ประกวดเรื่องสั้นทั่วไป : ระหว่างทาง

โดย : ถนอมรัก เดือนเต็มดวง

ฟ้าเริ่มสาง มองเห็นสิ่งรอบตัวชัดขึ้นตามลำดับ ทางผู้จัดงานพิชิตดอยหลวง ได้จัดบริการรถยนต์ 4 คัน เป็นรถกระบะ 3 คัน รถหกล้อ 1 คัน จะบริการพานักเดินทางขึ้นดอยหลวงเชียงดาว โดยพาไปส่งที่ “เด่นหญ้าขัด” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นเดินทาง จากนั้นทุกคนก็ออกเดินทางได้

รถยนต์ทยอยไปส่งเที่ยวละ 4 คัน ผมและคณะได้ไปเที่ยวที่ห้า นั่งด้านหลังรถรวมกับนักไต่ดอยคนอื่นๆ คนขับพาเรานั่งฝ่าลมเย็นเดือนพฤศจิกายน ราวสี่สิบนาทีก็ถึงที่หมาย คนขับบอกว่าถึงเด่นหญ้าขัดแล้ว พวกเราพากันลงรถ บัดนี้การผจญภัยปีนป่ายดอยกำลังจะเริ่มแล้ว

ฝ่ายผู้จัดงานได้ประชาสัมพันธ์งานพิชิตดอยหลวงทางโทรทัศน์ช่องหนึ่ง แจ้งข่าวล่วงหน้านับเดือน คาดว่าคนมาร่วมงานนี้หลายร้อยคนทีเดียว นักไต่ดอยกลุ่มอื่นๆ พากันเดินนำหน้าไปแล้ว ผมมองตามทางเดิน หน้าสุดกลุ่มเราเป็นคนนำทาง ผมและเพื่อนเดินอยู่กลาง ปิดท้ายด้วยคนครัว 1 คน ลูกหาบ อีก 2 คน ทำหน้าที่ขนถังน้ำ เครื่องดื่ม เครื่องครัว อาหาร

กลุ่มกลางแถว เป็นผมกับ “วีระวัฒน์” เพื่อนสนิท เราทำงานที่เดียวกันได้ 2 ปีแล้ว อีกสองคนเป็นผู้หญิงเพิ่งเรียนจบปริญญาตรี ผมคุ้นเคยกับ “คุณตาล” และ “คุณก้อย” ส่วนวีระวัฒน์นั้นรู้จักเธอทั้งสองแต่ไม่สนิทสนมมากนัก พวกเราเดินตามคนนำทางเป็นแถวเรียงหนึ่ง ข้างหลังเป็นกระเป๋าเดินทางมีสายเกี่ยวบ่า ข้างทางเริ่มปรากฏป่าสน สองชั่วโมงแรกของการเดินทาง ทางเดินขึ้นๆ ลงๆ บางทีลดเลี้ยวเข้าป่ารก แล้วโผล่ออกมาที่โล่ง ทางไม่ชันเท่าใด ผู้คนเดินตามกันเหมือนมด เดินมาได้สักพัก ผมเริ่มร้อนตามเนื้อตัวแต่เหงื่อไม่ออก คงเนื่องจากเป็นบนดอยอากาศเย็นกว่าเบื้องล่าง และเป็นเดือนที่ย่างเข้าสู่ฤดูหนาวด้วย ลมเย็นพัดมาเป็นพักๆ ได้ยินเสียงหมู่นกหลายชนิดร้องดังที่ยอดไม้ข้างทาง พวกเราแหงนหน้ามอง เห็นนกบินพรึบหนีไป มันคงตื่นตกใจ บางคนเดินแซงพวกเราไปพรวดๆ จะชนหรือเฉี่ยวใครก็ไม่สนใจ คงต้องการทำเวลา

