีการทำรัฐประหาร หลังจากนั้นประเทศไทยก็ถูกบริหารงานภายใต้รัฐบาล คสช.โดยไม่มีการเลือกตั้งท้องถิ่น

รัฐบาล คสช.อ้างว่า ต้องทำการรัฐประหารเพื่อแก้ไขปัญหาประเทศที่เผชิญกับทางตัน ไร้ทางออก (?)

สมมุติว่าข้ออ้างนี้เป็นเรื่องจริง และกลุ่มที่ทำการรัฐประหารมีความจริงใจ หลังรัฐประหารต้องรีบคืนอำนาจให้ประชาชน

อาจมีการร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราว และเปิดให้มีการเลือกตั้งใหม่ทันที

เพื่อให้ระบบรัฐสภาในระบอบประชาธิปไตยกลับมาทำงานอีกครั้ง

และปล่อยให้กระบวนการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่เกิดขึ้นภายใต้สภาที่เป็นตัวแทนของประชาชน

มิพักจะต้องพูดซ้ำซากว่า ประเทศจะถึงทางตันขนาดไหน เราก็ไม่สามารถอนุญาตให้การรัฐประหารเกิดขึ้นได้

การรัฐประหารคืออาชญากรรม การรัฐประหารคือการปล้นอำนาจประชาชน การรัฐประหารคือการกบฏต่ออำนาจของประชาชน

และการรัฐประหาร 2557 เหนือชั้นไปกว่าการรัฐประหารมี 2549 นอกจากจะอ้างว่าตนเองเสียสละมากอบกู้บ้านเมือง คณะรัฐประหารยังแสดงเจตจำนงที่จะถือครองอำนาจให้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

อาจกล่าวได้ว่าการรัฐประหารปี 2557 เป็นการรัฐประหารที่ไม่แม้แต่จะมีความพยายามจะกลบเกลื่อนความชั่วของตนเองด้วยการแสร้งให้มีรัฐธรรมนูญ หรือการเลือกตั้ง แล้วแสร้งลงจากอำนาจ ก่อนจะแปลงร่างตนเองไปเป็นพรรคการเมืองแล้วลงเลือกตั้งบนข้อได้เปรียบที่ตนเองเซ็ต

ย้ำ การรัฐประหารมี 2557 ไม่แม้แต่จะพยายามทำอะไรอย่างนี้

ตรงกันข้ามพวกเขาแสดงออกอย่างชัดเจนว่าจะอยู่ในอำนาจให้ยาวที่สุด

และได้ใช้เวลาในอำนาจรัฐอันยาวนานนั้นทำลายความเข้มแข็งของพลเมืองผ่านความล้มเหลวในการบริหารเศรษฐกิจของประเทศ

นำพาประชาชนไทยเดินไปสู่ความยากจน และยังสามารถประกาศตัวเลขคนยากจนที่เพิ่มขึ้นในฐานะที่เป็นความสำเร็จของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ อย่างปราศจากความละอาย

รัฐบาล คสช.พาประเทศไปสู่ความล้มละลายทางความน่าเชื่อถือทางการเมือง เศรษฐกิจ การต่างประเทศ ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน พาประเทศไทยขึ้นทำเนียบประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงที่สุดในโลก และเราเริ่มเห็นเค้าลางว่าเครื่องจักรทางเศรษฐกิจของไทยค่อยๆ ดับลงทีละตัว

พร้อมๆ กับไร้ประสิทธิภาพ ความสามารถในการบริหารงานของรัฐบาล รัฐราชการของไทยใหญ่โต เทอะทะ งุ่มงาม ไม่ต่างอะไรจากปรสิตที่มีไซซ์เท่างูเหลือม

ปริสิตขี้เกียจไซซ์งูเหลื่อมยักษ์ใหญ่นี้สิ่งเดียวที่เป็นความสามารถของมันคือ ความสามารถในการดูดเลือดดูดเนื้อ ดูดเอาสิ่งที่ควรเป็นประโยชน์ของประชาชนไปเป็นผลประโยชน์ของตนเองและพรรคพวก

ขณะที่ประชาชนผ่ายผอมลงเรื่อยๆ ทั้งทางกายภาพและทางอำนาจการเมือง สิ่งที่รัฐบาล คสช.ทำคือ ตั้งคณะร่างรัฐธรรมนูญ เขียนรัฐธรรมนูญขึ้นมาฉบับหนึ่งอันภายหลังมีผู้กล่าวเอาไว้ว่า “รัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีไซน์มาเพื่อเรา”

เจตนานี้ชัดเจนขนาดไหน คิดแบบตื้นที่สุดก็คือ ร่าง รธน.ฉบับบวรศักดิ์ยังถูกคว่ำไปได้ เพราะมันดีไซน์มาเพื่อเรา “ไม่พอ” เขาต้องการที่ดีไซน์มาเพื่อเราให้มากกว่านั้น ชัวร์กว่านั้น จึงเกิดเป็นร่างรับธรรมนูญฉบับมีชัย

