ย้อนอดีต “การรัฐประหาร” อาร์เจนตินา กับความไม่ธรรมดา ของ สตรีหมายเลขหนึ่ง ‘อิวิตา เปรอง’

A woman touchs a portrait of Eva Duarte de Peron at the Duarte's Family vault where rest the remains of Eva Duarte de Peron on the 60th anniversary of her death in Buenos Aires on July 26, 2012. Argentina commemorates the 60th anniversary of the death of Evita, who was called the "standard-bearer of the humble". AFP PHOTO / Juan Mabromata (Photo by JUAN MABROMATA / AFP)

ย้อนรอยประวัติศาสตร์ อิวิตา เปรอง ฮวน เปรอง และรัฐบาลทหารอาร์เจนตินา

จะเที่ยวอาร์เจนตินาให้สนุก ต้องเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ศึกษาเรื่องราวการเมืองที่เกิดขึ้นในอาร์เจนตินาเมื่อเกือบหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา

แล้วจะเข้าใจว่า ชาวอาร์เจนติเนียนต่อสู้จนผ่านเหตุการณ์แห่งความเจ็บปวดและขมขื่น

มาได้อย่างไร

อิวิตา เปรอง (Evita Peron)

ชื่อเดิมของเธอคือ Maria Eva Duarte ผู้เป็นอดีตสตรีหมายเลขหนึ่งที่มีผลงานโดดเด่นจารึกในหน้าประวัติศาสตร์อาร์เจนตินา

 

เอ่ยชื่ออาร์เจนตินา ก็ต้องนึกถึงอิวิตา เปรอง สองชื่อนี้แยกกันไม่ได้

อิวิตาถือกำเนิดเมื่อ 7 พฤษภาคม 1919 ในชนบทของอาร์เจนตินาในครอบครัวยากจน พ่อของเธอเสียชีวิตเมื่ออิวิตาอายุ 7 ขวบ เธอจึงมีความเป็นอยู่ที่แร้นแค้น จนเมื่ออายุ 15 ปี อิวิตาหนีตามไอ้หนุ่มละครเร่เข้ามาเป็นสาวนักเต้นแทงโกในเมืองหลวงบัวโนสไอเรส

(Photo by INTERCONTINENTALE / AFP)

การเป็นสาวเต้นแทงโกไม่สามารถดำรงชีพได้ตลอดรอดฝั่ง ดังนั้น อิวิตาจึงต้อง “ออฟ” กับแขกที่มาหิ้วตัวไปในยามค่ำคืน

แต่อิวิตาไม่หยุดชีวิตตัวเองไว้ที่โรงเต้นแทงโก เธอสมัครเข้าเป็นผู้จัดรายการวิทยุและเริ่มไต่เต้าสู่บันไดดาราด้วยการถ่ายแบบในหนังสือพิมพ์ แสดงหนัง จนได้เป็นดาราดังสมใจ

ปี 1944 เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในอาร์เจนตินา คณะทหารผู้ปกครองประเทศและเหล่าดาราศิลปินต่างมาจัดงานช่วยเหลือผู้ประสบภัย

นายพลโทฮวน เปรอง (Juan Domingo Peron) สมัยนั้นเป็นรองประธานาธิบดีในรัฐบาลทหารได้พบกับอิวิตาที่าทำหน้าที่พิธีกรในงานและตกหลุมเสน่ห์ทันที “หิ้ว” อิวิตาไปในค่ำคืนนั้น

ถึงแม้นายพลเปรองจะมีภรรยาอยู่ก่อนแล้ว แต่เมื่อได้พบกับอิวิตาเปรองก็หย่าขาดกับภรรยาเก่ามาแต่งงานกับอิวิตาในปีถัดไป

ปี 1946 เปรองลงสมัครได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี อิวิตาในวัย 26 ปีจึงได้เป็นสตรีหมายเลขหนึ่ง เธอทำงานการเมืองด้านแรงงานและสวัสดิการสังคมส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชนชั้นแรงงานและคนยากคนจนได้มีชีวิตที่ดีขึ้น

อิวิตาทุ่มเททำงานในกระทรวงแรงงานและความมั่นคงทางสังคม เธออุทิศตนเพื่อการปฏิรูปสังคม ดูแลเรื่องการศึกษา สวัสดิการสังคม การรักษาพยาบาล และสิทธิสตรีในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งโดยไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย

AFP PHOTO (Photo by – / AFP)

อิวิตาจึงเป็นขวัญใจประชาชนทั้งในด้านความงาม ความเฉลียวฉลาด และความทุ่มเทในการทำงาน

การปราศรัยของอิวิตาจากหน้าทำเนียบประธานาธิบดีท่ามกลางฝูงชนแน่นขนัดเต็ม Plaza de Mayo ในปี 1952 เป็นฉากประวัติศาสตร์ที่สำคัญของอาร์เจนตินา

