คำ ผกา | จากใจนางแบก

คำ ผกา

ตอนนี้ไม่มีใครมีสมาธิกับรัฐบาลของประยุทธ์ จันทร์โอชา อีกต่อไปแล้วเพราะมีรัฐบาลก็เหมือนไม่มี ประเทศดำเนินไปวันๆ ผ่านระบบราชการงานรูทีน

สิ่งที่เรียกว่า “งานบริหารวางแผน” นั้นเห็นเฉพาะการกู้เงินมาเติมเพื่อให้ระบบราชการ “รัน” ต่อไปได้ ท่ามกลางการเก็บภาษีไม่เข้าเป้า และเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ ไม่มีตัวไหนที่ทำงานเต็มร้อย

การท่องเที่ยวไม่ต้องพูดถึง วางเป้าหมายไว้ว่า นักท่องเที่ยวต้องมีจำนวนห้าล้านคนภายในปีนี้ แต่ไม่มีมาตรการไหนของรัฐที่ออกมาแล้วทำให้เราเห็นว่าตัวเลขห้าล้านคนนั้นจะกลายเป็นความจริง

และต่อให้มีนักท่องเที่ยวมาถึงห้าล้าน ก็ไม่สามารถกอบกู้สถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศได้ เพราะอัตราเงินเฟ้อพุ่งในขณะที่รายได้ของประชาชนส่วนใหญ่ลดลง

เมื่อเป็นดังนี้คนไทยเกือบทุกคนจึงวางความหวังของตนเองเอาไว้ที่การเลือกตั้งครั้งต่อไป

หันมามองพรรคการเมืองในฝั่งที่เป็นพรรคฝ่าย “ประชาธิปไตย ไม่หนุนเผด็จการ” ตอนนี้มีพรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล เสรีรวมไทย ประชาชาติ ส่วนพรรคเกิดใหม่ที่เราเดาว่า ไม่เอาเผด็จการ ก็น่าจะเป็นพรรคไทยสร้างไทย

ดูภาพรวมแล้ว คงไม่มีใครเถียงว่าพรรคที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด มีทรัพยากรพร้อมที่สุด ที่จะลงเลือกตั้งแล้วแข่งกับพลังประชารัฐและเพื่อนได้ก็น่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย รวมถึงตัวพรรคเพื่อไทยก็มีความมั่นใจเช่นนั้น ในฐานะของพรรคการเมืองที่เคยบริหารประเทศ เคยแลนด์สไลด์มาแล้ว เลยทำนโยบายที่กลายเป็น legacy ของพรรคที่ใครก็มาเปลี่ยนประวัติศาสตร์ตรงนี้ไม่ได้คือนโยบายสามสิบบาทรักษาทุกโรค

เมื่อมีความมั่นใจเช่นนี้ เราจึงเห็นแคมเปญสู้ศึกเลือกตั้งของเพื่อไทยที่ยิ่งใหญ่อลังการ ปล่อยนโยบายมาอย่างต่อเนื่อง และมีการเปิดตัวแพทองธาร ชินวัตร ในฐานะ “หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย” และมาเป็นที่ปรึกษาด้านนวัตกรรมและการมีส่วนร่วม

ซึ่งแปลว่าอะไรไม่สำคัญเท่ากับเป็นการส่งสัญญาณว่าเขาอาจจะเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น

อีกแคมเปญหนึ่งของพรรคเพื่อไทยคือ “แลนด์สไลด์” บนตรรกะที่เรียบง่ายมากนั่นคือ การประกาศว่าพรรคต้องการชนะการเลือกตั้งให้ขาดลอย เพื่อปิดสวิตช์ ส.ว. และเพื่อให้ได้อำนาจรัฐบนฉันทามติที่ “ชนะขาดลอย” จนไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างในการรัฐประหารหรือใช้กติกาใดๆ มาตุกติกกับผลการเลือกตั้งและความชอบธรรมของอำนาจรัฐที่ได้มา และเพื่อจะทำงานตามนโยบายที่สัญญาไว้กับประชาชน

ตรรกะของการลงเลือกตั้งของพรรคการเมืองมันก็ควรจะเรียบง่ายแบบนี้ใช่หรือไม่?

กูลงเลือกตั้งเพราะกูอยากชนะ

สิ่งที่น่าสนใจมากๆ ในเรื่องนี้คือ พรรคพลังประชารัฐ พรรคภูมิใจไทย เฉยๆ มากกับแคมเปญแลนด์สไลด์ของพรรคเพื่อไทย แต่กลุ่มคนที่เดือดร้อนมากที่สุดกับแนวโน้มว่าแพทองธารจะเป็นแคนดิเดตของพรรคเพื่อไทย และเพื่อไทยประกาศต้องการแลนด์สไลด์ในการเลือกตั้งคือกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าเป็นปัญญาชนหัวก้าวหน้า นักคิด นักเคลื่อนไหว นักต่อสู้ แอ็กติวิสต์ทางการเมืองต่างๆ