จากนั้นเขาก็เอาร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยไปผ่านพิธีกรรม “ประชามติ” เพื่อสร้างความชอบธรรมให้มัน

รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ผ่านประชามติมาด้วยเงื่อนไขที่ประชาชนถูกเรียกค่าไถ่ด้วยเงื่อนไขว่า

1. จะรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วมีการเลือกตั้งภายใต้กติกาที่ยังไงๆ ประยุทธ์ก็กลับมาเป็นนายกฯ อยู่ดี

2. ไม่รับร่างรัฐธรรนูญฉบับนี้แล้วอยู่กับรัฐบาล คสช. ภายใต้ประยุทธ์ต่อไป

ทั้งนี้ ยังไม่ต้องพูดถึงว่า การรณรงค์เพื่อให้ประชาชนรู้รายละเอียดเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างถ่องแท้ในข้อดีและข้อเสีย ไม่เคยได้เกิดขึ้นจริง

เพราะรณรงค์ไม่รับร่าง ถูกจับ ถูกดำเนินคดี และถูกคุกคามจากอำนาจรัฐตลอดเวลา ไม่ใช่การทำประชามติที่ประชาชนได้รับข้อมูลครบถ้วน รอบด้าน ยังไม่นับคำถามพ่วงที่ใส่เข้ามาในภายหลัง เรียกว่าเป็นประชามติแบบมัดมือชก จนไม่อาจทำใจได้ว่านี่คือรัฐธรรมนูญที่ได้รับการยอมรับจากประชาชน อย่างที่ฝ่ายสนับสนุนเผด็จการชอบอ้างกัน

ผลที่อยู่กับเราคนไทยในทุกวันนี้จากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นที่กลายมาเป็นรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 คือการล็อกสเป๊กให้ประยุทธ์ได้กลับมาเป็นนายกฯ โดยอภินิหาร 2 ประการ คือ

1. อภินิหาร ระบบการเลือกตั้งจัดสรรปันส่วนผสมระบบการเลือกตั้งบัตรใบเดียว ทำให้เราได้ ส.ส.ปัดเศษ คนได้คะแนนโหวตจากประชาชนห้าหมื่น เป็น ส.ส.สอบตก คนได้คะแนนโหวตจากประชาชนพันเจ็ด ได้เป็น ส.ส.เข้าสภา

พรรคที่ประชาชนเทคะแนนให้มากที่สุด มี ส.ส.เขตมากที่สุด กลับไม่ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์

พรรคที่ได้ ส.ส.เขตน้อย กลายเป็นพรรคที่มีที่นั่งในสภาเยอะ เพราะได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์จากการคำนวณในการเลือกตั้งระบบพิสดารนี้

พูดง่ายๆ คือ มันเป็นระบบการเลือกตั้งที่ทำให้เรามี ส.ส.ที่ไม่ได้เป็นตัวแทนของประชาชนจริงๆ คนที่เข้าไปเป็น ส.ส. ไม่ได้ represents ประชาชนตามสัดส่วนที่ควรจะเป็น

2. อภินิหาร ของ ส.ว. 250 คนที่เป็นทั้งโดยตำแหน่ง และโดยการคัดสรร/คัดเลือก อันเป็นกระบวนการที่มาจบที่ประยุทธ์ผู้เป็นนายกฯ และหัวหน้า คสช.

และสุดท้าย ส.ว.เหล่านี้ก็มายกมือให้ประยุทธ์คนนั้นกลับมาเป็นนายกฯ คนนี้อีกรอบ

นี่คือมหากาพย์แห่งการกักขังคนไทยไว้ในมือของรัฐบาลที่ทั้งไม่ได้ represents ประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งเป็นกลุ่มคนที่ไม่มีวิสัยทัศน์ ไร้ความสามารถ ขาดความรู้ เต็มไปด้วยความขี้นอก โลกแคบ ไม่ทันโลกไม่ทันเหตุการณ์ ไม่ทันยุคไม่ทันสมัย ไม่ต้องพิสูจน์อะไรกันมาก

ถามง่ายๆ ว่า ตลอดสมัยของรัฐบาลประยุทธ์ 1 และ 2 เขาได้ทำผลงานอะไรไว้ให้เป็นที่น่าประทับใจและจดจำบ้าง

คำตอบคือ ไม่มี นึกไม่ออก

แต่ที่นึกออกแน่ๆ คือภาวะเศรษฐกิจถดถอย คุณภาพชีวิตของประชาชนถอดถอย

ความเชื่อมั่นในรัฐบาลไม่มี

จำนวนคนว่างงานเพิ่มขึ้น

และหนักกว่าที่หนักคือเจอโควิด โรงงานในไทยทยอยย้ายฐานการผลิตออกไปประเทศเพื่อนบ้าน

เรื่องระยำตำบอนในระบบการศึกษามีให้เห็นในข่าวทุกวัน

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวพังทลาย จากการรับมือกับโควิดแบบทึ่มๆ เห็นเป้าหมายเป็นเลข 0 แล้วก็ไม่สามารถเห็นบริบทอะไรที่อยู่รอบๆ สถานการณ์โควิดได้เลย

