การดูแลสัตว์เลี้ยงในฤดูหนาว

​​​​​​​นายสัตวแพทย์ อลงกรณ์ มหรรณพ​ กรรมการ สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) กล่าวว่าเมื่อหมดฤดูฝนก็ย่างเข้าสู่ฤดูหนาว ซึ่งในปีนี้สภาพอากาศค่อนข้างเปลี่ยนแปลงอย่างมาก เช่น การมีฝนตกในเดือน พฤศจิกายน และธันวาคม ทั้งนี้ก็เนื่องจากธรรมชาติโดยเฉพาะป่าไม้ได้ถูกทำลายลงอย่างมากด้วยฝีมือของมนุษย์ เมื่อธรรมชาติถูกทำลาย จึงส่งผลให้สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามฤดูกาลก็เปลี่ยนไปหมด หน้าหนาวในปีนี้จะพบตั้งแต่อากาศหนาว อากาศร้อน พร้อมฝุ่นควัน ซึ่งเป็นมลภาวะที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อมนุษย์และสัตว์อย่างมาก โดยเฉพาะโรคในระบบทางเดินหายใจ

​ในหน้าหนาวสัตว์เลี้ยงของเราก็ประสบกับอาการที่ไม่พึ่งประสงค์ได้ถ้าเจ้าของประมาท อันดับแรกที่สัตว์จะต้องเจอคือ ร่างกายของสัตว์หนาวสั่น อุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าปรกติ เจ้าของควรหาอุปกรณ์กันหนาวให้แก่สัตว์เลี้ยง เช่น เสื้อผ้าสำหรับใส่ให้สุนัข ซึ่งปัจจุบันมีให้เลือกหลายรูปแบบ หรือสัตว์เลี้ยงชนิดอื่นๆ ก็ควรมีสิ่งปูรองโดยเฉพาะบริเวณที่นอนอย่างเพียงพอให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย เมื่อแดดออกควรนำสัตว์เลี้ยงออกมาเดินเพื่อให้ร่างกายได้รับความอบอุ่นจากแสงแดด เวลาเดียวกันก็ได้รับวิตามินดีจากแสงแดดช่วยทำให้ขบวนการการใช้แคลเซี่ยมในร่างกายอยู่ในสภาพปรกติ สัตว์ก็จะแข็งแรงอายุยืนยาว บางรายชอบให้สัตว์นอนร่วมกับเจ้าของบนที่นอน ประการนี้ต้องระวังเพราะเมื่ออากาศหนาวเจ้าของสัตว์อาจดิ้นหรือกอดสัตว์เลี้ยงค่อนข้างแรง สัตว์อาจได้รับบาดเจ็บ

นอกจากนั้นอาจจะต้องระวังปรสิตจากสัตว์เลี้ยงมาอาศัยอยู่บนร่างกายของเจ้าของ เช่น เห็บ หมัด เป็นต้น ปรสิตเหล่านี้ก่อให้เกิดอาการแพ้ที่ผิวหนังของมนุษย์ ถ้าบังเอิญเข้าไปในอวัยวะสำคัญ เช่น รูหู จะก่อให้เกิดความเจ็บปวดอย่างมากต้องรีบไปพบแพทย์ทันที บางครั้งการดูแลสัตว์เลี้ยงอาจทำไม่ทั่วถึงก็จะก่อให้เกิดอาการผิดปรกติขึ้นกับสัตว์ได้ ที่พบบ่อยคือมีการอักเสบในระบบทางเดินหายใจตั้งแต่รูจมูก หลอดลมจนถึงปอด สัตว์อาจมีการเล็กน้อยในช่วงระยะแรก เช่นมีน้ำมูกใสจนข้นเขียว หายใจลำบาก ไอ อาเจียน ไข้สูง ร่างกายหนาวสั่น เมื่อประสบปัญหาแบบนี้ต้องรีบพาสัตว์ของตัวเองไปพบสัตวแพทย์ทันที เร็วเท่าไหร่ยิ่งดีเพราะถ้าหมอตรวจพบว่าสัตว์เลี้ยงเพิ่งเริ่มแสดงอาการเช่นหวัด โอกาสในการรักษาให้หายขาดเป็นไปได้ง่ายโดยเฉพาะหวัดที่เกิดจากไวรัส แต่ถ้าอาการลามเข้าไปในอวัยวะที่ลึกเข้าไปเช่นหลอดลม จะก่อให้เกิดอาการอักเสบภายในจนมีเชื้อแบคทีเรียเข้ามาก่อโรคร่วมด้วย จนน้ำมูกมีสีเขียว สัตว์หายใจลำบาก การรักษาค่อนข้างที่จะต้องใช้เวลา และอยู่ในการดูแลของหมออย่างใกล้ชิด บางรายอาจรักษานานถึง 10-15 วัน หวัดที่เราเห็นว่าเป็นอาการหรือโรคที่พบโดยทั่วไป และคิดว่ารักษาง่าย บางทีถ้าไปเจอเชื้อโรคที่ก่อความรุนแรงต่อร่างกายบางชนิดและก่อให้เกิดอาการท้องเสียร่วมด้วย ก็อาจจะทำให้สัตว์เสียชีวิตได้เนื่องจากอาการขาดน้ำ โรคอีกอย่างที่ระวังและค่อนข้างพบบ่อยคือปอดบวมเฉียบพลัน อาการดังกล่าวอาจลามมาจากการติดเชื้อในโพรงจมูกและลามเข้ามาถึงปอด

