ทวีชี้ไม่รับร่างของประชาชน เพื่อแก้ รธน.นำไปสู่พายุประชาธิปไตย ที่ไม่อาจหยุดได้

21 พ.ย. 63 พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ เขียนถึง“กฎหมายเข้าชื่อ”เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ จาก ‘สายลมประชาธิปไตยเปลี่ยนเป็นพายุประชาธิปไตย’ ว่า

แม้’รัฐสภา’ เสียงข้างมากจะมีมติไม่รับร่างแก้ไขเพิ่มเติม รธน 60 ของประชาชนที่ร่วมลงชื่อจำนวน 100,732 คน ที่เรียกว่า “กฏหมายเข้าชื่อ” เมื่อวันที่ 17-18 พฤศจิกายน 2563 โดยมีตัวแทนประชาชน 3 ท่าน คืออาจารย์จอน อึ้งภากร คุณจีรนุช เปรมชัยพร และคุณยิ่งชีพ อัชณานนท์ นำเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภา ด้วยบุคลิกภาพที่มีภาวะผู้นำเต็มเปี่ยมด้วยความรับผิดชอบที่ต้องการให้เกิดประชาธิปไตยขึ้นในประเทศไทย นำความหวังและเจตจำนงของประชาชนมอบให้รัฐสภาที่เปลี่ยบเสมือน “สายลมแห่งประชาธิปไตย”ที่พัดเข้าสู่รัฐสภาซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติและเป็นจุดกำเนิดของกฏหมายด้วยข้อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ชื่อย่อว่า “5 ยกเลิก 5 แก้ไข” และเปิดทางให้เกิดการ “ร่าง” รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จากการมีส่วนร่วมของประชาชน คือ

ยกเลิก 1 ช่องทางนายกฯ คนนอกที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
ยกเลิก 2 แผนยุทธศาสตร์ 20 ปี ที่ คสช. เขียนขึ้น คิดแทนอนาคต กดทับรัฐบาลทุกชุด
ยกเลิก 3 แผนปฏิรูปประเทศ ที่ คสช.​ เขียนขึ้น
ยกเลิก 4 ท้องถิ่นพิเศษ ที่เปิดช่องผู้บริหารไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง
ยกเลิก 5 นิรโทษกรรม คสช. ที่ช่วยคนทำรัฐประหาร ทำอะไรไว้ไม่มีทางผิด

แก้ไข 1 แก้ระบบบัญชีว่าที่นายกฯ​ เขียนให้ชัด นายกฯ ต้องเป็น ส.ส.
แก้ไข 2 เปลี่ยน ส.ว. ชุดพิเศษคนของเขา เป็น ส.ว. จากการเลือกตั้งของประชาชน
แก้ไข 3 เปลี่ยนที่มาองค์กรที่ไม่ทำงาน สร้างระบบสรรหาองค์กรอิสระแบบใหม่ ให้คนที่นั่งอยู่พ้นจากตำแหน่ง
แก้ไข 4 ปลดล็อกวิธีแก้ไขรัฐธรรมนูญ ​ใช้เสียงครึ่งหนึ่งของสภา ไม่ต้องมีอำนาจพิเศษของ ส.ว.
แก้ไข 5 ตั้ง สสร. ชุดใหม่จากการเลือกตั้งทั้งหมด เปิดทางสร้างการเมืองแบบใหม่ สังคมแบบใหม่

และสุดท้าย เปิดทางตั้ง สสร. จากการเลือกตั้ง 100% ใช้ประเทศเป็นเลขเลือกตั้งร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน ขึ้นมาใช้บังคับ

ส่วนตัวในฐานะสมาชิกรัฐสภาได้ลงมติเห็นชอบ(เสียงข้างน้อย) ให้รับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของประชาชนในวาระที่ 1 เพื่อพิจารณาต่อไป

ทำไหมต้องแก้ไข รธน 60 ?

