ปฏิบัติการยึดทัพเรือ ‘บิ๊กดุง’ เคลียร์ตัดจบ รล.สุโขทัย อับปาง ‘ผู้การเรือ’ พลีชีพ ‘บิ๊กโอ๋’ จ่อผงาด จับตาบิ๊กขยับ ทวง ‘ดีล’ กลาโหม

แม้ ทร.จะพลาดซื้อเรือฟริเกตลำใหม่ 1.7 หมื่นล้าน ในงบประมาณปี 2567 ที่ถูก กมธ.งบประมาณตัดทิ้ง เพื่อนำเงินไปโปะงบฯ กลาง สมทบโครงการดิจิทัลวอลเล็ต และไม่มีวี่แววที่นายกฯ จะนำเข้า ครม. ยัดเข้างบฯ ปี 2568 แถมโครงการเรือดำน้ำจีน ยังไม่ได้ข้อยุติก็ตาม

แต่อย่างน้อย บิ๊กดุง พล.ร.อ.อะดุง พันธุ์เอี่ยม ผบ.ทร. ก็ได้ปิดจ๊อบการสรุปตัดจบ ตัดตอน คดีเรือหลวงสุโขทัยอับปาง ลงได้แล้ว หลังตัดสินใจนำทีมแถลงผลการสอบสวนด้วยตนเอง เมื่อ 9 เมษายนที่ผ่านมา ก่อนที่นายกฯ จะแถลงข่าวใหญ่ แจกเงินหมื่นดิจิทัลในวันรุ่งขึ้น

และเป็นช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ ที่ไม่มีคนสนใจข่าวสาร หรือกระแสข่าวใดๆ มากนัก แล้วก็จะเงียบหายไปเหมือนเรือหลวงสุโขทัย ที่นอนนิ่งอยู่ใต้ท้องทะเล

อีกทั้งเป็นการแถลงข่าวที่ยาวนานกว่า 2 ช.ม. แถมจัดจอภาพประกอบ เป็นคลื่นทะเลที่แปรปรวนขนาดยักษ์ จนทำให้ผู้ร่วมฟังการแถลงข่าวเมาคลื่นไปด้วย และเป็นช่วงเย็นที่สื่อต่างต้องเร่งปิดข่าว เขียนข่าว

จึงไม่มีใครอยากถามมากมาย

ที่น่าสังเกตคือ ทั้งก่อนและหลังการแถลงข่าว พล.ร.อ.อะดุง และนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของ ทร.ที่มานั่งแถลงข่าวบนเวที และที่ถูกเชิญให้มาฟังการแถลง ต่างเดินออกจากห้องเจ้าพระยา หอประชุม ทร. โดยไม่มาทักทาย ใดๆ สื่อเช่นที่เคย แถม จนท.ปิดประตูไม่ให้เดินตาม

โดยเฉพาะตัวผู้การเถื่อน น.ท.พิชิตชัย เถื่อนนาดี ผู้บังคับการเรือหลวงสุโขทัย ก็ถูกกักตัวอยู่ในห้อง เพื่อรอเวลาแถลง และให้แถลง และตอบคำถามตามที่เตรียมมาเท่านั้น เพราะหวั่นส่งผลในแง่ข้อกฎหมาย

เนื่องจาก น.ท.พิชิตชัย ยอมที่จะลาออกจากราชการ ทร. หลังรับโทษ กัก 15 วัน ตามอำนาจ ผบ.ทร.แล้ว โดยคณะกรรมการไม่เอาผิดทางละเมิด ไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหาย เพราะไม่ได้จงใจให้เกิดขึ้น

แต่มีความผิดตรงที่ “ใช้ดุลพินิจที่ไม่รอบคอบ” ที่ตัดสินใจนำเรือกลับสัตหีบ ไม่จอดเทียบท่าเรือประจวบฯ ก่อนที่เปลี่ยนการตัดสินใจ หันหัวเรือกลับมาอีกครั้ง ทำให้เรือแล่นฟันคลื่นนานเกินไป จนน้ำเข้ามาก

