“โรม” ซัดร่างงบฯ 64 จัดการจว.ชายแดนใต้ โฆษณาชวนเชื่อยังมากสุด กระบวนการสันติภาพน้อยมาก

วันที่ 2 กรกฎาคม 2563 นายรังสิมันต์ โรม ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ว่า หัวใจสำคัญของการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้นั้น คือการเจรจาสันติภาพกับฝ่ายผู้เห็นต่าง ดังที่ Peace Survey เคยทำผลสำรวจไว้เมื่อต้นปี 2562 ว่าประชาชนในพื้นที่ 65% เห็นว่าการพูดคุยสันติภาพเป็นแนวทางหลักในการแก้ไขปัญหา

อีกทั้งเมื่อช่วงต้นปี 2563 ที่ผ่านมา ปรากฎว่ามีหลายฝ่ายได้แสดงความต้องการให้เกิดเจรจาสันติภาพอย่างชัดเจน ดังนั้นในปีงบประมาณ 2564 นี้จึงควรเป็นปีที่การเจรจาสันติภาพต้องเป็นวาระที่สำคัญที่สุดในการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ แต่ทิศทางของสถานการณ์จะมุ่งไปสู่การเจรจาสันติภาพ และมีแผนยุทธศาสตร์ที่จะนำชายแดนภาคใต้กลับสู่สภาวะปรกติ แต่ปรากฏว่ารายละเอียดของงบประมาณกลับเปลี่ยนไปจากปีก่อนๆ น้อยมาก

นายรังสิมันต์ได้แบ่งประเภทของโครงการต่างๆ ในแผนบูรณาการนี้ตามวัตถุประสงค์ออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ 1. โครงการด้านการเยียวยาและฟื้นฟูกระบวนการสันติภาพ 2. โครงการด้านการพัฒนา 3. โครงการด้านความมั่นคง 4. โครงการด้านการปรับทัศนคติและโฆษณาชวนเชื่อ

โดยเมื่อดูสัดส่วนของงบประมาณแล้ว งบโฆษณาชวนเชื่อก็ยังคงมีสัดส่วนสูงที่สุด ถึง 42.1% ตามมาด้วยงบความมั่นคง สัดส่วนสูงถึง 35.8% ในขณะที่งบกระบวนการสันติภาพที่ควรได้รับความสำคัญเป็นอย่างสูง กลับมีสัดส่วนเพียง 16.4% เท่านั้น สัดส่วนงบทุกประเภทแทบไม่ต่างจากปีที่แล้ว

โครงการด้านโฆษณาชวนเชื่อ “ส่งเสริมและเผยแพร่ความจริงที่ถูกต้อง”ที่เคยอภิปรายกันไปแล้วว่าแท้จริงมันคืองบล้างสมอง ส่งทหารเข้าโรงเรียนไปปลูกฝังค่านิยมแบบทหารๆ กับเด็กนักเรียน พยายามครอบงำประชาชนให้คิดแต่ในแบบที่กองทัพต้องการ เพราะเรากลับพบว่ามีโครงการ “เสริมสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อสันติสุขในพื้นที่ชายแดนภาคใต้” เข้ามาแทนที่ แบบที่รายละเอียดแทบจะถอดแบบกันมานี่คือความพยายามตบตาสภาใช่หรือไม่? ในเมื่อปีที่แล้วรัฐบาลเห็นว่าสภาไม่พอใจกับชื่อโครงการ เลยเปลี่ยนชื่อมันเสียก็สิ้นเรื่อง พฤติกรรมแบบนี้คือการเห็นสภาผู้แทนราษฎรเป็นเพียงตรายางเหมือนสมัย สนช. คิดว่าแค่ตกแต่งเอกสารให้สวยๆ ก็เอามาให้เห็นชอบได้สบายๆ ใช่หรือไม่?

โครงการเพิ่มประสิทธิภาพงานข่าวกรองและฐานข้อมูลความมั่นคง ปีนี้ตั้งงบถึง 926 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมา 17 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นงบ “ข่าวกรองเชิงรุก” ของ กอ.รมน. ถึง 369 ล้านบาท โครงการนี้คือการสร้างสายข่าว ซึ่งก็เคยอภิปรายไปแล้วว่ามันคือการสร้างความแตกแยกหวาดระแวงในพื้นที่ เปิดช่องให้เกิดการใส่ร้ายป้ายสีและคอร์รัปชัน นอกจากนี้ กอ.รมน. ยังมีงบสนับสนุนและใช้งานเครือข่ายมวลชนเพื่องานความมั่นคงในชายแดนภาคใต้ ซึ่งอยู่นอกแผนบูรณาการฯ อีก 665 ล้านบาท เท่ากับว่า กอ.รมน. มีงบเพื่อใช้ประโยชน์ในงานสายข่าวชายแดนภาคใต้ถึง 1,034 ล้านบาท

