ฝันลม ๆ แล้งๆ เป็น 10 ปี กับบอลไทยจะไปบอลโลก

เป็นระยะเวลาในรอบกว่า 2 ปีกว่า ในการได้เห็นได้เห็นทีมชาติไทยกลับมาแข่งขันฟุตบอลอีกครั้ง ท่ามกลางสถาการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 ที่ยังระบาดอยู่ ต่างสร้างความตื่นเต้นให้ชาวไทยไม่น้อย เพราะวงการกีฬาทีมชาติห่างหายกันไปนานพอควร กลับมาในจังหวะสำคัญได้พอดี

ไม่คาดหวัง ไม่ผิดหวัง

ผลการแข่งขันเจ็บปวดแฟนฟุตบอลชาวไทยที่รอคอยการกลับมาแข่งขันของทีมชาติไทย ด้วยการแหกโค้งพลาดเสมออินโดนีเซีย หักปากกาเซียนตั้งแต่นัดแรก ไปด้วย สกอร์ 2-2 และนัดที่สองก็ดันแพ้ ยูเออีไป 3-1 ปิดโอกาสการไปฟุตบอลโลกต้องรอในอนาคตไปอีก 4 ปีข้างหน้า เปรียบสเมือนลูปที่เรายังหาทางออกไปไม่ได้สักที

อากิระ นิชิโนะ
เฮดโค้ชชาวญี่ปุ่น ผู้ซึ่งมีประสบการณ์ภาษีที่ดีกว่าโค้ชหลาย ๆ คนที่ผ่านมาของไทย ดีกรีระดับพาทีมชาติญี่ปุ่นไปแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย และผ่านรอบแบ่งกลุ่ม ทำให้ไม่แปลกใจเลยที่แฟนบอลไทยจะคาดหวังให้เค้าทำผลงานพาทีมชาติเข้ารอบในรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก ครั้งนี้ หลังจากความล้มเหลวในยุค มิโลวาน ราเยวัช

ผลงานการคัมแบ็คหน้าผิดหวัง ฟอร์มการเล่นไม่มีทรง

ด้วยปัญหาโควิดอะไรทั้งหลาย ทำให้นิชิโนะขนนักเตะจากไทยไปซ้อมเก็บตัวที่ยูเออีถึง 41 คน ทำให้ผมมองว่ามันเกิดความยากในการเลือกตัวผู้เล่นที่ขนเอาไปเยอะถึง 41 คน และไม่ได้รับโอกาสลงเล่นทกคน เพราะนิชิโนะเลือกใช้แต่ผู้เล่นเดิม ๆ กำลังใจไม่มี แถมการเล่นไม่มีทรง วิ่งกันเอื่อย ๆ รวมทั้งยังประมาทกั๊กตัวผู้เล่นในนัดแรกที่เสมอ อินโดนีเซีย ทำให้งานของทีมชาติไทยยากขึ้นมากกว่าเดิมอีก ถ้าถามว่าเห็นใจการทำทีมของนิชิโนะไหม ที่นักเตะคีย์แมนอย่าง ชนาธิป ธีราธร หรือธีรศิลป์ไม่ได้ติดทีมชุดนี้ หรือคีย์แมนจากทีมเลสเตอร์ ซิตี้ อย่าง ธนวัฒน์ ที่มีอาการบาดเจ็บ ผมก็มองว่าทุกทีมก็พบเจอกับปัญหาทั้งหมดแหละ ยังทำทีมชาติให้มันมีทรงกว่านี้ได้เลย หากลงไปสู้แล้วมันแพ้ ย่อมยอมรับได้ แต่นี้เหมือนไม่มีใจจะเล่น ไม่รู้วิธีเอาชนะ หลายๆ คนที่ฟอร์มดีในลีกไม่ได้รับโอกาสลงเล่น คนลงไปเล่นก็ทำหน้าที่ไม่ดีพอ

ปัญหาด้านภาษา

นิชิโนะเข้ามาทำทีมไทยคนเดียวไม่ได้พาทีมงานผู้ช่วยเข้ามา อาจจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยด้านการสื่อสารที่เวลาสื่อสารแล้วไม่ชัดเจน อีกทั้งล่ามญี่ปุ่นที่นิชิโนะเลือกมา ยังไม่มีความรู้อะไรเลยเกี่ยวกับฟุตบอลเลย ในสนามเราแถบจะเห็นแต่ผู้ช่วยโค้ชชาวไทย อย่าง อนุรักษ์ ศรีเกิด (โค้ชจุ่น) มาตะโกนสั่งข้างสนาม กลับกันนิชิโนะกลับเงียบครึ่ม รวมถึงการรวบรวมใจของเด็ก ผมมองว่าการซื้อใจเด็กสำคัญมาก เหมือนที่เราเคยทำได้ในสมัยของ โค้ชิโก้ เกียรติศักดิ์ และผมมองไม่เห็นรูปแบบการพัฒนาในการทำทีมของทีมชาติชุดนี้

การเชียร์บอลไทยมันเลิกไม่ได้
หลักจากนี้เราก็ต้องก้มหน้าก้มตาเชียร์กันต่อไป การเชียร์บอลไทยมันเลิกกันไม่ได้ เมื่อสถาการณ์มันเป็นเช่นนี้แล้ว การรวบรวมสปิริตให้จบการแข่งขันในนัดสุดท้ายกับมาเลเซียเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แล้วค่อยมาว่ากันว่าสุดท้ายแล้วเราจะทำยังไงกับสถาการณ์ที่น่าผิดหวังในครั้งนี้
การลงทุนในโค้ชประสบการณ์การสูง เม็ดเงินการจ้างที่สูงถึง 30 ล้านบาท ต่อปี มันคุ้มค้ามีพัฒนาการที่ดีไหมอย่างไร ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสมาคม

ย้อนกลับไป ตอนสมาคมเข้ามาบริหารทีมชาติ ซิโก้ เกียรติศักดิ์ มีผลงานพาไทยเข้ารอบ 12 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลก รวมถึงที่ 4 เอเชี่ยนเกม และเป็นแชมป์ ซูซูกิ คัพ พอพาทีมไทย เข้ารอบ12ทีม และไปแพ้ยอดทีมอย่างญี่ปุ่น 4-0 สมาคมกลับบอกใคร ไม่อาย ผมอาย นำไปสู่การปลดโค้ช ซิโก้

ปัจจุบันเราจับฉลากการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก กับการมีทีมจากอาเซียนถึง 3 ทีม ตอนจับฉลากหลายๆ คนมองเป็นงานง่ายกับทีมชาติไทย ในการเข้ารอบต่อไปอย่างแน่นอน แต่กลับกันพลาดท่าตกรอบ ไม่เป็นท่า โดนเวียดนาม พัฒนาแซงหน้าไทยไปแล้ว บอกตรง ๆ ใครไม่อาย แต่ผมอาย.. และผมไม่มั่นใจว่าเรากำลังเดินก้าวไปข้างหน้า หรือกำลังเดินถอยหลังกันแน่

บทความก่อนหน้านี้อย.สหรัฐให้บ.จอห์นสันทิ้งวัคซีนหลายล้านโดส เหตุกังวลสารปนเปื้อน
บทความถัดไปกวีกระวาด : ประเทศตุ๊กตายาง / บรรจง บุรินประโคน