และเป็นฉากสำคัญในหนังและละครเรื่อง Evita ที่จะขึ้นมาพร้อมกับเพลง Don”t Cry For Me Argentina

การปราศรัยครั้งนั้นมีผลให้ฮวน เปรอง ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสมัยที่สองด้วยคะแนนถล่มทลาย

วันที่ 2 มกราคม 1952 รัฐสภามีมติวาระพิเศษให้ขนานนามอิวิตาว่า “ผู้นำทางจิตวิญญาณของประชาชาติ” (Spiritual Leader of the Nation)

ไม่นานหลังจากการปรากฏกายในขบวนแห่เฉลิมฉลองตำแหน่ง ประธานาธิบดีของฮวน เปรอง อิวิตาก็เสียชีวิตเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 1952 ด้วยโรคลูคีเมีย มะเร็งในเม็ดเลือด ด้วยวัยเพียง 33 ปี

ประธานาธิบดีเปรองบรรจุศพของอิวิตาในสุสานอย่างดี ฉีดยา บรรจุในโลงเหมือนศพสตาลิน แต่เมื่อเปรองถูกทหารทำรัฐประหารอีกสามปีต่อมา จนต้องหนีออกนอกประเทศ ศพของอิวิตาก็ถูกทหารขุดคุ้ยนำไปซ่อนเร้นยังสถานที่แห่งหนึ่ง

เป็นการทำลายสัญลักษณ์ของลัทธิเปรองที่มีความหมายระดับ “เทพ” ให้สิ้นสุดลง

ต่อมาเมื่อคณะทหารเจรจากับเปรองที่ลี้ภัยอยู่ในสเปน ศพของอิวิตาจึงถูกส่งไปอยู่ในสเปนนานเกือบ 20 ปี

จนเปรองกลับมาได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีครั้งที่สามในปี 1973 ภรรยาคนที่สามของเปรองที่ดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีจึงได้เลื่อนขึ้นเป็นประธานาธิบดีตามกฎหมาย

และเธอได้สั่งเคลื่อนย้ายศพของอิวิตากลับมาฝังในบัวโนสไอเรส ณ สุสานของตระกูลของครอบครัวเธอ อันเป็นอนุสรณ์สถานที่บรรดานักท่องเที่ยวพากันไปเยี่ยมชมในปัจจุบัน

อิวิตาทำงานการเมืองอยู่ 6 ปี (1946-1952) ผลงานเหล่านั้นสร้างเกียรติประวัติอันเกริกไกรให้ชื่อของอิวิตาเคียงคู่กับอาร์เจนตินาตลอดกาล

พลโทฮวน เปรอง

หลังการเสียชีวิตของอิวิตา เปรอง และการขึ้นเป็นประธานาธิบดีอาร์เจนตินาสมัยที่สองของฮวน เปรอง ในปี 1952 เขาอยู่ในตำแหน่งจนถึงปี 1955 ก็โดนทหารทำรัฐประหาร

ฮวน เปรอง หนีไปปารากวัย ประเทศที่อยู่ทางเหนือของอาร์เจนตินา และบัญชาการการต่อต้านการปกครองของทหารจากนอกประเทศ

ต่อมาฮวน เปรอง ย้ายไปอยู่ในปานามา ที่นี่เขาได้พบกับดาราคาบาเรต์ชื่อ Isabel Martinez และตกหลุมรักจนแต่งงานกันเป็นภรรยาคนที่สาม

ฮวน เปรอง เป็นนายพลที่พ่ายเสน่ห์ดาราสาวเสมอมา

ฮวน เปรอง หอบหิ้วอิสซาเบล มาร์ติเนส ไปอยู่ในสเปนภายใต้การอุปถัมภ์ของนายพลฟรังโก อีกหนึ่งตำนานของศึกสเปน

คณะนายทหารผู้ยึดอำนาจในอาร์เจนตินาไม่สามารถเอาชนะลัทธิ “เปรอง” (Peronism) ที่นายพลเปรองสร้างไว้ได้ ลัทธินี้เน้นแนวคิดสามด้าน คือ

ชาตินิยม คือ ความเป็นเอกราชทาง ศก. ไม่ยอมให้ต่างชาติเข้ามาดำเนินการ รวมทั้งซื้อคืนสาธารณูปโภคทั้งหมดมาเป็นของรัฐ

สังคมนิยม คือ ความยุติธรรมทางสังคม ให้สวัสดิการกับคนยากจนทั้งเรื่องค่าจ้าง การสร้างบ้าน การศึกษาที่ไม่ต้องจ่ายเงิน และการรักษาพยาบาล

อำนาจนิยม คือ แนวคิดทางประชาธิปไตยเมื่อได้รับเลือกตั้งแล้วสามารถใช้อำนาจอย่างเด็ดขาด