“คนยากจนจะรู้ถึงความลำบากเป็นอย่างไร
คนหิวจะรู้คุณค่าของอาหาร ข้าวทุกเมล็ดและน้ำทุกหยด
คนเจ็บป่วยจะรู้ถึงคุณค่าของสุขภาพดี
คนติดคุกจะรู้ถึงคุณค่าของอิสระภาพ
‘คนไม่มีสิทธิถึงความเป็นคน’ จะรู้คุณค่าของประชาธิปไตย”

ด้วยความเชื่อว่า ประเทศเป็นประชาธิปไตย จะเปิดโอกาสให้คนทุกคนมีชีวิตที่ดีขึ้น มีสิทธิเสรีภาพในความเป็นคนเสมอกัน มีหลักประกันความปลอดภัย ไม่ให้มีการข่มเหงรังแกกัน ที่สำคัญมีสิทธิทางการเมืองที่เรียนว่าหนึ่งเสียงหนึ่งสิทธิ หรือ 1 Men 1 Voted

ประชาธิปไตยเป็นระบบการปกครองที่ยึดระบบคุณธรรมต่างกับระบอบเผด็จการมีมักใช้ระบบพวกพ้องหรือระบบอุปถัมภ์ การเปลี่ยนให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยจึงมีกลุ่มคนเพียงหยิบมือเดียวไม่เห็นด้วยเพราะเสียผลประโยชน์จากตำแหน่ง อำนาจ และโครงสร้างสังคมที่มีอยู่เดิมเห็นว่าหากปล่อยให้ประเทศชาติเป็นประชาธิปไตยจะทำให้คนกลุ่มนี้ไม่สามารถเสวยสุขต่อจากอำนาจ งบประมาณ ทรัพยากรและผลประโยชน์อื่น ที่ได้สร้างกลไกระบบกองทัพ ราชการรวมศูนย์ องค์กรอิสระ หน่วยงานความมั่นคงอื่น และในรูปกฎหมายเพื่อสืบทอดอำนาจการตีความกฎหมายก็อยู่ในอุ้งมือของคนกลุ่มน้อยจนกรายเป็นสมบัติส่วนตัวสร้างอิทธิพลและพวกพ้องเป็นช่องทางนำไปสู่การทุจริต คอรัปชั่น รวมถึงการผูกขาด การให้สัมปทาน โควต้า โดยไม่ต้องแข่งขันอย่างเป็นธรรม คนกลุ่มนี้แม้มีจำนวนน้อยแต่มีอำนาจมากจึงต่อต้านไม่ให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย

ข้อเสนอของประชาชนด้วยความหวังจะมีอนาคตที่ดี สร้างยุคสมัยที่คนต้องเท่ากับคน ด้วยการมีสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ศักดิ์ศรี ความยุติธรรม และสามารถกำหนดชะตากรรมของตนเองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

การที่รัฐสภาเสียงข้างมากจาก ส.ว.แต่งตั้ง และจาก ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลไม่รับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วก็ตาม จะไม่สามารถหยุดความหวังและความฝันของประชาชนไปได้ แต่จะยิ่งเพิ่มพลังความมุ่งมั่นที่แกร่งกล้าด้วยความรู้และความจริงกระจายทั่วไปเต็มพื้นที่ของประเทศและทั่วโลก โดยไม่มีอำนาจใดหยุดพลังศรัทธาของประชาชนได้ ตามกฏธรรมชาติที่

“มนุษย์ไม่สามารถจะสู้กับกาลเวลา และสังคมไม่สามารถจะสู้กับยุคสมัย “

การไม่รับร่าง “กฎหมายเข้าชื่อ” ของประชาชนจึงเหมือนการทำให้’สายลมประชาธิปไตยเปลี่นเป็นพายุประชาธิปไตย’ ที่ไม่อาจหยุดประชาชนได้ เนื่องจากโอกาส ความหวังที่จะการมีอนาคตและคุณภาพชีวิตที่ดีของคนสังคมไทยสามารถทัดเทียมกับประเทศที่พัฒนาอื่นได้

บทความก่อนหน้านี้คุยกับ “คนรุ่นใหม่” ในแวดวงข้าราชการ รองปลัด มท.วัย 48 ปี ด้วยบทบาท “ดีไซเนอร์-คอนดักเตอร์”
บทความถัดไปประยุทธ์ ชม เสื้อเหลืองอาสาบิ๊กคลีนนิ่ง ชี้ ม็อบราษฎร สร้างความเสียหาย แก่ทรัพย์สินราชการ เอกชน และสาธารณะ