การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์ : ทวีปที่สาบสูญ ฉันจะรอคอยวันเหล่านั้น

การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์[email protected]

เพียงบัวคนดี ที่รักของฉัน

ฉันเขียนจดหมายละไว้เสียหลายวัน เพิ่งมีโอกาสได้มาเขียนต่ออีกครั้งในคืนนี้เอง

ก่อนอื่น คืนนี้ดวงดาวที่นี่สวยมากเหลือเกิน จนฉันอยากจะบอกกับเธอเป็นอย่างแรกในค่ำคืนนี้…หรือเพราะฉันเองไม่รู้จะบอกกับใคร

ในหมู่บ้านชนบทอย่างนี้ ตกค่ำยามแลงมา กินข้าวกินปลาเสร็จ ถ้าไม่ออกไปในทุ่งนาด้วยกิจธุระต่างๆ ผู้คนก็จะพากันเข้าห้องนอนหลับใหล ยิ่งคืนไหนฝนตกพรำๆ อากาศชื้นเย็น เราจะไม่เห็นใครเลยบนท้องถนน

ถนนที่ทอดผ่านหน้าบ้านของฉัน เป็นเส้นยาวจากทิศใต้ไปสู่ทิศเหนือ ถ้าฉันหันหน้าออกทางหน้าบ้าน จะมีบ้านอีกสองสามหลังตั้งแถวเรียงอยู่ ฝั่งตรงข้าม จุดที่ตรงกับหน้าต่างห้องนอนฉัน เป็นบ้านไม้เลขที่ 109 ซึ่งมีต้นมะขามเฒ่าสูงใหญ่อยู่ใกล้รั้ว และมีดอกคำมอก (หรือบางคนก็ออกเสียงว่าคะมอก) อยู่อีกต้นหนึ่ง

พ้นหลังคาเรือนเหล่านั้นไปจะมีลำน้ำเหมืองอีกสายไหลกั้น พ้นไปนั้นก็คือ “ทุ่งตะวันตก”

แต่ถ้าหมุนตัวกลับมาอีกฝั่ง หากหันหน้าไปหาทิศตะวันออก จะมีลำน้ำอีกสายไหลขนานกับบ้านของฉัน และท้องทุ่งฝั่งนี้ จะเรียกกันว่า “ทุ่งตะวันออก”

เพียงบัวรู้มั้ย ในแต่ละคืน ฉันชอบยืนดูดาว บางครั้ง ดาวที่สว่างสุกใสก็จะขึ้นเหนือภูเขาทางทิศตะวันออก แต่บางวัน ดาวที่สวยงามนั้นก็จะปรากฏทางทิศตะวันตก

ตอนฉันยังเด็ก พ่อกับแม่ก็ชอบดูดาว พวกเขารู้จักชื่อดาวหลายดวง และสอนฉันให้สังเกตการเปลี่ยนแปลงของดวงเดือนด้วย พระจันทร์มีแรมมีค่ำ ข้างขึ้นข้างแรม มีคืนเดือนดับเดือนเพ็ญ ฉันเล่าแล้วหรือยังว่าพ่อของฉันนั้นเป็นมัคทายก และ “ปู่จารย์พ่อหนาน” ในเมืองเล็กๆ แห่งนี้เขาได้รับการยอมรับนับถือมาก

แต่ก็นั่นล่ะ…เฮ้อ เพียงบัว สำหรับตัวฉันแล้ว หนานก็คือหนาน สิ่งที่ฉันเห็นอาจจะต่างจากคนอื่นเห็น แน่ละ เขาเป็นพ่อที่ดีของลูกทุกคน เป็นผัวที่ดีของแม่ และเป็นคนดีของชุมชนหมู่บ้าน หากสำหรับฉัน การกระทำหลายๆ อย่างของเขา มันทำให้เกิดคำถามในใจฉัน

อย่างเช่น การที่เขาไม่รู้ทุกข์รู้ร้อนอะไรสักอย่าง เวลาที่แม่ต้องวิ่งวนดิ้นรนทำมาหาเงิน เขาไม่เดือดเนื้อร้อนใจใดๆ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ยามที่ฉันต้องออกจากโรงเรียนมา ไร้โอกาสว่าจะไปเรียนต่อ เขาก็แค่พูดว่า “บ่เป็นหยังหรอก วันหน้าค่อยว่ากันใหม่”