ผู้เดินทางขึ้นดอยหลวงมีเป้าหมายต่างๆ กัน บางคนต้องการเปลี่ยนบรรยากาศในการท่องเที่ยวผจญภัย บางคนมาเพื่อถ่ายรูปภาพสวยๆ เช่น พระอาทิตย์ตกดิน ยอดดอยสลับซับซ้อน ทะเลหมอก คุณตาลสาวผมยาวหน้าสวยผิวขาวอยู่ในกลุ่มนี้ ส่วนวีระวัฒน์เพื่อนสนิทของผมนั้น เหตุผลขึ้นดอยไม่เหมือนใคร เขาสนใจคุณก้อย สาวห้าวๆ กล้าแกร่ง ใบหน้าน่ารักน่าชังเหมือนเด็กๆ ส่วนดวงอาทิตย์ขึ้นหรือตก อากาศจะเย็นหนาวหรือร้อน ไม่อยู่ในสมองสองตาของเขา ผมรู้ใจจึงชวนเขามาเที่ยว ส่วนผมนั้นอยากมาหาประสบการณ์การเดินทาง เพื่อหาแง่มุมนำไปเขียนนิยายหรือเรื่องสั้นสักหนึ่งเรื่อง เรื่องน่าจะสมจริงเพราะเขียนจากสิ่งที่ได้เห็น ได้สัมผัสรับรู้จากของจริงแล้วเพิ่มจินตนาการเข้าไป คงได้เรื่องราวที่กลมกลืนในหลายส่วนตามสมควร

ผมคิดตามประสาคนที่กำลังหัดเขียนเรื่องสั้น

ยิ่งเดินไปพวกเราก็ยิ่งเหนื่อยเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่เดินหายใจแรง บางคนจิบน้ำขณะเดินไปด้วย แสงแดดหน้าหนาวเริ่มแรงขึ้น ท้องฟ้าสีน้ำเงินปลอดโปร่ง ลมเย็นพัดมาเป็นครั้งคราว ลูกหาบชี้มือให้ดูทิวทัศน์ตามยอดดอยและเบื้องล่าง คุณตาลมีโอกาสถ่ายภาพสวยๆ ได้หลายภาพ ท่าทางสดชื่นขึ้น พอหายเหนื่อยพวกเราเดินทางต่อ คุณก้อยบอกให้คณะเร่งทำเวลา วีระวัฒน์กล่าวสนับสนุน และถือโอกาสเดินตาม บางครั้งเดินคุยเคียงคู่กัน ระยะแรกคุณก้อยก็ไม่สนใจเท่าไร คุณก้อยเดินเร็วมาก บางครั้งเธอวิ่ง จึงทิ้งวีระวัฒน์ไว้ข้างหลัง ทำให้วีระวัฒน์ต้องเร่งฝีเท้าให้ทันทุกครั้ง

ภาพที่ผมเห็นหลังเดินทางผ่านไปราวชั่วโมง วีระวัฒน์สะพายกระเป๋าสองใบบนบ่า อีกใบต้องเป็นของคุณก้อยแน่นอน คุณก้อยเดินลิ่วๆ ไม่สนใจอะไร บางทีก็วิ่งแซงคนอื่น วีระวัฒน์เริ่มเดินเอียงไปมาเหมือนคนเมาเหล้า ป่าข้างทางเริ่มเปลี่ยนไป กลายเป็นป่าไม้เบญจพรรณ ต้นก่อหรือไม้ก่อที่เราใช้ผลมาคั่วกินปรากฏขึ้น

ตะวันตรงศีรษะพอดี คนนำทางบอกให้หยุดพักกินอาหารกลางวัน พวกเราหาที่พักกินข้าวตามร่มไม้ ทุกคนปลดกระเป๋าเดินทางชนิดสะพายข้างหลัง โดยมีที่เกี่ยวตรงหัวไหล่ทั้งสองข้าง วางกระเป๋าลง นำอาหารที่เตรียมมาออกจากกระเป๋า นั่งล้อมวงกินด้วยกัน คนนำทาง พ่อครัวและลูกหาบแยกไปกินอีกวงหนึ่ง วีระวัฒน์นั่งกินข้าวใกล้คุณก้อย กินเสร็จเดินไปนั่งพิงต้นไม้งีบหลับ คุณตาลกินเสร็จปลดกล้อง มองหามุมถ่ายภาพ ผมนั่งดูขบวนเดินทางที่เดินผ่านไป สังเกตสีหน้าท่าทางรวมทั้งวาจาของผู้คน มองต้นไม้ซึ่งขึ้นตามยอดดอยที่ล้อมรอบ มองหานก สัตว์ต่างๆ ท้องฟ้า ปุยเมฆ เศษอาหารที่กินเหลือ กล่องใส่อาหาร ใบตองห่อน้ำพริก