ข้อกังวลของกลุ่มคนเหล่านี้คือ

หนึ่ง พรรคเพื่อไทยไม่ชนกับ establishment ในทุกเงื่อนไข ดังนั้น หากเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล จะเข้าไปแค่แก้ไขปัญหาปากท้อง และมีแนวโน้มจะทำให้ establishment เข้มแข็งขึ้น

สอง คนเหล่านี้ไม่พอใจที่ทักษิณ ชินวัตร ในนามโทนี่ พูดถึงการต่อสู้ของเด็กๆ คนรุ่นใหม่ว่า ทำไปบนความไม่เข้าใจทางการเมือง และ ม.112 ไม่ใช่ปัญหา

สาม คนเหล่านี้เห็นว่า พรรคเพื่อไทยถูกครอบงำโดยตระกูลชินวัตร ดังจะเห็นจากการส่งน้องสาว และลูกสาวมาเป็นแคนดิเดตนายกฯ

สี่ คนเหล่านี้มีข้อสมมุติฐานที่เชื่ออย่างเป็นตุเป็นตะว่า ทักษิณทำการเมืองบนการเกี้ยเซียะ การดีล อยากกลับบ้านจนหน้ามืด ทอดทิ้งประชาชนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

ห้า คนกลุ่มนี้มีข้อสรุปว่า หากเพื่อไทยได้อำนาจรัฐ การเมืองไทยจะกลับไปสู่วังวนของการรัฐประหารเพราะปัญหาเชิง “โครงสร้าง” ไม่ได้รับการแก้ไข

เมื่อทราบข้อกังวลเหล่านี้ ตัวฉันเองที่ได้รับฉายานางแบกพรรคเพื่อไทยไปโดยปริยาย ก็ถามกลับว่า “หากเพื่อไทยไม่มีนโยบายที่ตรงกับความต้องการของคุณ ทำไมคุณไม่ไปเลือกพรรคอื่น” ซึ่งมันแฟร์มาก ที่จะด่าๆๆๆๆ หรือวิจารณ์พรรคเพื่อไทย แล้วบอกว่า เพราะห่วยและขี้ขลาดแบบนี้ เราจึงไปเลือกพรรคอื่นล่ะนะ ไม่เลือกเพื่อไทยแล้วนะ จากนั้นจะมานั่งด่าพรรคเพื่อไทยทุกวันๆ ก็ไม่มีใครว่า เพราะเราจะถือว่าเป็นการด่าและวิจารณ์มาจากพรรคคู่แข่ง ซึ่งต่อไปก็แค่มาติดตามผลงานกันว่าทำได้จริงอย่างที่พูดหรือไม่

แต่พอเถียงไปเช่นนั้น ก็ได้รับคำตอบว่า

เพื่อไทยแตะไม่ได้

โทนี่แตะไม่ได้

อันทำให้เราก็เกาหัวแกรกๆ แตะไม่ได้ตรงไหน แค่ด่ามาด่ากลับ ยังไม่มีใครโดนจับหรือโดนฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทใดๆ จากการด่าเพื่อไทยและโทนี่

พีกกว่านั้นคือ หลายๆ คนบอกว่า ก็อยากเลือกพรรคเพื่อไทย ไม่อยากเลือกพรรคอื่น เลยอยากให้พรรคเพื่อไทยปรับปรุงตัว

หรือบางคนก็บอกว่า ก็อยากให้เพื่อไทยแลนด์สไลด์ไง นี่รักมาก อยากให้ชนะขาดลอย แต่จะชนะขาดลอยได้ เพื่อไทยต้องทะลุเพดาน ต้องก้าวข้ามขีดจำกัด โทนี่ต้องหุบปาก

อ่านแล้วฉันก็อยากจะตอบว่า ใช่ คุณนำเสนอความคิดเห็น ด่า วิจารณ์ แนะนำได้หมดแหละ แต่มันไม่มีอะไรการันตีว่าเขาจะฟัง หรือฟังไว้เป็นข้อมูล หรือบางเรื่องเขาอาจเก็บไปไตร่ตรอง หรือเขาก็อาจจะไม่ฟังเลยก็เป็นไปได้ เพราะโลกไม่ได้หมุนรอบเราคนเดียว

และท้ายที่สุด เราพึงรู้ว่า หากพรรคการเมืองหนึ่งๆ ไม่ฟังเสียงประชาชนเลย วันหนึ่งพรรคการเมืองนี้ก็ต้องสูญพันธุ์ สูญหาย สิ้นชื่อไป

และหากคุณเชื่อว่า พรรคการเมืองแต่ละพรรคไม่มีใครอยากสูญเสียความนิยม คุณก็ต้องมั่นใจว่า พรรคที่คุณสนับสนุน เขาต้องฟังเสียงของคุณบ้างไม่มากก็น้อย