เป็นที่น่าสังเกตว่า คณะกรรมการสอบสวน ใช้คำว่า “ใช้ดุลพินิจที่ไม่รอบคอบ” เลี่ยงใช้คำว่า ประมาทเลินเล่อ ทำให้เกิดความเสียหาย และการสูญเสียชีวิต ถึงขั้นให้ออกจากราชการ ที่จะทำให้ไม่ส่งผลเสียในทาง กม. และการรับราชการ

และคาดว่าจะไม่โดนคดีอาญา เพราะต้องเชื่อมโยงกับการสรุปผลสอบสวน และการลงโทษของ ทร. ที่จะไม่กระทบต่อบำเหน็จบำนาญเมื่อลาออก

ท่ามกลางกระแสข่าวลือว่า อาจจะได้ไปทำงานที่การท่าเรือแห่งประเทศไทย

ทั้งนี้ ต้องถือว่า น.ท.พิชิตชัย ได้ยอมเสียสละตัวเองในการรับผิดชอบเพียงคนเดียว ยืนยันว่าไม่มีใครมากดดัน เพราะตนเองในฐานะผู้การเรือ คือผู้ตัดสินใจ

“ผมในฐานะผู้บังคับการเรือขอแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ต่างๆ ขอยอมรับโทษตามทัพเรือภาคที่ 1 และผู้บังคับบัญชาจะเห็นควร และหลังจากเรื่องทุกอย่างเสร็จสิ้น ผมขอแสดงเจตจำนง ลาออกจากกองทัพเรือ ที่เป็นถิ่นกำเนิดและบ้านเกิดอันอบอุ่นของผม และเป็นการรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น รวมถึงเป็นการดำรงไว้ซึ่งเกียรติและตำแหน่งผู้บังคับการเรือหลวงสุโขทัยที่ทหารเรือตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันได้ดำรงมา” น.ท.พิชิตชัย แถลงเสียงสั่นเครือ ตัดจบ ไม่ให้เชื่อมโยงกับหน่วยเหนือ หรือผู้บังคับบัญชาคนใด

แม้จะยอมรับว่ามีการใช้โทรศัพท์มือถือในการปรึกษาหารือกับผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น แต่ท้ายที่สุด ตนเองคือผู้ตัดสินใจ

แม้จะเกิดข้อกังขาว่า ควรจะมีการแสดงสปิริตด้วยการลาออกจากราชการ ทร. ตั้งแต่หลังเกิดเหตุ และไม่มีการชี้แจงเหตุผลว่าทำไมถึงสั่งสละเรือช้า ทั้งๆ ที่มีเวลาถึง 9 ช.ม.ก่อนเรืออับปาง

รวมถึงเหตุการณ์นี้ หน่วยเหนือไม่มีส่วนช่วยหาทางออก หรือแก้ไขสถานการณ์เลยหรือ เพราะผู้การเรือชิงตัดจบที่ตนเองคนเดียวเสียก่อน

ส่งผลให้ พล.ร.อ.อะดุง ซึ้งใจที่ น.ท.พิชิตชัย เสียสละตนเอง ถึงขั้นยกย่องว่า เป็น “ลูกผู้ชายอย่างยิ่ง” ใครไม่เป็นทหารไม่รู้ เพราะตั้งแต่เป็นนักเรียนเตรียมทหาร มาเป็นผู้การเรือต้องมีใจรัก ซึ่งการเป็น ผู้การเรือเกรด A ของกองทัพเรือ เมื่อนำทัพทหารไปสูญเสีย ได้แสดงสปิริต ถ้าเขาไม่ลาออก ก็ยังสามารถอยู่ได้ แต่ขอขอบคุณที่รักษากองทัพเรือไว้

เพราะต้องไม่ลืมว่า เมื่อ 15 เดือนที่แล้ว ตอนเกิดเหตุอับปาง 18 ธันวาคม 2565 พล.ร.อ.อะดุง เป็น ผบ.กองเรือยุทธการ ที่เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของเรือหลวงสุโขทัย และได้ถูกเชื่อมโยงจนเคยจะกระทบต่อการขึ้นเป็น ผบ.ทร.