คนนำทางบอกให้เรานำใส่ถุงไว้ แล้วมอบให้ลูกหาบหิ้วไปขุดหลุมฝัง บางกลุ่มที่พักกินอาหารใกล้เรา ทิ้งขยะเกลื่อน ได้ยินเสียงคนนำทางบ่นกับลูกหาบทั้งสองคน เมื่อพักหายเหนื่อยแล้ว พวกเราก็เดินทางต่อ วีระวัฒน์ยังคงสะพายกระเป๋าสองใบเช่นเดิม ผมสังเกตเห็นหัวคิ้วเขาย่นเป็นบางครั้ง ผมสงสารเพื่อน จึงเดินเข้าไปใกล้กระซิบให้กำลังใจ ตะวันรอนอ่อนแสงลงทุกที กำลังขาพวกเราก็อ่อนเปลี้ยลงอีก ผมรู้สึกร้อนแต่ไม่มีเหงื่อ อากาศเย็นช่วยให้เหงื่อไม่ออก คนนำทางชี้ไปข้างหน้า

“นั่นอ่างสลุง จะถึงแล้ว”

กลุ่มเราได้พักค้างคืนที่นี่ บริเวณอ่างสลุงมีเต็นท์กางก่อนพวกเรามาถึงมากมาย กระจายทั่วแอ่งดินอันไพศาล อากาศเย็นทำให้เหงื่อมีน้อยมาก พวกเรานั่งคุยกันครู่เดียว ต่างรีบเข้านอนเพราะเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง

ผมสะดุ้งตื่นขึ้นอีกครั้ง เมื่อได้ยินเสียงคนส่งเสียงดังมาจากด้านทิศตะวันตก เสียงวีระวัฒน์ขยับตัว ผมลุกออกจากเต็นท์ กวาดตาไปตามทิศทางของเสียง เข็มนาฬิกาข้อมือบอกเวลาเที่ยงคืนเศษ เห็นไฟสว่างจากเต็นท์เป็นแห่งๆ บางแห่งเป็นแสงสว่างจากกองไฟ แสงไฟฉายที่กราดไปมาบ้าง เสียงร้องเพลงดังได้ยินชัดเจน บางคนตะโกนเสียงดังโหวกเหวก คนนำทางเดินจากเต็นท์อีกหลังมาหาผม

“พวกเด็กหนุ่มกินเหล้า แล้วก็ร้องเพลงนะครับ”

“ผมนึกว่าเกิดเหตุอะไร ทำไมเขาก่อไฟได้ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว เขาห้ามไม่ใช่หรือ”

“ก็ ใช่ครับ เขาห้ามไม่ให้ก่อไฟ ฟืนที่ใช้จุดก็เป็นไม้ในป่า คนมีหลายแบบ บางคนก็เชื่อฟัง บางคนก็แหกคอก ผมเบื่อพวกนี้จริงๆ”

ผมนิ่งไปสักครู่ แล้วเปลี่ยนเรื่องใหม่

“ได้ข่าวว่า จะมีการสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นดอยหลวงเชียงดาว เรื่องราวเป็นอย่างไร”

คำพูดผมเหมือนไฟได้น้ำมัน คนนำทางพรั่งพรูคำพูด

“นั่นมันตัวทำลายป่าอีกทางหนึ่ง ต้องตัดไม้ที่เป็นต้นน้ำลำธารไปเท่าไร รบกวนการดำรงชีวิตของสัตว์ป่า คนเชียงดาวจริงๆ ไม่ยอมหรอกครับ มีเครือข่ายต่างๆ ลุกขึ้นต่อต้าน เช่น มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่า เครือข่ายชุมชนลุ่มน้ำปิงตอนบน เครือข่ายป่าชุมชน อื่นๆ อีกมากเลย”

ผมชำเลืองดูอาการคนนำทาง อารมณ์และท่าทียังพอคุยกันต่อได้ มาถึงขั้นนี้ขอถามให้มันหมดข้อกังขากันเลย

“สัตว์ป่าบนดอยหลวงที่หาดูได้ยากมีอะไรบ้าง ได้ยินว่ากวางผายังพอมี”

“มีไก่ฟ้าลายขวาง ส่วนกวางผา เลียงผา หาดูค่อนข้างยาก ใกล้สูญพันธุ์แล้ว ที่มีอยู่คงหนีเข้าป่าลึกไปเรื่อยๆ อาจเข้าป่าพม่าแล้วก็ได้ครับ”

