‘ภูมิธรรม’ ลั่น 24 ก.พ.เป็นต้นไปคือวันตีแผ่ความจริง ‘ประยุทธ์’ และพวก

‘ภูมิธรรม’ ลั่น 24 ก.พ.เป็นต้นไปคือวันตีแผ่ความจริง ‘ประยุทธ์’ และพวก

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เรื่อง 24 กุมภาพันธ์ 63 ถึงเวลาตีแผ่ “ความจริง” ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และพวก ที่ถูกซุกเก็บไว้ 6 ปี ว่าสัปดาห์หน้า ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป คือช่วงเวลาสำคัญที่สุดของการทำหน้าที่ของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ในการทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างจริงจัง ด้วยการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และรัฐมนตรีร่วมคณะอีก 5 คน

ความสำคัญของการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้เป็นที่สนใจและเฝ้ารอของพี่น้องประชาชน เนื่องจากเกือบ 6 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังไม่เคยถูกตรวจสอบผ่านระบบรัฐสภาอย่างเข้มข้นจริงจัง แบบเปิดเผยเลยแม้แต่น้อย อันเนื่องจากข้อจำกัดและกฎกติกาที่ถูกออกแบบไว้ ทั้งๆ ที่มีข้อกล่าวหามากมายที่สะท้อนหรือส่งสัญญาณให้เห็นถึงความไม่โปร่งใส และความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารบ้านเมือง การเข้ามาบริหารประเทศของรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่แม้จะมีกลไกอำนาจหลายด้านเป็นเกราะคุ้มภัย แต่ผลงานนั้นกลับเป็นที่ประจักษ์ชัดต่อสายตาประชาชนว่าไม่ได้ทำให้ประเทศก้าวหน้า หรือทำให้ประชาชนมีความสุขตามเพลงโฆษณาชวนเชื่อที่แต่งขึ้น ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลภายใต้ผู้นำคนนี้กลับยิ่งฉุดรั้งความเจริญเกือบทุกด้านจนทำให้ประเทศถอยไปสู่ความล้าหลังไกลมาก ประเด็นที่แสดงผลชัดเจนคือการดำเนินนโยบายผิดพลาดหลายอย่างโดยเฉพาะนโยบายด้านเศรษฐกิจที่สร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนอย่างถ้วนหน้า ประชาชนประสบความยากจนฝืดเคือง ทำมาหากินด้วยความยากลำบากกันอย่างถ้วนทั่ว การดำเนินนโยบายที่ผิดพลาด ความไม่ชอบมาพากลในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น รวมทั้งการทำลายหลักการ กติกา กฎหมาย ตามหลักสากลที่สังคมโลกยอมรับในยุคที่ผู้นำครองอำนาจเบ็ดเสร็จ ล้วนแล้วแต่กระทำขึ้นด้วยความย่ามใจโดยไม่สนใจเสียงวิพากษ์วิจารณ์ หรือการตรวจสอบใดๆ เพราะท่านสามารถบันดาล “ข้อยกเว้น” ความผิดทั้งหลายให้ท่านผู้นำและพวกพ้องได้แบบปาฏิหาริย์ทาง กม. แม้แต่องค์กรอิสระที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบก็พลอยตกหลุมอำนาจจนด่างพร้อยขาดความน่าเชื่อถือไปด้วย

นายภูมิธรรมระบุอีกว่า วันที่ 24 กุมภาพันธ์นี้ ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร จะได้ทำหน้าที่นำความจริงทั้งหลายที่เคยถูกสงสัย ถูกตั้งคำถาม จากสังคม และพี่น้องประชาชน รวมทั้งข้อมูลต่างๆ ที่ซุกไว้ใต้พรมเพื่อกลบเกลื่อนความจริงมาตลอด 6 ปี เปิดเผยให้สังคมไทยได้รับทราบ การอภิปรายไม่ไว้วางใจจัดเป็นมาตรการสูงสุดในทางการเมืองที่ฝ่ายค้านจะกระทำ โดยได้กล่าวโทษ พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐมนตรีร่วมคณะอีก 5 คน ว่าเราไม่สามารถและไม่อาจปล่อยให้บุคคลเหล่านี้บริหารประเทศชาติสืบต่อไปอีกได้ เพราะรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ และพวกได้ทำร้ายผลประโยชน์ของประเทศชาติ ทำลายระบอบประชาธิปไตยและ หลักนิติธรรม อีกทั้งยังละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ใช้มาตรการคุกคามในการจัดการกับคนที่มีความคิดเห็นต่าง ปล่อยปละ ละเลย ให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นเต็มบ้านเต็มเมือง

ผลการบริหารประเทศอย่างไร้ประสิทธิภาพ จนมาตรการการเงินและการคลังเสียสมดุลรุนแรง เศรษฐกิจและแรงงานจำนวนมากอยู่ในสภาพต้องปิดตัว ขาดการบริหารจัดการภายใต้สถานการณ์ที่มีความเปลี่ยนแปลง สะท้อนถึงการขาดศักยภาพทางการบริหาร ทำให้ประเทศเผชิญวิกฤตที่ยาวนานจนก่อความเสียหายทั้งในปัจจุบันและเกิดผลกระทบสู่อนาคต หากปล่อยให้บริหารประเทศต่อไป ประเทศจะเสียหายร้ายแรงเกินเยียวยา
การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ จะเป็นบันไดขั้นต้นที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรัฐบาล แม้ว่าในระบบนี้มือของพรรคร่วมฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรอาจจะมีไม่มากพอที่จะเอาชนะพรรคร่วมรัฐบาลได้ แต่พวกเราเชื่อว่า เสียงของพี่น้องประชาชนยังมีพลัง และเป็นพลังที่มากพอ จนสามารถทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ และคณะต้องคิดทบทวนอย่างหนัก ว่าจะเลือกหนทางใด ลาออก ปรับคณะรัฐมนตรี หรือไม่ทำอะไรเลยทนอยู่ไปวันๆ

“โปรดเปิดหูและเปิดใจฟังเสียงกล่าวโทษจากตัวแทนของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศให้ดีนะครับ และควรจัดเวลาเข้าฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ด้วยใจที่หนักแน่น และมีวุฒิภาวะด้วยครับ ประชาชนจะรอดูว่าผู้นำที่อ้างตัวว่าเป็น คนดี เช่นพวกท่านจะตอบข้อสงสัยได้กระจ่างชัดสักแค่ไหน และต้องหยุดทำตัวเป็นผู้นำที่แตะต้องไม่ได้ มีองครักษ์ทั้งในและนอกสภาที่จะทำลายบรรยากาศของการตรวจสอบเต็มไปหมด
เราทุกคนกำลังจับตาดูท่านอยู่” นายภูมิธรรมระบุ

บทความก่อนหน้านี้‘วราวุธ’ เผย กรมป่าไม้ลงพื้นที่รังวัดที่ดิน พร้อมแจ้งความเอาผิด ‘ปารีณา’ แล้ว
บทความถัดไปปิยบุตร แถลงปิดคดีเงินกู้นอกสภา ลั่น ‘หนังยุบพรรค’ จะไม่เหมือนเดิม ‘ธนาธร-ปิยบุตร’ จะไม่หายไป