กับเรื่องนายสวาศ (สว.) คนนั้นก็เหมือนกัน เพราะพ่อของฉันนั่นเอง ทำให้ฉันต้องมาทบทวนอีกมากมายหลายอย่าง และตั้งใจขึ้นเรื่อยๆ ว่า ฉันจะไม่ให้ใครลิขิตชีวิตฉันอีกต่อไป

 

กลับไปที่วันนั้น วันที่นาย สว.มาที่บ้านของฉัน กินข้าวร่วมโตก อยู่พูดคุยกันกับพ่อแม่ จนดึกดื่นถึงจะยอมลงเรือนไป

ฉันไม่พอใจเลยกับเหตุการณ์วันนั้น และไม่ชอบใจมากก็คือพ่อนั้นเอาแต่พูดจาพาที ราวอยากจะให้มีการผูกข้อไม้ข้อมือเสียเดี๋ยวนั้น ฉันไม่ได้พูดเกินเลย หนานทำให้ฉันรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ

ซึ่งก็คงนั่นล่ะ ทำให้นาย สว.ยิ่งได้ใจ และจากนั้นก็มากินข้าวแลงที่บ้านฉันทุกวัน

แต่นายคนนั้นก็ฉลาดไม่น้อย ไม่เคยมามือเปล่า จะต้องเอาสิ่งของติดไม้ติดมือมา มีทั้งของป่าของดอย บางวันถึงกับหิ้วเนื้อฟานมา งูสิงก็เอามาหลายหน ครั้งหนึ่งเอาเนื้อหมูห่อใบตองมาสองห่อใหญ่ๆ แม่ยังได้แบ่งเอามาทำส้มแหนมไว้

เพียงบัวรู้อะไรไหม แล้วเพราะการกระทำแบบนั้น ทำให้ชาวบ้านหลายๆ คนก็เริ่มรู้ว่ามีคนมาชอบพอฉัน ทุกคนพูดกันว่า ฉันน่ะโชคดีเหลือแสนที่ได้เป็นแฟนหัวหน้างานรูปหล่อ (หล่อตายละ) และพูดกันว่า ถ้าฉันรีบเอาผัว มีลูกเสียตั้งแต่ตอนนี้ ชีวิตของฉันจะอยู่ดีมีสุขตลอดไป

แต่ฉันไม่เชื่อ, ไม่เคยคิดและไม่เคยเชื่อ ฉันไม่รู้จะบอกกับใครได้ ฉันไม่เคยชอบนาย สว.แม้สักอึดใจเดียว แค่นั่งกินข้าวทุกแลงก็ให้นึกขยะแขยงอยู่เต็มทน ฉันออกจะเกลียดเสียด้วยซ้ำ เกลียดความเจ้าเล่ห์แสนกลที่ออกจะชัดฉายบนใบหน้า เกลียดเวลานาย สว.มองมาตาเชื่อมตาเยิ้ม เกลียดกลิ่นตัวฉุนๆ กับลมหายใจผ่าวๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็มองข้าม

แต่ฉันกลับมองข้ามไม่ได้…ใต้เสื้อผ้าราคาแพง ฉันเห็นแต่สิ่งที่จะเสียดแทงตัวฉันหากมันมีโอกาส

 

เพียงบัวที่รัก

มันเป็นเรื่องโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ เวลาที่เราคิดอะไรในทางร้ายๆ แต่มันก็กลายเป็นความจริงตามนั้น มันแค่ข้อเท็จจริง ปราศจากปาฏิหาริย์ใดๆ

ถ้าใครรู้จักชีวิตของฉัน เหมือนที่ฉันรู้จักชีวิตตัวเอง พวกเขาอาจจะพอเข้าใจฉันบ้าง แต่ในเมื่อไม่มีใครรู้ จึงไม่เคยมีใครเข้าใจ หากนั่นแหละ ฉันตกผลึกแล้วว่าฉันก็จะไม่คาดหวังความเข้าใจจากใคร มันไร้ประโยชน์

สิ่งที่ฉันพอจะทำได้คือป้องกันตัวเอง ไม่ให้ใครทำร้ายฉันได้อีก แต่การที่ไม่มีใครสำเหนียกในอันตรายที่ฉันคาดคะเนไว้ มันจึงกลายเป็นช่องโหว่ใหญ่สำหรับฉัน