ทว่า ไม่มีอะไรได้ดั่งใจภายในชั่วข้ามวันข้ามคืน

ถ้าพรรคเพื่อไทยไม่ฟังเสียงของประชาชนอย่างคุณเลย ก็ให้พรรคแพ้การเลือกตั้งไป สูญหายไปจากการเมืองไทยไป เรื่องมันก็เท่านั้น และทั้งหมดนี้ เราควรมีข้อสมมุติฐานเบื้องต้นว่า ไม่มีใครตั้งพรรคมาเพื่อจะสูญพันธุ์ ไม่มีใครตั้งพรรคมาเพื่อจะแพ้ และไม่มีใครตั้งพรรคมาเพื่อได้เป็นรัฐบาลแล้วต้องโดนรัฐประหาร

ทว่า หากเราเชื่อมั่นในหลักการประชาธิปไตยจริงๆ เราต้องรู้ว่าประชาธิปไตยก็ไม่ใช่ผลผลิตสำเร็จรูป แต่มันเป็นกระบวนการทางการเมืองที่ไม่มีวันจบสิ้น

ไม่มีพรรคการเมืองไหนที่ดีงาม สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ไม่มีรัฐบาลจากการเลือกตั้งที่ดีงามไร้ที่ติ หัวใจของประชาธิปไตยมันมีแค่เราต้องรักษาการเลือกตั้งให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และหากไม่มีพรรคการเมืองไหนที่ตอบโจทย์เราได้ทุกข้อ เราก็แค่มานั่งดูว่า เราให้น้ำหนักกับอะไรมากที่สุด ถ้าเราจะให้น้ำหนักกับปากท้องเราก็เลือกเพื่อไทย ถ้าอยากได้อย่างอื่นที่เป็นจุดแข็งของพรรคนั้นๆ ก็ไปเลือกพรรคนั้นๆ เพราะมันไม่มีพรรคที่จะตอบโจทย์เราได้ครบทุกโจทย์แน่ๆ

และลองเช็กดีๆ ถ้าสิ่งที่รังเกียจที่สุดในชีวิตไม่ใช่เผด็จการ แต่เป็นตระกูลชินวัตร ไปจนถึงการทำใจไม่ได้ที่จะเห็นหน้าโทนี่ หน้าทักษิณอยู่ตามที่ต่างๆ ซึ่งฉันก็เข้าใจได้ว่า ความ “ทักษิณ” นั้นไม่ใช่รสนิยมของคนชั้นกลางที่มีการศึกษาในสังคมไทยจริงๆ

หากตกอยู่ในกลุ่มอาการนี้ กลัวการต้องข้องแวะกับทักษิณในทางใดทางหนึ่งอยู่เสมอ (แต่ข้องแวะกับสลิ่ม ไหว้สลิ่มได้ทุกคน) ก็พึงถอนความพยายามที่จะชอบพรรคเพื่อไทยเถอะ

เพราะต่อให้เพื่อไทยจะยืนยันว่า ทักษิณไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับพรรคมากไปกว่าเป็นอดีตผู้ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย ที่คนยังให้ความเคารพนับถืออยู่ และตอนนี้ดูเหมือนทักษิณจะสังกัดอยู่กับกลุ่มแคร์ ที่วางบทบาทเป็น Think Tank ของพรรคทำสื่อขายไอเดียอะไรไป

ดังนั้น ถ้ารังเกียจทักษิณ รังเกียจเรื่องแพทองธารจะเป็นแคนดิเดตนายกฯ ยังไงๆ ก็ต้องถอดใจจากพรรคเพื่อไทยนั่นแหละ

แต่ก็ต้องทำใจเล็กน้อย ที่ภาวะกลัวผีทักษิณนี้ จะทำให้คนหัวก้าวหน้าหลายคนต้องไปอยู่ในลีกเดียวกับสุเทพ เทือกสุบรรณ และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพราะทั้งสองคนนี้ออกมาพูดเหมือนกันเปี๊ยบว่า หากตระกูลชินวัตรขึ้นมาเป็นนายกฯ อีก ก็น่าจะมีรัฐประหารอีก

สําหรับฉัน ถ้าคุณเชื่อมั่นในหลักการประชาธิปไตยจริงๆ คุณต้องยืนยันว่า “ไม่ว่านายกฯ จากการเลือกตั้งจะเป็นใคร ก็ไม่ใช่ข้ออ้างของการรัฐประหาร การรัฐประหารเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ในทุกเงื่อนไข”

เช็กตัวเองดูดีๆ นะว่าทุกวันนี้ เป็นคนที่เชื่อมั่นในประชาธิปไตย ต้องการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างแต่ดันเห็นด้วยกับสุเทพและอภิสิทธิ์ เรื่องผีตระกูลชินวัตรอยู่หรือเปล่า?

และสุดท้ายจริงๆ ถ้าอยากได้ความเปลี่ยนแปลงแบบโครงซ้าง โครงสร้าง ทะลุนู่น นี่ นั่น ฉันช่วยคอนเฟิร์มว่า เพื่อไทยไม่มีหรอก เพราะเพื่อไทยเขาสายเซฟ ไม่ใช่สายซิ่ง

และถ้าเขาเลือกสายเซฟแล้วมันยังไม่เซฟ มันก็เป็นชะตากรรมที่ตัวพรรคเองก็ต้องยอมรับโดยดุษฎีด้วยเหมือนกัน

อย่าไปห่วงอะไรเขามากเลย