การกู้เงินมาเยียววิกฤตที่เกิดจากโควิดก็พิสูจน์ให้เห็นชัดว่าไม่เกิดมรรคผลใดทางเศรษฐกิจที่เป็นบวก

การเลือกตั้งท้องถิ่นยังถูกยื้อเวลาออกไป

หารัฐมนตรีคลังที่มาฟื้นความเชื่อมั่นก็ได้มาแค่อาคม เติมพิทยาไพสิฐ ที่เป็นอดีต รมช.คมนาคม ผู้ไม่มีผลงานอะไรน่าจดจำนอกจากรถไฟความเร็วสูงสามกิโลเมตรครึ่ง

ผู้ว่าฯ กทม.ก็ไม่รู้จะได้เลือกเมื่อไหร่ คนที่ประยุทธ์เลือกมาก็ไม่เห็นจะทำงาน หรือแก้ไขปัญหาอะไรได้ คุณภาพชีวิตของชาวกรุงเทพฯ ก็แย่พอๆ กับเหล่าหนูและแมลงสาบในท่อน้ำ โดยเฉพาะในวันฝนตก

ไม่เคยมีครั้งใดในประเทศที่จะเข้าสู่ภาวะระยำตำบอนในทุกมิติอย่างพร้อมเพรียงกันเท่านี้มาก่อน

ดังนั้น ใครก็ไม่ต้องมาพูดเรื่องรัฐบาลแห่งชาติ หรือรัฐบาลเฉพาะกิจอะไรเลย สิ่งเดียวที่จะนำพาประเทศให้พ้นจากหุบเหวแห่งหายนะนี้ไปได้คือ

1. ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ และไม่ต้องแก้อะไรให้ซับซ้อน ไม่ต้องทำประชามติอะไรให้มากมาย แค่แจงให้เห็นว่า กติกาในรัฐธรรมนูญฉบับนี้มันล็อกสเป๊กสำหรับการสืบทอดอำนาจ มันเป็นประชาธิปไตยจอมปลอม แค่นี้ก็เพียงพอแล้วที่เราจะต้องแก้แล้ว

รัฐธรรมนูญที่จะเขียนขึ้นใหม่ ไม่ควรเต็มไปด้วยรายละเอียดปลีกย่อย อันจะนำไปสู่การถกเถียงไปอีกสิบชาติครึ่ง รัฐธรรมนูญที่ดีคือการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนในหลักการใหญ่ๆ ไม่กี่หลัก และจบเพียงเท่านี้

จากนั้น เรื่องเล็กๆ เรื่องย่อยๆ ออกเป็นกฎหมายลูกของแต่ละเรื่อง รัฐธรรมนูญที่ดี ไม่ควรยาวเกิน 10 หน้ากระดาษ เอ4 ด้วยซ้ำไป และเขียนด้วยภาษาที่มนุษย์ปุถุชนอ่านรู้เรื่อง

รัฐธรรมนูญไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ จึงไม่ต้องใช้ภาษาเทพ แต่ควรเป็นภาษาคน

2. เมื่อได้รัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้นมาบนหลักการประชาธิปไตยแล้ว ก็พึงจัดให้มีการเลือกตั้งบนกติกาใหม่ที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ทางออกของประเทศไทยเรียบง่ายเท่านี้ ไม่มีอะไรซับซ้อนกว่านี้ จากนั้น อะไรจะเกิด ก็ให้มันเกิดบนครรลองแห่งประชาธิปไตยที่ประชาชนเจ้าของอำนาจเขาจัดการตัวเอง จะล้มลุกคลุกคลาน ก็ปล่อยให้มันเป็นพลวัตจากตัวประชาชนเอง ไม่ต้องมีคุณพ่อคุณแม่รู้ดีคนไหนสถาปนาตัวเองมาแบกประเทศทั้งประเทศไว้บนบ่าตัวเอง

บ้านเมืองเป็นของประชาชน ปล่อยให้ประชาชนเขาบริหารประเทศ ไม่ต้องมาแล่นออกมาเป็นผู้เสียสละที่ไม่ได้รับเชิญ

อย่าให้ประเทศนี้ต้องพังไปกว่านี้เลย

แก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยแบบสากล และเลือกตั้งบนกติกาใหม่เท่านั้นที่จะเป็นทางออกของทุกคน

บทความก่อนหน้านี้จิตต์สุภา ฉิน : 10 ปี Instagram เปลี่ยนโลกไปอย่างไรบ้าง
บทความถัดไปสุดชุลมุน! ตร.เข้าเคลียร์ผู้ชุมนุม ปักหลักปราศรัย/สาดสี รวบไผ่ – แอมมี่