บก.ปอท.รวบ 8 ใน 13 แชร์ข่าวหาว่า ‘บิ๊กช้าง’ บงการตีหัว ‘จ่านิว’

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ต.ไพบูลย์ น้อยหุ่น ผบก.ปอท. พร้อมด้วย พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รอง ผบก.ปอท. ในฐานะโฆษก บก.ปอท. แถลงปฏิบัติการรวบผู้แชร์ข่าวในลักษณะที่สร้างความเสียหายต่อบุคคลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติก่อให้เกิดความสับสน ตื่นตระหนกในสังคมอย่างกว้างขวาง

พ.ต.อ.กฤษณะกล่าวว่า จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ ”เจ๊แน๊ต สุชานันท์” ได้นำเข้าข่าวในลักษณะที่สร้างความเสียหายต่อบุคคลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และก่อให้เกิดความสับสน ตื่นตระหนกในสังคมอย่างกว้างขวาง โดยมีใจความว่า “เรื่องใหญ่ที่ท่านผู้การกองปราบ พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ต้องเเก้ปัญหา..ที่มีตำรวจชั้นประทวนในสังกัด “กองปฏิบัติการพิเศษ กองปราบ 4 คน ไปช่วยพี่ด้วย พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย รอง ผบ.ตร. เคยคุมกองปราบมาก่อน เลี้ยงตำรวจโจรในกองปราบไว้ใช้ ได้ก่อเหตุไปดักตีหัว “จ่านิว” และ “ฟอร์ด” กลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้านเผด็จการ พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ เป็นลูกน้องเเขนซ้ายของ พล.ต.อ.ประวิตร นั่นเอง และ รองช้าง หรือ พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย หัวหน้าแก๊งสีกากี ตามกระทืบนักกิจกรรม เอกชัย,ฟอร์ด,จ่านิว” ซึ่งข่าวดังกล่าวนั้นไม่เป็นความจริง และเข้าข่ายบิดเบือนหรือเป็นความเท็จ เป็นเหตุให้ พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย รอง ผบ.ตร.และสำนักงานตำรวจแห่งชาติเสียหาย และประชาชนทั่วไปเกิดความสับสนตื่นตระหนก อันเป็นความผิดในข้อหา “นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความตื่นตระหนกในหมู่ประชาชน” ตาม ม.14(2) พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

พ.ต.อ.ศิริวัฒน์กล่าวว่า เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ทาง บก.ปอท. ได้ออกหมายเรียกผู้ต้องหาซึ่งเป็นผู้แชร์ข่าว อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จำนวน 13 ราย และมีผู้มาพบพนักงานสอบสวน บก.ปอท. เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา จำนวน 8 ราย สำหรับการแชร์ข่าวปลอมนั้นมีเพียง 2 ประเด็น คือ แชร์เพียงสร้างผลประโยชน์ และแชร์เพื่อสร้างความเกลียดชังและความสับสน โดยจะใช้บุคคลที่มีชื่อเสียง และข้าราชการ ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นการแชร์เพื่อให้เกิดความสับสน จากการสอบพบว่าทั้ง 13 บัญชีนั้น มี 3-4 บัญชีเป็นบัญชีอวตาร ไม่มีการแสดงตัวตน

พ.ต.อ.ศิริวัฒน์กล่าวต่อว่า จากการสอบปากคำพบว่าทั้ง 8 คนนั้น ผู้ต้องหาให้การภาคเสธ ว่าแชร์ข่าวดังกล่าวจริง แต่ไม่ทราบว่าข่าวนั้นเป็นข่าวปลอม โดยผู้ต้องหาทั้ง 8 คน นั้น ไม่รู้จักกันและมีที่พักพิงทั้งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล แต่มีความสนใจในเรื่องการเมืองในลักษณะเดียวกันจึงได้มีการแชร์ข่าว เมื่อได้รับข่าวดังกล่าวมาก็ได้ส่งต่อไปยังเพื่อนๆ และคนรู้จัก นอกจากนี้ตรวจสอบประวัติไม่พบว่าทั้ง 13 คนเคยมีประวัติการแชร์ข่าวปลอมหรือมีการร่วมกระบวนการแต่อย่างใด ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังทราบแล้ว 1 รายที่เป็นบุคคลที่นำเข้าข้อมูล และสร้างคอนเทนต์แล้ว อยู่ระหว่างการติดตามตัว ส่งผู้ต้องหาอีก 5 รายจะเดินทางเข้าทราบข้อกล่าวหาภายใน 1 สัปดาห์นี้

พ.ต.อ.ศิริวัฒน์เปิดเผยว่า สำหรับกรณีที่มีการเผยแพร่เครื่องบินเจ็ทของทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และปรากฎว่ามีภาพ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ ที่มีความสนิทสนมกันนั้น จะเป็นขบวนการเดียวกันหรือไม่นั้น หากจับกุมและสอบสวนผู้ที่ผลิตข่าวปลอมก็จะทำให้ทราบถึงความเชื่องโยง แต่เบื้องต้นทั้ง 2 ข่าว นั้นยังไม่พบว่ามีความเชื่อมโยงกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุใดจึงสามารถดำเนินคดีกับคนที่แชร์ข่าวใส่ร้ายรอง ผบ.ตร. ได้รวดเร็ว แต่คดีจ่านิว ยังล่าช้าจับตัวคนร้ายยังไม่ได้ พ.ต.อ.กฤษณะกล่าวว่า ขณะนี้คดีของจ่านิว มีความคืบหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐาน สอบปากคำไปแล้ว10 ปาก พร้อมทั้งไล่กล้องวงจรปิด ยอมรับว่าใช้ได้บ้างไม่ได้บ้าง คนร้ายมีความชำนาญใช้ช่วงการจราจรติดขัดในการหลบหนี ยืนยันว่าไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่คดีการจับคนแชร์ข่าว บก.ปอท. มีพยานหลักฐานชัดเจน จึงสามารถดำเนิคคดีได้รวดเร็วกว่า

บทความก่อนหน้านี้ดาวกับดวงประจำวันอังคารที่ 9 กรกฎาคม 2562 : โดย พิมพ์พรร
บทความถัดไปจี้หัวหน้าคสช. สั่งโอนคดีศาลทหารมาศาลยุติธรรม ชี้มีปัญหาประกันตัวใหม่