ผมไม่ได้ออกความเห็นเพิ่มเติม คุยสักครู่ก็ขอตัวเข้านอน ผมพยายามทำใจให้สงบ ไม่ให้หงุดหงิดเรื่องการใช้ฟืนในป่าก่อกองไฟ เจ้าหน้าที่คงไม่อาจดูแลทั่วถึง จิตสำนึกของคนก็สำคัญ พักเดียวผมก็หลับไป ตื่นอีกครั้งเป็นเวลาตีสามสี่สิบนาที คนนำทางบอกว่า จะพาเราไปดูดวงอาทิตย์ขึ้นที่ยอดดอยหลวง ใช้เวลาเดินทางไม่ถึงชั่วโมงก็ถึง ดูแล้วจะกลับมากินอาหารเช้าที่เต็นท์นอน โดยให้ลูกหาบเฝ้าเต็นท์และทำอาหารเช้าเตรียมไว้ เรารีบเตรียมตัวกันอย่างตื่นเต้น ครู่เดียวคนนำทางก็พาเราเดินทางสู่ยอดดอยหลวง ซึ่งเป็นยอดสูงสุดของดอยหลวง

คนนำทางบอกว่า “ยอดดอยหลวงเชียงดาว สูงสุดกว่าดอยอื่นบนดอยหลวงเชียงดาว คือสูงกว่าดอยกิ๋วลม ดอยพีระมิด และดอยสามพี่น้อง”

“เท่าที่รู้ ยอดดอยหลวงเชียงดาว สูงเป็นอันดับสามของประเทศไทยใช่ไหมคะ”

คุณตาลถามขึ้นบ้างขณะสะพายกล้องเดินมาใกล้

“ใช่ครับ สูงเป็นอันดับสาม รองจากดอยอินทนนท์ และดอยผ้าห่มปกครับ”

คนนำทางหันมายิ้มให้แบบกันเอง หลังเริ่มคุ้นเคยกันมากขึ้น

เมื่อกินอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อย คนนำทางบอกให้เราพักผ่อนอยู่ที่เต็นท์จนถึงบ่าย เมื่อถึงเวลาจึงมาบอกว่า จะพาพวกเราไปเที่ยวดอยกิ๋วลม ส่วนดอยสามพี่น้องนั้น ทางเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว ไม่อนุญาตให้ขึ้นไปเที่ยว พวกเราเดินทางตามสบาย ไม่เร่งรีบนัก ระยะทางจากอ่างสลุงเพียง 1 กิโลเมตรเศษ ทางเดินไม่ชันเท่าไร ที่นี่เราได้เห็นพืชพรรณเฉพาะถิ่น ทั้งดอกไม้เล็กๆ เช่น ฟองหิน ดีงูเห่า โสมเชียงดาว และกุหลาบพันปี ซึ่งออกดอกใหญ่สวยงาม ผมเห็นมีนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นๆ ที่เดินทางจากที่พักอ่างสลุงมากมาย เราชมเพลินจึงพลัดหลงกัน ผมเห็นบางคน ทั้งหญิงชาย แอบขโมยพืชเหล่านี้ใส่กระเป๋า ไม่มีใครว่าใคร คนมากมายเช่นนี้ หากเอาไปคนละต้น พืชหายากจะลดลงเท่าไร และอาจหมดดอยก็ได้ เมื่อใช้เวลาเที่ยวพอสมควรแล้ว ผมเดินตามหาพวกเรามารวมกันจนครบ ได้ยินเสียงคุณก้อย ขวัญใจวีระวัฒน์พูดโพล่งเสียงดังอย่างไม่พอใจ

“พี่กร ก้อยเห็นหลายคนขโมยพันธุ์ไม้หลายชนิดใส่กระเป๋าหน้าตาเฉยเลย เขาห้ามยังทำอีก น่าทุเรศสิ้นดี”

คุณก้อยเรียกชื่อย่อผม ที่มาจากคำเต็มว่า “กรภัทร” น้ำเสียงฉุนเฉียว ผมรีบชวนพวกเรากลับ เมื่อเห็นคนรอบข้างหันมามอง