แต่ในที่สุด โยกย้ายตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา พล.ร.อ.อะดุง ก็ได้ขึ้นเป็น ผบ.ทร. แล้วก็ได้มาทำเรื่องนี้ให้จบ ไม่ให้ยืดเยื้อ ค้างคาไปถึง ผบ.ทร.คนต่อไป

เพราะหากอำนาจเปลี่ยนมือ หรือ ผบ.ทร.คนใหม่ไม่ใช่สายตรงของตนเอง อาจจะส่งผลต่อทิศทางของการสรุปผลการสอบสวน

แต่เมื่อสรุปผลการสอบสวนออกมาแบบนี้ ผู้การเรือยอมพลีชีพเพียงคนเดียวเช่นนี้ ก็ส่งผลให้นายทหารชั้นนายพลเรือหลายคนที่เคยถูกเชื่อมโยง กลายเป็นผู้บริสุทธิ์

รวมทั้ง พล.ร.อ.อะดุง และบิ๊กโอ๋ พล.ร.อ.ชลธิศ นาวานุเคราะห์ ผช.ผบ.ทร. ที่ยังเป็นแคนดิเดต ผบ.ทร.คนต่อไป

 

จะเห็นได้ว่า ในการแถลงผลการสอบสวน พล.ร.อ.ชลธิศ ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการสอบสวน ไม่ได้แถลงข่าวด้วยตนเอง แต่มาร่วมฟังการแถลงข่าวเท่านั้น

ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะไม่อยากตอกย้ำภาพของคณะกรรมการสอบสวนที่กองทัพเรือสอบสวนกันเอง

อีกทั้ง พล.ร.อ.ชลธิศ ก็เคยถูกพาดพิงในฐานะที่ช่วงเกิดเหตุดำรงตำแหน่งเสนาธิการทหารทหารเรือ และเป็นเสนาธิการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ (ศปก.ทร.) ที่มีบทบาทในการประสานสั่งการในช่วงที่เกิดเหตุ

แต่ผลการสอบสวนกำลังพลที่รอดชีวิตและผู้ที่เกี่ยวข้องเกือบ 300 คนไม่ได้พาดพิง พล.ร.อ.ชลธิศ หรือ พล.ร.อ.อะดุง แต่อย่างใด

จนทำให้ นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ และนายชยพล สท้อนดี ส.ส.พรรคก้าวไกล เคยเสนอให้นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม ตั้งคณะกรรมการสอบสวนของกลาโหม และมีคนนอกร่วมสอบสวนซ้ำด้วย เพราะมองว่าไม่โปร่งใส ที่กองทัพเรือสอบกันเอง

และคนที่ถูกพาดพิงเป็นประธานคณะกรรมการอีกด้วย

เมื่อผู้การเรือยอมพลีชีพ แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกเช่นนี้ อีกทั้งเหตุการณ์ได้ผ่านมากว่า 15 เดือนแล้ว อารมณ์ของคนในสังคมไม่เหมือนเมื่อตอนเกิดเหตุใหม่ๆ แม้ว่าคณะกรรมการสอบสวนจะยืนยันว่าเสื้อชูชีพมีเพียงพอสำหรับกำลังพลทุกคนก็ตาม แต่ก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาใดๆ จากสังคม

จึงสะท้อนได้ว่าเมื่อปิดจ๊อบสรุปจบกรณีเรือหลวงสุโขทัยอับปางแล้วก็คาดว่าในการแต่งตั้งโยกย้ายกันยายนนี้ พล.ร.อ.อะดุง จะเสนอชื่อ พล.ร.อ.ชลธิศ เพื่อน ตท.23 ขึ้นชิงเก้าอี้ ผบ.ทร.ต่อจากตนเอง

เพราะหากไม่มีกระแสต่อต้านโจมตีจากเรื่องเรือหลวงสุโขทัย ก็คาดว่า พล.ร.อ.ชลธิศ จะได้เป็น ผบ.ทร.ในปีสุดท้ายก่อนเกษียณ

สร้างประวัติศาสตร์ให้เตรียมทหาร 23 เป็น ผบ.ทร.ต่อกัน 2 คน

แต่อย่างไรก็ตาม พล.ร.อ.อะดุง ก็ยังมี เสธ.น้อย พล.ร.อ.วรวุธ พฤกษารุ่งเรือง เสธ.ทร. เป็นแคนดิเดต ผบ.ทร.อีกคน ที่เป็นรุ่นน้อง ตท.24 ที่มีอายุราชการ 1 ปี ที่ไม่ได้มีชื่อถูกพาดพิงในกรณีของเรือหลวงสุโขทัยอับปาง