เว็บไซต์ pulony.blogspot.com ที่สนับสนุนโดย กอ.รมน. ในการทำปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ IO ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ อันเป็นการสร้างความแตกแยกในหมู่ประชาชน ยุยงให้เกิดความไม่สงบต่อไป
เมื่อเช้านี้ ผมได้ลองเปิดเว็บนี้ดูอีกครั้ง มันยังอยู่ครับ และยังอัปเดตบทความสร้างความแตกแยกอยู่จนทุกวันนี้ โจมตีองค์กรสิทธิมนุษยชน โจมตีประชาชนที่เห็นต่างจากรัฐบาลอย่างไม่มีหยุดหย่อน
นี่คือส่วนหนึ่งของการเพิ่มประสิทธิภาพข่าวกรองด้วยหรือเปล่า? เว็บแบบนี้เป็นประโยชน์ต่อการสร้างสันติภาพอย่างไร? และถ้าได้งบปี 64 ไป เว็บนี้ก็จะยังอยู่ทำ IO แบบนี้ต่อไปอีกใช่หรือไม่?

การติดตั้งกล้องวงจรปิด เป็นโครงการผูกพันงบประมาณตั้งแต่ปี 60 ถึง 65 มีวงเงินรวมถึง 611 ล้านบาท คณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ เคยลงพื้นที่ชายแดนภาคใต้เพื่อตรวจสอบการใช้มาตรการของรัฐ เราพบว่าทิศทางงานข่าวกรองของฝ่ายความมั่นคงเริ่มหันไปหาการใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีมากขึ้น ดังนั้นเราจะพบเห็นการติดกล้องวงจรปิดเพื่อจับภาพบุคคล ระบบการจดจำเอกลักษณ์ทางร่างกาย นำมาบังคับใช้มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเลือกปฏิบัติและปราศจากความยินยอม

ยกตัวอย่างเรื่องการเก็บ DNA ของบุคคล รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้ตำรวจและทหารได้ดำเนินการเก็บ DNA ของประชาชนในพื้นที่ชายแดนภาคใต้เป็นจำนวนมาก ทั้งการเก็บแบบพุ่งเป้าไปที่ชาวมุสลิมที่มีคนในครอบครัวถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการก่อความไม่สงบ และการเก็บแบบเหมารวมกลุ่มบุคคลในชุมชนหรือองค์กรต่างๆ รวมถึงอาจถูกเก็บได้หลายครั้ง

จากข้อมูลที่ผมได้รับทราบมา ในปี 62 มีผู้ที่ถูกเก็บ DNA ทั้งชาวบ้านทั่วไป เด็กนักเรียน ครู ผู้สูงอายุ รวมเป็นจำนวนกว่า 600 คนเป็นอย่างน้อย หรือแม้กระทั่งทหารเกณฑ์ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ที่เกณฑ์เข้ามากว่า 19,000 คนก็ถูก “ขอให้ยินยอม” ให้เก็บ DNA เช่นกัน นี่เป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัวอย่างชัดแจ้ง และเป็นการปฏิบัติต่อพลเมืองราวกับเป็นผู้ต้องสงสัยว่าจะก่ออาชญากรรม ผมอยากถามใจของเพื่อน ส.ส. ทุกท่าน ณ ที่นี้ว่าถ้าวันนี้ตำรวจสภามาบังคับเก็บ DNA จากพวกท่าน พวกท่านจะยังคิดว่าตัวเองถูกมองเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่หรือไม่?

เรื่องการลงทะเบียนซิมโทรศัพท์มือถือ “2 แชะอัตลักษณ์” นี่คือนวัตกรรมที่เริ่มต้นมาจากการเก็บข้อมูลบุคคลในพื้นที่ชายแดนภาคใต้เพื่อให้เจ้าหน้าที่ใช้ติดตามตัว โดยบังคับให้ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ ไม่ว่าจะซื้อซิมใหม่หรือมีใช้ซิมเดิม ต้องมาลงทะเบียนผ่านระบบนี้ โดยจะต้องถูกเก็บข้อมูลรูปถ่ายและบัตรประจำตัวประชาชน และในไม่กี่ปีที่ผ่านมา ระบบนี้ก็ค่อยๆ คืบคลานจากชายแดนภาคใต้มาสู่ประชาชนทั่วประเทศ ทุกวันนี้ทุกคนไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนถ้าซื้อซิมใหม่ก็จะต้องถูกเก็บข้อมูลเช่นกัน แต่สำหรับผู้ใช้ซิมเดิมอาจยังไม่ต้องถูกบังคับให้ลงทะเบียนใหม่เหมือนในชายแดนภาคใต้ ถามว่าเพราะอะไร เรื่องนี้สภาความมั่นคงแห่งชาติและ กสทช. เคยมาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ ว่าที่ยังไม่บังคับเพราะยังกลัวจะถูกมองว่าละเมิดสิทธิ ซึ่งก็น่าประหลาดใจไม่น้อยว่าแล้วที่บังคับกับคนชายแดนภาคใต้ล่ะ ท่านไม่กลัวถูกมองว่าละเมิดสิทธิด้วยหรืออย่างไร? และที่ชี้แจงเช่นนี้หมายความว่าท่านกำลังรอจังหวะที่จะนำมาบังคับใช้กับคนทั่วประเทศอยู่ใช่หรือไม่?