มีอยู่ค่ำแลงวันหนึ่ง นาย สว.ก็มาขอพ่อแม่ จะพาฉันไปดูหนัง

ฉันจำได้ว่า พ่อเคยพูดเรื่องนี้เอาไว้ตั้งแต่วันแรกๆ ที่นาย สว.มาหาที่บ้าน

ในช่วงนั้น ห่างจากหมู่บ้านของฉันไปราวๆ 7-8 กิโลเมตร มีวิกหนังตั้งใหม่ ใครที่มีเงินหน่อยก็ได้แต่งตัวเฉิดฉายไปดูหนังกัน เดือนหนึ่งๆ จะมีหนังมาฉายประมาณ 2-3 รอบ แต่ละรอบเห็นว่าคึกคักกันไม่น้อย

“ไปสิ ไปดูหนังให้ม่วนๆ” พ่อพูดกับฉัน วันที่นาย สว.แต่งตัวมารอหน้าบ้าน

วันนั้น นาย สว.บอกพ่อแม่ว่า จะพาไปกินก๋วยเตี๋ยวในเวียงก่อน แล้วค่อยย้อนมาดูหนังกัน

ฉันไม่ได้อยากไป และยังเขียนสมุดค้างไว้ ไม่นึกอยากจะออกไปไหนสักนิดเดียว

“ไปเถอะนะ รับรองอ้ายจะพามาส่งอย่างปลอดภัย” นาย สว.พูด

แต่แล้วฉันก็คิดอย่างหนึ่งขึ้นมาได้ หากเป็นโอกาสจะได้พูดกันตามลำพังสักครั้ง…มันอาจจะเข้าทีก็ได้ ถ้าฉันจะได้บอกความในใจออกไป ให้มันจบๆ ไปเสียที

ฉันจะบอกนาย สว.ว่า อย่ามายุ่งกับฉัน ไม่ได้รักไม่ได้ชอบ ไม่ต้องหวังว่าจะได้เป็นผัวเมียกัน คนดีคนงามกว่าฉันมีตั้งมากมาย ให้ไปเซาะหาคนใหม่เอาเถอะ

ด้วยความคิดแบบนั้น สุดท้ายฉันจึงยอมออกจากบ้าน ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์นาย สว.

 

เส้นทางที่ออกไปจากหมู่บ้านนั้น จะผ่านอีกสามสี่หมู่บ้าน สลับกับท้องทุ่งกว้าง ตอนยังไม่ค่ำมืด ก็ไม่มีอะไรน่ากลัว แต่ถ้าฟ้ามืดสนิทเมื่อไหร่ ก็ให้เปลี่ยววังเวงอยู่เหมือนกัน

แต่ตอนนั้น ฉันก็ไม่ได้กลัว เพียงคิดว่า นาย สว.เข้านอกออกในบ้านอยู่เสมอในช่วงที่ผ่านมา จะมากน้อยก็คงจะเกรงใจพ่อแม่ของฉัน

ซึ่งนั่นล่ะ เพียงบัวที่รัก มันคือความคิดโง่ๆ

ฉันตระหนักว่าตัวเองโง่ซ้ำๆ ซากๆ ก็ตอนที่รถมอเตอร์ไซค์หยุดลงข้างพงพุ่มไม้

“อ้ายจะทำอะไร!” ฉันไหวตัวทันที

“รถมันกระตุกๆ อ้ายจะดูหัวเทียนหน่อย” นาย สว.ตอบ

“ไม่เห็นรู้สึกอะไร”

“น้องคนซ้อนไม่รู้หรอก อ้ายคนขี่”

ฉันรีบลงจากรถ และมองซ้ายขวา ใจชื้นขึ้นเมื่อเห็นว่าก็ยังเป็นทางโล่งอยู่ ถึงจะมีสุมทุมพุ่มไม้ แต่ก็ไม่ได้ห่างไกลบ้านเรือนคนจนเกินไป ยังเห็นแสงไฟวอมแวมอยู่ห่างๆ หากเกิดอะไรขึ้นก็คงจะพอส่งเสียงได้

แล้วเวลาก็ผ่านไปสักพัก นาย สว.ก้มๆ เงยๆ อยู่กับรถเครื่องของตัวเอง จนกระทั่งฉันเริ่มรำคาญขึ้นมา

“ยังไม่แล้วอีกหรือ”

“ยัง ตอนนี้รถดับไปแล้ว”

“อะไรกัน แล้วจะไปกันต่อยังไง”

“ก็ต้องเฟือรถไปเอา” หมายถึงการจูงแฮนด์ไป “น้องไม่ต้องกลัวนะ อ้ายจะคุ้มครองน้องเอง”

 