ชาวอาร์เจนติเนียนในยุคนั้นคลั่งไคล้จนเกิดเป็นขบวนการเปรอง (Peronism) ที่ทหารไม่สามารถโค่นล้มได้ จึงจำต้องยอมเจรจากับเปรอง และให้เปรองกลับอาร์เจนตินา มาสู่การเลือกตั้งจนได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีสมัยที่สามในปี 1973

แต่เปรองก็เป็นประธานาธิบดีได้เพียงปีเศษเพราะเขาเสียชีวิตในปี 1974

อิสซาเบล เดอ เปรอง ภรรยาของเปรองที่ได้รับเลือกเป็นรองประธานาธิบดีจึงได้ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีตามกฎหมาย แต่เป็นอยู่ไม่นานก็โดนทหารทำรัฐประหารโค่นอำนาจ

ยุคสมัยเผด็จการทหารอาร์เจนตินา

เผด็จการทหารอาร์เจนตินาดำเนินมาหลายยุคหลายสมัยสลับกับการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ระบอบเผด็จการทหารอาร์เจนตินายุคสุดท้ายเริ่มปี 1975

จนถึงปี 1985 เป็นยุคที่โหดร้ายทารุณที่สุด เพราะทหารปกครองอย่างเหี้ยมโหด ประชาชนผู้ต่อต้านถูกทำให้หายสาปสูญเรือนหมื่นคน โดนจับเข้าคุกอีกจำนวนมาก เด็กที่เกิดในคุกก็นำมาแบ่งปันกันในครอบครัวทหารเพื่อนำไป “ล้างสมอง”

มีชื่อเรียกยุคการปกครองทหารยุคนี้ว่า “ยุคสงครามสกปรก (Dirty War)”

บรรดาแม่ที่สูญเสียลูกไปใน “สงครามสกปรก” รวมตัวกันภายใต้ชื่อ “Mothers of Plaza de Mayo” หรือมารดาแห่งพลาซ่า เดอ เมย์โย นัดเดินขบวนกันทุกบ่ายวันพฤหัสบดีตั้งแต่ปี 1977 กดดันรัฐบาลทหารให้รับผิดชอบต่อการหายสาบสูญของบรรดาลูกหลานชาวอาร์เจนติเนียนและให้มีการเลือกตั้ง

แต่ทหารก็อ้างเหมือนกับเผด็จการทั้งหลายในโลก คือ “ต้องมีการปฏิรูป” เสียก่อนจึงจะยอมให้มีการเลือกตั้ง

การเดินขบวนกดดันของ Mothers of Plaza de Mayo ดำเนินไปเกือบสิบปี จนทหารยอมคลายมือให้มีการเลือกตั้งในปี 1985

ประธานาธิบดีคนแรกหลังยุคทหารเข้ามาบริหารประเทศด้วยความกล้าหาญ ประกาศยกเลิกกฎหมายกดหัวประชาชนทั้งหมด และจับบรรดาเผด็จการทหารเข้ารับการพิจารณาโทษในศาล นายพลเผด็จการหลายสิบคนถูกศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต นายพลคนหนึ่งเพิ่งเสียชีวิตในคุกเมื่อปีที่แล้ว

ถึงเวลาจะเนิ่นนานผ่านไปหลายสิบปี แต่เหล่าเผด็จการทหารอาร์เจนตินาต้องชดใช้

แล้วอาร์เจนตินาจึงกลับมาเจริญรุ่งเรืองภายใต้ระบอบประชาธิปไตย

View of a portrait of Eva Duarte de Peron, “Evita” (1919-1952) with lit cadles displayed at the main hall of the Evita Museum in Buenos Aires on May 16, 2013. The exhibition “Evita: Passion and Action” will be shown in Sao Paulo, Brazil, from May 24 to June 7 after being presented in 2012 in New York. AFP PHOTO / DANIEL GARCIA (Photo by DANIEL GARCIA / AFP)

หันมามองย้อนดูประเทศไทย

เรายังอยู่ภายใต้การปกครองระบอบเผด็จการทหาร มีการบัญชาการต่อต้านทางการเมืองจากนอกประเทศเหมือนยุคหลังฮวน เปรอง โดนรัฐประหาร แต่ไม่มีการเจรจาระหว่างทหารกับฝ่ายตรงข้าม (เท่าที่รู้มา)

เมืองไทยเพิ่งจะเริ่มเข้าสู่ยุคการเลือกตั้งหลังรัฐบาลทหารเหมือนอาร์เจนตินาปี 1985 และยังไม่รู้ว่าประเทศชาติจะเดินไปทางไหน

ประชาธิปไตยในเมืองไทย “ล้าหลัง” อาร์เจนตินาอย่างน้อย 33 ปี

บทความก่อนหน้านี้วิกฤติศตวรรษที่21 : จีนกับโลกาภิวัตน์ที่ไม่อาจหวนกลับ
บทความถัดไปเว็บแดงเชื่อ สุรชัย พร้อมสหายตายแล้ว ผู้เชี่ยวชาญชี้ ถูกฆ่านอกประเทศ ใช้หลักลายยัดท้อง