“การกำหนดงบประมาณเช่นนี้ รวมทั้งการคงกฎหมายอย่าง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน, พ.ร.บ.ความมั่นคง หรือกฎอัยการศึกในชายแดนภาคใต้ เป็นแนวนโยบายที่เกิดจากความไม่ไว้ใจประชาชน ไม่เชื่อในกระบวนการพูดคุย คิดแต่ว่าต้องใช้กฎหมาย อาวุธ และโฆษณาชวนเชื่อเข้าครอบงำ ถ้าต้องการสันติสุขกลับคืนสู่ชายแดนภาคใต้จริงๆ รัฐบาลจะไม่จัดทำงบแบบนี้” นายรังสิมันต์ กล่าว

นอกจกนี้ นายรังสิมันต์กล่าวอีกว่า สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ คือการใช้พื้นที่ชายแดนภาคใต้เป็นห้องทดลองเพื่อทดสอบนวัตกรรมต่างๆ ในการควบคุม เก็บข้อมูล และล้างสมองประชาชน โดยมีคนในพื้นที่กว่า 2 ล้านคนเป็นหนูทดลองกลุ่มแรกสุด ทดลองใช้สายข่าวแบ่งแยกประชาชนเพื่อให้ปกครองได้ง่ายขึ้น ทดลองใช้โฆษณาชวนเชื่อ ล้างสมองประชาชนให้เป็นเครื่องมือปราบปรามประชาชนด้วยกันเอง ทดลองใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ติดตามบุคคลไม่ให้เล็ดรอดสายตาของรัฐไปได้ ทดลองหยอดงบเจรจาสันติภาพแบบครึ่งๆ กลางๆ เพื่อต่อความหวังลมๆ แล้งๆ ให้ประชาชนยอมทนรัฐบาลต่อไปวันนี้รัฐบาลอาจยังไม่พร้อม จึงทดลองเฉพาะกับชายแดนภาคใต้ไปก่อน วันหน้าสบโอกาสเมื่อใดก็ค่อยเอามาใช้ทั้งประเทศ

หากสภาจะยังสนับสนุนงบประมาณแบบที่เป็นอยู่นี้ ก็ไม่ต่างกับการราดน้ำมันเข้าไปในกองไฟ ที่เผาเงินภาษีของคนไทยทั้งประเทศ และผลาญชีวิตและอนาคตของพี่น้องชายแดนภาคใต้ให้กลายเป็นเถ้าธุลี
หากรัฐบาลยังคงจัดสรรงบบนฐานของความไม่ไว้ใจประชาชนตั้งแต่ต้น แล้วจะยังเหลืออะไรให้ประชาชนไว้วางใจรัฐได้ และเมื่อประชาชนไม่ไว้วางใจรัฐแล้ว กระบวนการไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนถาวรคงไม่มีวันเกิดขึ้นได้

หากรัฐบาลมีความจริงใจต่อประชาชน ก็จงล้มเลิกโครงการโฆษณาชวนเชื่อเสีย ปรับลดงบความมั่นคงลงให้มากยิ่งกว่านี้ หยุดงานข่าวกรองที่รุกล้ำข้อมูลส่วนบุคคลแบบล้นเกิน หยุดสร้างสายข่าว ทูตแห่งความแตกแยก แล้วเอางบเหล่านั้นมาเพิ่มพูนให้กับกระบวนการสันติภาพ การเยียวยาประชาชนที่ถูกกระทำโดยรัฐ การสร้างพื้นที่ที่ผู้คนอยู่ร่วมกันโดยยังคงอัตลักษณ์ของตัวเองไว้ได้ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ พิสูจน์ความจริงใจให้เห็นผ่านการจัดสรรงบประมาณที่ถูกต้อง

ทั้งนี้ นายรังสิมันต์กล่าวว่า สำหรับในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณในวาระนี้ ผมขอยืนยันว่าผมไม่อาจยอมรับการเอาภาษีประชาชนมาเปิดห้องทดลองมนุษย์เช่นนี้ให้ยังดำเนินการต่อไปได้ และขอเรียกร้องให้เพื่อน ส.ส. ทุกท่านร่วมกันใช้ 1 เสียงในมือของท่านปิดห้องทดลองอันชั่วร้ายนี้เสีย อย่าปล่อยให้เพื่อนมนุษย์ เพื่อนร่วมชาติของพวกเราต้องกลายเป็นเพียงหนูลองยา และอย่าปล่อยให้ลูกหลานของพวกเราต้องเป็นเหยื่อรายต่อไป

บทความก่อนหน้านี้“เก่ง-การุณ” ขอ “สิระ” ฟ้องกลับตนเองคนเดียว อย่าไปฟ้องอีก 50 ส.ส.ที่ลงชื่อ
บทความถัดไปLIXIL introduces the SATO Tap, a novel handwashing station that aims to improve hygiene for millions in developing economies