พวกเราพักค้างคืนที่อ่างสลุงอีกหนึ่งคืน ต้องหลับให้เต็มอิ่ม จะเดินทางกลับตามเส้นทางใหม่ จากอ่างสลุงถึงถ้ำเชียงดาว เรียกเส้นทางนี้ว่า “ปางวัว” ระยะทาง 9 กิโลเมตร เส้นทางลาดลงมาก ต้องระมัดระวังมากที่สุด ผมตื่นเช้าราวห้าโมงเศษ ดื่มกาแฟรสอร่อยพร้อมขนม ตามองกวาดไปทั่วแอ่งดินที่เรียกว่า “อ่างสลุง” หลายกลุ่มมีการเก็บเต็นท์ที่พักอย่างรวดเร็ว ผมเดินชมฆ่าเวลาก่อนกินอาหารเช้า ขวดเปล่าของน้ำดื่ม ยาชูกำลัง กระป๋องเบียร์ กระดาษทิชชู กลาดเกลื่อนเป็นแห่งๆ ไปทั่วอ่างสลุง บางแห่งเห็นขี้เถ้ากองไฟ ทิ้งซากสีดำให้ปรากฏ เศษฟืนจากไม้ในป่าทั้งดิบและแห้ง ทิ้งร่องรอยให้เห็น ผมเดินกลับเต็นท์ด้วยใจที่ห่อเหี่ยว

หลังกินอาหารเช้าเรียบร้อย การเดินทางกลับก็เริ่มขึ้น เจ้าหน้าที่เขียนเวลาเริ่มต้นที่หลังมือพวกเรา ผู้คนมากมาย เดินปะปนกันตามเส้นทางลง เดินได้สักพัก คุณก้อยเดินนำหน้าสุด ลักษณะเหมือนวิ่งนำหน้า เห็นคนโยนขวดน้ำเข้าข้างทาง เนื่องจากทางลาดลงมาก เราเดินลงจึงถูกบังคับให้เคลื่อนที่เหมือนวิ่งลง พวกเราทุกคนทราบดีว่า คุณก้อยเพื่อนคุณตาลเป็นนักกีฬา แข็งแรงกว่าคุณตาลมาก เธอต้องการทำเวลาในการเดินทาง เพื่อให้ถึงเส้นชัยที่ถ้ำเชียงดาวให้เร็วที่สุด ด้วยมุ่งหวังจะติดอันดับ 1 ใน 100 ที่เข้าเส้นชัย ซึ่งจะได้ใบเกียรติบัตรที่ระบุสถิติเวลาและชื่อ คนอื่นที่ได้อันดับเข้าเส้นชัยเกินที่ 100 จะได้เพียงใบเกียรติบัตรเข้าร่วมงานพิชิตยอดดอยหลวงเท่านั้น

การเดินทางผ่านไปราว 15 นาที ยังไม่ถึงครึ่งทางเลย ผมได้ยินเสียงผู้หญิงร้องข้างหน้าอย่างตกใจ เห็นผู้หญิงผมยาว จำได้ว่าเป็นคุณตาลวิ่งถลาลงไปตามทางเดิน ผมใจหายวาบ เห็นชายคนหนึ่งที่ยืนข้างทาง ใช้แขนคล้องเธอตรงเอวรั้งไว้ ทั้งคู่ล้มลง พอดีผมพร้อมกับคนนำทางรีบวิ่งไปหาแล้วหยุดตัวเองข้างทางตรงจุดเกิดเหตุ ผู้ชายเงยหน้าขึ้น เป็นวีระวัฒน์ที่ช่วยคุณตาลไว้ได้ คุณตาลเท้าแพลง พวกเราช่วยกันปฐมพยาบาล ใช้ยาหม่องทา พันผ้าที่นักกีฬาใช้รอบข้อเท้าซ้าย คุณก้อยย้อนกลับมาหาเพื่อน เมื่อเห็นว่าไม่เป็นอันตรายมาก จึงขอตัวก่อนเพราะต้องรีบเดินทางทำเวลา จะได้เกียรติบัตรชนิดระบุเวลาและชื่อตามที่หวังไว้ แล้วเธอก็เดินกึ่งวิ่งลงดอยไป วีระวัฒน์มองตามอย่างผิดหวัง แต่เขาไม่ได้พูดอะไร คุณตาลเดินเองไม่ไหว วีระวัฒน์ต้องคอยประคอง คนนำทางอาวุโสแต่ยังแข็งแรงคอยช่วยเหลืออีกคน สามคนเดินทางอย่างทุลักทุเลได้สักครู่ มีผู้หญิงผมสั้น เข้ามาจับแขนคุณตาลคล้องคอ คุณตาลและวีระวัฒน์หยุดนิดหนึ่งแล้วหันมอง ผมเดินเข้ามาใกล้ คนอื่นๆ มาถึงพอดี

