การ์ตูนที่รัก / นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์/The Last Braedy From Passchendaele to Cambrai (3)

นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

การ์ตูนที่รัก / นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

The Last Braedy

From Passchendaele to Cambrai (3)

หลังสงครามที่พาสเคนเดล กองทัพอังกฤษได้บทเรียนว่ารถถังไม่สามารถสู้รบในสนามที่เป็นโคลน พวกเขาแก้ปัญหานี้ด้วยการนำกิ่งไม้ขนาดยาวมามัดเป็นฟ่อนบรรทุกบนรถถังแต่ละคัน เอาไว้ปล่อยใส่ลงในสนามเพลาะของฝ่ายเยอรมนีเพื่อให้รถถังแล่นข้ามไปได้
สงครามที่แคมไบรได้ชื่อว่าเป็นสงครามรถถังครั้งยิ่งใหญ่ เพื่อให้โอกาสพวกมันพิสูจน์ตัวอีกครั้งหนึ่ง
ที่ถูกแล้ว กัปตันริชาร์ดสันกลับมาสนามรบอีกครั้งหนึ่งพร้อมรถถังคันใหม่-เฟรย์เบนตอสทู เขาได้พบและทำความรู้จักกับแฟรงก์ ฮีป กัปตันรถถังดี 51 เดบอราห์ วันนั้นเป็นวันที่ 19 พฤศจิกายน 1917 เมื่อสัมพันธมิตรตั้งใจรุกคืบเยอรมนีให้ถอยร่นผ่านเส้นไฮเดลเบิร์กให้จงได้
กองทัพรถถังซ่อนตัวอยู่ในป่าแฮฟรินคอร์ต ช่องหน้าต่างมองหน้ายังคงมีขนาดเล็กและแคบเหมือนเดิม มองออกไปเห็นแต่ต้นไม้ไม่เห็นอะไรอื่น รถถังเคลื่อนตัวไปข้างหน้าได้ด้วยแถบผ้าสีขาวผืนยาวที่ขึงนำสายตาไปตามแนวต้นไม้ กองทัพรถถังจึงเรียงหน้ากระดานออกมาจากป่าพร้อมกันเพื่อตรงเข้าหาสนามเพลาะของข้าศึก


“รถถัง 380 คันดาหน้าออกจากป่าในตอนเช้าวันที่ 20 พฤศจิกายน 1917 ข้ามทุ่งหญ้านี้ไป” มัคคุเทศก์คนใหม่ที่แคมไบรพาวิกตอเรีย เบรดี้ ไปดูสถานที่จริง
“ไม่มีการต้านทานเลยหรือคะ”
“มีครับ ทหารเยอรมันชื่อคาร์ล มุลเลอร์ จากกองทหารปืนใหญ่ที่ 108 ของเยอรมนี เพียงคนเดียวทำลายรถถังของเราไปสิบสองคัน”

กองทัพรถถังเช้าวันนั้นฮึกเหิมไร้ผู้ต่อต้าน รถถังบดขยี้รั้วลวดหนามอย่างไม่ยี่หระในตอนแรก แต่กลับไปติดกับบริเวณที่รั้วลวดหนามเบาบางกว่าจำเป็นต้องใช้ทหารลงไปตัดลวดหนามทีละเส้นๆ ครั้นถึงสะพานข้ามคลองเช็ลดต์ กองทหารเยอรมันยิงตอบโต้จากด้านข้างคลองอย่างดุเดือด
แต่ที่หยุดรถถังไว้ได้มิใช่ปืนกล กลับเป็นน้ำหนัก 56 ตันของรถถังสองคันที่ทำให้สะพานพังลง รถถังตกน้ำ ความร้อนจากรถถังทำให้น้ำในคลองกลายเป็นไอสีขาวคละคลุ้งไปทั่วจนกระทั่งกองทหารเยอรมันมองอะไรไม่เห็นเป็นเหตุให้ทหารอังกฤษหลบออกจากรถถังว่ายน้ำหนีไปได้
แฟรงก์ ฮีป นำเดบอราห์และรถถังอีก 2 คัน ดี 49 ดอลลาร์ปริ๊นเซสและดี 50 แดนดี ดินมอนต์ เคลื่อนเข้าสู่เมือง Flesquieres ได้เป็นพวกแรก เขานำพลทหารสองคนออกมายืนนอกรถถัง ไม่มีใครรู้ว่าเขาออกมาข้างนอกทำไม ทันใดนั้นปืนใหญ่ข้าศึกยิงใส่เดบอราห์ 5 นัดเต็มๆ ส่งผลให้พบทหารที่เหลือห้าคนในรถถังตายทันที กัปตันฮีปและทหารอีก 2 คนหนีไปได้
“กองทัพอังกฤษส่วนที่เหลือตามมาถึงจุดนี้ในสองวันถัดมา พลทหารห้าคนได้รับการฝังเรียบร้อย ส่วนเดบอราห์ถูกทิ้งเอาไว้ตรงนี้จนกระทั่งสิ้นสุดสงครามในปี 1919”
“แล้วตอนนี้เดบอราห์อยู่ไหนแล้วคะ” วิกตอเรียถาม
“หัวมุมข้างหน้านี่เองครับ เราใกล้ถึงแล้ว”
มัคคุเทศก์พาวิกตอเรียและสตีฟเข้าไปในโรงเก็บรถถังที่ซึ่งเดบอราห์จอดสงบอยู่พร้อมบาดแผลเป็นรูพรุนรอบตัว
“รอยใหญ่ด้านหน้านี่เป็นอีกรอยที่ได้มาใหม่ในเดือนกันยายนปี 1918” ที่แท้สงครามรถถังครั้งนี้กินเวลาข้ามปี