แต่บางครั้งเชื้อโรคเข้ามาตามทางเดินหายใจและพุ่งมาที่ปอดเลย เนื่องจากสภาวะแวดล้อมเหมาะแก่เชื้อโรคที่จะเดินทางมาที่ปอด ยกตัวอย่างเช่นสัตว์อยู่ในภาวะแวดล้อมที่ร้อนจัดในเวลากลางวัน พอกลางคืนเจออากาศหนาวจัดโดยที่เจ้าของสัตว์ประมาทไม่มีสิ่งป้องกันร่างกายสัตว์เลี้ยงอย่างเพียงพอ หรือสัตว์เลี้ยงเจอฝนจนเปียกปอน สิ่งดังกล่าวทำให้ภูมิคุ้มกันร่างกายตกต่ำ ง่ายต่อเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรียจะเข้าไปก่อให้เกิดอาการอักเสบ ทำลายเยื่อบุภายในทางเดินหายใจอย่างรุนแรงโดยเฉพาะที่ปอด ก่อให้เกิดภาวะปอดบวมเฉียบพลัน ถ้าประสบเหตุเช่นนี้ เจ้าของสัตว์ต้องรีบพาสัตว์ไปพบสัตวแพทย์ เพื่อการตรวจรักษาที่ทันท่วงที ไม่แนะนำให้ใช้ยาเองกับสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะยาปฏิชีวนะ เพราะจะทำให้อาการของสัตว์ทรุดหนัก และยากต่อการหายารักษา เนื่องจากอาจประสบปัญหากับเชื้อดื้อยาได้

ปัจจุบันเราประสบปัญหาเรื่องโรคทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อไวรัสโคโรนาหรือโควิด ซึ่งโดยปกติแล้วจะเกิดในมนุษย์ แต่ในสัตว์เลี้ยงหรือสัตว์ป่าบางชนิดอาจรับเชื้อเชื้อไวรัสตัวนี้เข้าไปในร่างกายได้ เช่น สุนัข แมว เสือ เป็นต้น ดังนั้นในกรณีสัตว์เลี้ยงที่อยู่ในความดูแลของเจ้าของก็ต้องหาวิธีการที่ปลอดภัยไม่ให้สัตว์ไปรับเชื้อไวรัสตัวนี้เข้ามา เพราะแม้ว่าจะไม่แสดงอาการแต่อาจจะเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสแพร่กระจายไปยังสถานที่อื่นได้ ดังนั้นการนำสัตว์เลี้ยงติดตัวไปเที่ยวสถานที่ต่างๆ ต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ ต้องแน่ใจว่าที่ๆ เราพาสัตว์ไปเที่ยวต้องปลอดจากไวรัสโคโรนา และไม่ควรให้สัตว์ของเราไปสัมผัสกับบุคคลอื่น หรือสัตวอื่นๆ ที่เราไม่คุ้นเคย สุดท้ายอยากฝากเจ้าของสัตว์เลี้ยงทุกคนว่า เมื่อท่านซื้อหาสัตว์เลี้ยงมาเลี้ยงอยู่ภายในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือเฝ้าบ้าน ท่านต้องเลี้ยงมันจนแก่ตายไปตามอายุขัย ดูแลจัดสวัสดิภาพสัตว์อย่างเหมาะสม อย่าทรมานสัตว์ เช่น เมื่อสัตว์โตขึ้นเราไม่ชอบมันก็นำมันไปปล่อยทิ้งตามวัด หรือตามต่างจังหวัด ซึ่งเป็นการทรมานสัตว์และผิดกฎหมาย โดยเฉพาะเป็นบาปติดตัวกับเจ้าของไปตลอดชีวิต ขอให้คิดว่าสัตว์ทุกตัวก็รักชีวิตเหมือนท่าน และอย่าลืม ผู้ที่เลี้ยงสุนัข แมว หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นต้องฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้แก่สัตว์เลี้ยงของตัวเองทุกปี ปีละ 1 ครั้ง ถ้าปฏิบัติได้อย่างนี้ทั้งเจ้าของและสัตว์ก็จะมีความสุขตลอดไป

บทความก่อนหน้านี้‘ไบเดน’ เผยลุยงานวันแรก เตรียม “ออกคำสั่ง-เปลี่ยนนโยบาย” สวนทางทรัมป์นับสิบ
บทความถัดไปเกาะใน Lord of the Files ของโกลดิง กับการสร้าง ‘เกาะ’ เป็นยูทูบเบอร์ในปัจจุบัน / บทความพิเศษ-มีเกียรติ แซ่จิว(ฉบับประจำวันที่ 15-21 มกราคม 2564 ฉบับที่ 2109)