“อ้าว ก้อยกลับมาทำไม เดี๋ยวก็ไม่ได้ใบเกียรติบัตรหรอก”

เสียงคุณตาลพูดกับผู้หญิงที่มาใหม่

“ใบเกียรติบัตร มันจะสำคัญกว่าเพื่อนได้อย่างไร ฉันไม่ทิ้งแกหรอก ยายตาล”

เป็นคำพูดแรกที่ทุกคนได้ยิน วินาทีนั้น ดังโลกหยุดหมุน พวกเรายืนนิ่งดังถูกสาป คุณตาลรั้งคอคุณก้อยเข้ามา มีน้ำคลอในดวงตา ใบหน้าแนบใบหน้า วีระวัฒน์ยิ้มออกมาได้ ตาเขาเป็นประกายแจ่มใส ไม่เสียใจต่อไปที่แอบชอบเธอ

การเดินทางแม้จะลำบาก แต่เมื่อใจพวกเรารวมกันเป็นหนึ่งเดียว เราก็พากันมาถึงปลายทางที่ถ้ำเชียงดาวจนได้ พวกเราได้รับเกียรติบัตรพิชิตดอยหลวงทุกคน คุณก้อยทำเวลาเดินทางได้ลำดับที่ 101 จึงได้ใบเกียรติบัตรแบบเดียวกับพวกเรา ไม่ติดอันดับ 1 ใน 100 ที่มีการบันทึกเวลาและชื่อลงในใบเกียรติบัตร ผมสังเกตดูท่าทางคุณก้อย เธอไม่ได้แสดงอาการผิดหวังอย่างใดเลย พวกเราพักกินอาหารกลางวันที่ถ้ำเชียงดาว บรรยากาศเต็มไปด้วยมิตรภาพ เราร่ำลาคนนำทาง พ่อครัวและลูกหาบ ผมบอกก่อนจากกันว่า คราวหน้าจะมาอีกและขอบคุณทุกคน เราพากันขึ้นรถกลับบ้าน

เมื่อถึงบ้านที่เชียงใหม่ กินอาหารเย็นและอาบน้ำเสร็จแล้ว ผมมานั่งเล่นบนเก้าอี้โยกที่ระเบียงบ้าน ลมเย็นพัดถูกต้นลำไยกราวใหญ่ ผมรู้แล้วว่าจะเขียนเรื่องสั้นเกี่ยวกับอะไร ภาพเหตุการณ์ที่ผ่านล่องลอยมาในมโนภาพ เลื่อนไหลต่อเนื่องเหมือนภาพยนตร์ เรื่องราวของพวกเราคล้ายกับการเดินทางของชาวทิเบต ผมเห็นองค์ทะไล ลามะในมโนคติ ชาวทิเบตใฝ่ฝันและมีเป้าหมายสูงสุดในชีวิต คือการเดินทางแสวงบุญ ณ กรุงลาซาอันศักดิ์สิทธิ์ โดยใช้วิธีเดินไป…ทุกสามก้าว เขาจะทอดตัวลงกราบไปกับพื้นที่เรียกว่า กราบอัษฎางค์ประณต การเดินทางไกลจากบ้านถึงกรุงลาซา อาจใช้เวลานานเป็นปีๆ บางทีอาจเสียชีวิตกลางทาง ถือว่าได้บุญยิ่งใหญ่…ประหนึ่งว่า ความสำคัญและการบรรลุเป้าหมาย อยู่ที่การปฏิบัติระหว่างเดินทาง หาใช่จุดหมายปลายทางไม่…

พักหนึ่งผมชักง่วง เหมือนมืดค่ำเร็วกว่าทุกวัน รีบเข้านอน บอกตนเองก่อนหลับตา ตั้งชื่อเรื่องสั้นได้แล้ว หลับเสียที พ่อนักเขียนมือใหม่

บทความก่อนหน้านี้ประกวดเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ : พันธุกรรมมรณะ
บทความถัดไปประกวดเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ : “คำ” หมาย