เพียงบัว

แล้วมันก็เป็นอย่างที่เป็น ไม่มีปาฏิหาริย์ใดๆ ไม่มีอะไรนอกเหนือจากที่คาดคะเนไว้ ซึ่งนั่นล่ะ ความเสียใจของฉัน เราแค่ทำมันด้วยตัวเราเอง ด้วยความโง่ซ้ำซาก ด้วยความอยากจะลองเส้นทางใหม่ๆ ด้วยความไร้เดียงสาและอวดดี

ฉันบอกเธอได้เพียงว่า มีฝุ่นดินมากมายที่เกาะติดเนื้อตัวหลังไหล่ มีหนามไหน่ที่ปักแทงเข้าในผิวเนื้อ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันยิ่งไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่จะบอกเล่าสิ่งใดๆ ให้ใครฟัง เพราะเมื่อใครได้ฟัง ก็ต้องบอกว่า สาสมแล้ว

สมน้ำหน้าที่อวดฉลาด คิดว่าคนเรามีส่วนเสี้ยวของความดีอยู่ร่ำไป

ทั้งที่โดยในเนื้อแท้ มนุษย์ก็คือประเภทหนึ่งของสัตว์ และคนเราสามารถกลายเป็นสัตว์ได้ทุกเมื่อ แม้เมื่อมันยังยิ้มอ่อนโยนอยู่ตลอดเวลา

ฉันเล่าเรื่องนี้ให้เธอฟัง เพียงอยากจะบอกกับเธอว่า ในจุดๆ หนึ่ง ฉันไม่ใช่คนไร้เดียงสาอีกต่อไป ยิ่งนับวันไป ความเดียงสาก็มากขึ้นเรื่อยๆ ตามวันเวลา ผิวหนังที่โดนความร้อนนาบซ้ำๆ มันย่อมจะเกรียมกร้านและเกิดแผลเป็นหนานูนขึ้นทุกวัน บางวันเมื่อแก้ผ้าจะอาบน้ำ ฉันมองเห็นผิวเนื้อของฉัน มันหนาขึ้น หยาบกระด้างขึ้น

และยิ่งนานไป มันก็ไกลจากความบริสุทธิ์ผุดผ่องเข้าทุกที

 

เพียงบัว

แต่ถามฉันในวันนี้ ว่าฉันรักตัวเองหรือไม่ ก็คงไม่มีคำตอบอะไรหรอกนะ แต่ถามว่า แล้วฉันรักอะไรบ้างในโลกใบนี้ ก็ตอบได้ว่าตอนนี้ฉันรักเธอ

ฉันไม่รู้ว่าทำไมฉันจึงมั่นใจว่าฉันรักเธอ และทำไมถึงไว้วางใจเมื่อเธอบอกว่ารักฉัน หรือจะเพราะสิ่งต่างๆ ที่เราได้บอกเล่าคุยกัน ความเศร้าของเธอ ความเศร้าของฉัน ความเหงาและความโดดเดี่ยวที่เราได้สัมผัสมัน หาใช่การร่วมสุขไม่

ฉันยอมรับว่า นอกเหนือจากเธอและความฝันใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมาได้เพราะเธอ เพราะหนังสือในกล่องเหล่านั้น อ้อ กับตัวหนังสือในสมุดของฉัน ฉันเองไม่มีความฝันอื่นๆ อีกแล้ว ฉันต้องการแค่ว่า จะมีวันที่ฉันได้นั่งพิงไหล่กับเธอ อยู่อย่างเรียบง่ายด้วยกัน

…ฉันจะคิดถึงวันเหล่านั้น

เพื่อให้มันเป็นหมุดหมาย

วันที่จะไม่มีภยันตราย

กล้ำกรายเราทั้งสองอีกต่อไป

 

เราจะนั่งเงียบๆ ดูดาว

เราจะเคียงข้างกัน, พิงไหล่

ใกล้ตัวมีแจกันดอกไม้

ซึ่งเด็ดจากต้นที่ปลูกไว้ด้วยมือเรา

 

ฉันจะรอคอยวันเหล่านั้น

แม้มันจะยังมีรากเศร้า

เพื่อพากันเติบโตพ้นเงื้อมเงา

มีชีวิตของเราอย่างเราฝัน

 

ฉันจะคิดถึงแต่เธอนะที่รัก

เราจักต้องไปถึงปลายทางนั่น…

บทความก่อนหน้านี้ต่างประเทศอินโดจีน : เหตุเกิดที่ฮาตินห์
บทความถัดไปดาวกับดวง โดย พิมพ์พรร วันศุกร์ที่ 12 กรกฎาคม 2562