ชาร้อนกระฉอกลวกปาก โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

สถานีคิดเลขที่ 12 / สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

—————————

ชาร้อนกระฉอกลวกปาก

—————————

ปรากฏการณ์ทางการเมือง

ที่แสดงให้เห็น ภาวะไม่เป็น “ทีม” ต่างคนต่างเดินของพรรคร่วมรัฐบาล

มากไปกว่านั้น หลายกรณียังสะท้อน ถึง “ความขัดแย้ง” ที่เริ่มเกิดขึ้นในหมู่พรรคร่วมรัฐบาล

การต่อรอง ของพรรคเล็ก ที่เรียกร้อง “กล้วย”อย่างไม่หยุดหย่อน อันนั้นทราบดีอยู่แล้ว

แต่สิ่งที่น่าโฟกัส คือ ท่าที ของพรรคขนาดกลาง อย่าง พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาธิปัตย์ มากกว่า

เพราะ มี รูปธรรม ที่ยืนยัน ถึงภาวะ ที่นอกจาก ต่างคนต่างเดินแล้ว

ยังมีการเดินชนกัน ขัดแข้งขัดขากัน ทั้งที่ไม่ตั้งใจ และ ตั้งใจ

กรณี ตั้ง กรรมาธิการวิสามัญศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นั่นก็เรื่องหนึ่ง

ซึ่งว่าที่จริง ทำให้ไม่เป็นเรื่อง ก็ได้

เพราะเพียงแค่ตั้งกมธ.”ศึกษา” พรรคประชาธิปัตย์ก็น่าจะพอใจแล้ว

แต่ด้วยความต้องการที่จะช่วงชิงการนำ จึงนำมาสู่การที่คนในพรรคประชาธิปัตย์ เสนอ ตัวละครสำคัญคือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นมาเป็นประธานกมธ.

ทำให้เรื่องง่ายกลายเป็นเรื่องยาก และเป็นประเด็นการเมือง

เพราะพรรคพลังประชารัฐ ในฐานะแกนจัดตั้งรัฐบาล คงอยู่เฉยไม่ได้

นอกจากไม่สุกงอมที่จะให้แตะต้องรัฐธรรมนูญ แล้ว ยังจะปล่อยให้ประชาธิปัตย์ มาช่วงชิงการนำไม่ได้

จึงนำไปสู่การ”ปะทะ”อย่างดุเดือดในฝ่ายรัฐบาลด้วยกันเอง

สะท้อนถึงภาวะที่ต่างฝ่ายต่างช่วงชิงต่อประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก

“เยื่อใย”แห่งความเป็นทีม “บอบบาง”ยิ่ง

คำถามก็คือแล้วจะเผชิญ ศึกใหญ่การเมืองได้อย่างไร

เช่น ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่จะเกิดขึ้นปลายปีนี้

โดย สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยแสดงออก ก็คือ”สัญญาณ”นั้น

สัญญาณ ที่บ่งบอกว่า พรรคร่วม โดยเฉพาะ พรรคที่เป็นแกนนำ อย่างพรรคพลังประชารัฐ ไม่จริงใจ

อาศัย กลไก ทั้งภายในและภายนอก แทงข้างหลังพรรคร่วม

การที่ กระทรวงคมนาคม ตกเป็นเป้าหมายของ “สื่อ”บางสำนัก พรรคภูมิใจไทยปักใจเชื่อว่า มีเบื้องหลัง”จากมือลึกลับ”ในรัฐบาล

ปล่อยข้อมูล ให้สื่อ ที่มีความเกี่ยวพันกับคนในพรรคร่วมรัฐบาล มาถล่ม เพื่อปูพื้นไปสู่เวที”ซักฟอก”

โดยมุ่งหวังที่จะดึงเอากระทรวงเศรษฐกิจสำคัญ อย่างคมนาคม ไปดูแลเอง

จึงนำไปสู่การแฉโพยของแกนนำพรรคภูมิใจไทย ทั้งการแถลงข่าวอย่าง”ดับเครื่องชน” การเปิดโปงในสภา กระทั่งการแจ้งความหมิ่นกับสื่อทั่วประเทศ

เปิดแนวรบทุกด้าน

เหมือนดังทำกับศัตรูคู่แค้น มิใช่พรรคร่วม

นี่จึงมิใช่ “พายุในถ้วยชา” ที่ไร้พิษสง

หากแต่ ความขัดแย้ง อาจกระฉอกลวกปาก จน”วงน้ำชา”แตกกระเจิงก็ได้

ซึ่งแน่นอน ย่อมจะสวนทาง กับสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ปรารถนา

นั่นคือ “ผมยังอยู่อีกนานพอสมควร”

และพยายาม ยืนยันว่า นี่เป็นเพียง “พายุในถ้วยชา”

“ยังไม่เห็นว่ามีเรื่องอะไร เพราะเห็นพรรคร่วมรัฐบาลก็มีการพูดคุยปรึกษากันดี ถ้าจะมีก็เป็นเรื่องของสื่อโซเชียลก็ว่ากันไป”

ดูเหมือน จะไม่สนใจ กับ “ความขัดแย้ง”ใดๆ

กระนั้น เสียงซุบซิบนินทา เรื่องการเปลี่ยนลายเซ็น เพื่อค้ำดวงของผู้นำ ก็บอกอะไรบางอย่าง

เช่นเดียวกับที่ “มือการเมือง”ของรัฐบาล นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ออกมาส่งสัญญาณว่า

“นายกรัฐมนตรีกำลังหาเวลาที่สะดวก เพื่อพบปะพูดคุยกับหัวหน้าและเลขาธิการพรรคร่วมรัฐบาล …นายกฯ อยากพบปะพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการบ้างกับพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค ครั้งต่อไปอาจจะมีโอกาสพบปะพูดคุยกับ ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาล เพราะยังไม่มีการพบปะพูดคุยกัน..”

สะท้อนถึง การต้องช่วยกันประคองถ้วยชา ให้นิ่ง ไร้คลื่น

ไม่ให้กระฉอกมาลวกปาก

แม้จะถ้วยเล็กแต่เจ็บนักแหละ!

บทความก่อนหน้านี้เดินตามดาวปุสาคโมวันที่18-24พฤศจิกายน2562
บทความถัดไปศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ | คนที่ต้องหัดอยู่กับคนอื่นให้เป็นคือคนต้านอนาคตใหม่