24 สิงหาคม ปี 1917 หลังจากที่กัปตันริชาร์ดสันและพวกรวม 8 คนติดอยู่ในเฟรย์เบนตอสนาน 68 ช.ม. พวกเขาก็ตัดสินใจฝ่ากระสุนปืนกลของฝ่ายเยอรมันออกมา โดยที่ริชาร์ดสันไม่ลืมที่จะกล่าวลาศพของพลทหารเออร์เนสต์ เบรดี้และดึงป้ายชื่อของเขาติดตัวไปด้วย
เดือนพฤศจิกายนปีนั้นเองรถถังอังกฤษจำนานมากนอนตายกลางสนามรบรวมทั้งเฟรย์เบนตอสทูที่แคมไบร ริชาร์ดสันและทหารกลับแนวหลังได้อีกครั้ง แต่ไม่มีใครทราบว่าทำไมป้ายชื่อของเออร์เนสต์ เบรดี้ จึงอยู่ที่แคมไบร
รถถังเฟรย์เบนตอสทูถูกมอบเป็นของขวัญให้แก่พระเจ้าไกเซอร์ที่เบอร์ลินในเวลาต่อมา มีภาพข่าวดูได้ในอินเตอร์เน็ต
เบลเยียมกำจัดซากรถถังในสนามรบด้วยการระเบิดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยลงพื้นดิน แต่ในเยอรมนีเดบอราห์ถูกลากด้วยรถถังมาร์กไฟว์สองคันให้ไถลลงไปในหลุมแล้วกลบฝัง หลังจากนั้นเดบอราห์จึงถูกฝังอยู่นาน 80 ปี ก่อนที่จะถูกขุดขึ้นมาใหม่
สำหรับเฟรย์เบนตอสคันแรก เธออยู่ไหนกันแน่?

เมื่ออ่านจนจบ แล้วอ่านบทตามของอิวาน เพตรัส (Ivan Pretus) ผู้เขียนเรื่องและภาพ จึงทราบว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องแต่ง ตัวละคร เช่น วิกตอเรีย เบรดี้ และสตีฟ คลาร์ก เป็นตัวละครสมมุติ
อย่างไรก็ตาม พลทหารรถถังที่ชื่อเออร์เนสต์ เบรดี้ มีอยู่จริง แต่เขาไม่มีญาติ ชื่อและศพของเขาอยู่ที่ไหนกันแน่ รวมทั้งรถถังเฟรย์เบนตอสของเขาถูกพบที่ไหนจะเป็นบทสุดท้ายของนวนิยายเรื่องนี้
รถถังเฟรย์เบนตอสและเดบอราห์มีอยู่จริง คือตัวละครสำคัญของนวนิยายเรื่องนี้ที่กำลังถูกขุดขึ้นมาจริงๆ และพร้อมเปิดให้เข้าชมในปี 2017 ณ สถานที่เกิดเหตุ นอกจากนี้มัคคุเทศก์ในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นที่อังกฤษ ฝรั่งเศส เบลเยียม หรือเยอรมนีมีตัวจริงทุกคน โลกนี้มีคนจำนวนหนึ่งสนใจรถถังเหล่านี้
รถถังมาร์กโฟร์เป็นนวัตกรรมแห่งสงคราม มันฆ่าคนมากมาย คันหนึ่งบรรจุคนได้ 8 คน ทำหน้าที่ต่างๆ กัน น้ำหนักคันละ 26.4-26.8 ตัน แล้วแต่ประเภทใช้งาน สนามรบที่มันเดินผ่านและทำลายเป็นผุยผงนั้นปัจจุบันเป็นถนนซูเปอร์ไฮเวย์ทันสมัย ผ่านไปกลางสนามหญ้าเขียวขจีและป่าละเมาะร่มรื่น
แต่ใต้ดินนั้น ศพของพวกมันยังคงอยู่

บทความก่อนหน้านี้เครื่องเคียงข้างจอ/วัชระ แวววุฒินันท์
บทความถัดไปE-DUANG : บทเรียน จากกรณี นคร มาฉิม บทเรียน จากกรณี “เกาะเต่า”