เพราะก็ถือว่าเป็นแคนดิเดตที่ทั้งบิ๊กจ๊อด พล.ร.อ.เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ และบิ๊กเฒ่า พล.ร.อ.สมประสงค์ นิลสมัย อดีต ผบ.ทร. ช่วยกันผลักดันขึ้นมา เพื่อมาสู้กับรองวิน พล.ร.อ.สุวิน แจ้งยอดสุข รอง ผบ.ทร. แคนดิเดต ผบ.ทร.อีกคน ที่แม้เป็น ตท.25 แต่เกษียณพร้อมรุ่นพี่ๆ แต่อาวุโสสูงสุด และโปรไฟล์ดี แต่ทว่า ไม่ใช่น้องรักของบิ๊กดุง

 

ด้วยเพราะมีแคนดิเดต ผบ.ทร.ถึง 3 คน คาดกันว่าโยกย้ายปลายปีนี้ก็คงจะเข้มข้น ท่ามกลางการจับตามองบทบาทนายสุทิน คลังแสง หากยังเป็น รมว.กลาโหมอยู่ และบทบาทนายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ ที่คุมทหารเอง

หลังจากมีกระแสข่าวสะพัดว่า คีย์แมนสายอนุรักษนิยม ได้ทวง “ดีล” กับนายเศรษฐาแล้ว เรื่องเก้าอี้ รมว.กลาโหม ที่เป็นทหารเก่า เพื่อที่จะมาจัดโผโยกย้ายทหารปลายปีนี้ เนื่องจากต้องมีการเลือก ผบ.ทบ. และ ผบ.ทร.คนใหม่ และยังต้องเตรียมวางตัวนายทหารที่จะขึ้นเป็นปลัดกลาโหม และผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ ผบ.ทอ. ในปลายปี 2568 อีกด้วย แต่ต้องรอการตัดสินใจของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ด้วย

อีกทั้งยังมีข่าวสะพัดในกองทัพว่า อดีตบิ๊กทหารคนดังของ ทบ. ที่เคยมีข่าวว่า ขอลาออกจากตำแหน่งหน้าที่ของตนเอง เพราะมีปัญหาสุขภาพนั้น ได้ไฟเขียวในการลาออกมาดูแลรักษาตัวแล้ว และได้เดินทางไปรักษาตัวในต่างประเทศเป็นแรมเดือน

จนทำให้ถูกจับตามองว่า หลังจากรักษาตัวให้หายดีแล้ว จะกลับมามีบทบาทในทางการเมือง แบบอยู่เบื้องหน้า หรืออยู่เบื้องหลังเช่นเดิม เพราะยังคงเป็นมือประสาน 10 ทิศในบรรดาคีย์แมนสายอนุรักษนิยมที่ส่วนใหญ่จะเป็นทหารเก่า

โดยยังคงจะเป็นพันธมิตรกับนายทักษิณ นายเศรษฐา และพรรคเพื่อไทย เพื่อจับมือกันต่อสู้กับขบวนการล้มล้างสถาบัน และพรรคการเมืองที่เซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบัน

อีกทั้งการแต่งตั้งโยกย้ายในอีก 3 เดือนข้างหน้านี้ จะมีการแข่งขันสูงในตำแหน่ง ผบ.ทบ.คนใหม่ ตราบใดที่ยังไม่มีสัญญาณชี้ออกมาชัดเจนว่าใครจะเป็น ทบ.1 จึงทำให้เกิดกระแสข่าวลือต่างๆ มากมาย

ทั้ง บิ๊กปู พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ เสนาธิการทหารบก จะยังคงเป็นเต็งหนึ่ง ผบ.ทบ. หรือข้ามไปเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด ส่วนบิ๊กหนุ่ย พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ผช.ผบ.ทบ. จะขึ้นเป็น ผบ.ทบ.คอแดงคนที่ 4 แม้ว่า พล.อ.ธราพงษ์ จะไม่เคยถูกบิ๊กทหารคนสำคัญคนใดเรียกไปพบก็ตาม

จึงทำให้มีการทวงดีล ว่าถึงเวลาที่ รมว.กลาโหมทหาร รมว.กลาโหมตัวจริง จะมาแล้วนั่นเอง