ศาลให้ประกันแล้ว’สมเกียรติ-อัญชะลี’-กลุ่มพธม. คดีบุกเอ็นบีที ตีประกัน2-3 แสน

ศาลให้ประกันแล้ว “สมเกียรติ-อัญชะลี”- กลุ่มพธม.รวม 5 คน คดีบุก NBT ตีราคาประกันคนละ 2-3 แสน ส่วนคดีครบอุทธรณ์ 12 มี.ค.นี้

ภายหลังจากศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลได้อ่านคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1033/2562 และอ.2299/2561 ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ เป็นจำเลยที่ 1 กับพวกรวม 5 คน รวม 2 สำนวนซึ่งศาลสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียก นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ จำเลยในสำนวนแรกเป็นจำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยที่ 1-4 ในสำนวนหลัง คือนางสาวอัญชะลี ไพรีรัก นายภูวดล ทรงประเสริฐ นายยุทธิยง ลิ้มเลิศวาที และนายชิติพัทธ์ ลิ้มทองกุล ว่าจำเลยที่ 2-5 ตามลำดับ ในความผิดฐานร่วมกันบุกรุก มั่วสุม สร้างความวุ่นวายในบ้านเมือง อั้งยี่ซ่องโจรฯ กรณีร่วมกันบุกยึดสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (เอ็นบีที) ในช่วงการชุมนุมของ พธม. เพื่อขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช เมื่อปี 2551 โดยจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี จำคุกจำเลยที่ 2-5 คนละ 1 ปี นั้น

ภายหลังฟังคำพิพากษาแล้ว ญาติและทนายความของจำเลยทั้งห้า ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว พร้อมหลักทรัพย์ เพื่อต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์

โดยในส่วนของ นายสมเกียรติ จำเลยที่ 1 อดีตแกนนำ พธม. ซึ่งศาลพิพากษาจำคุก เป็นเวลา 2 ปี ได้ยื่นโฉนดที่ดิน จ.นครราชสีมา เนื้อที่ 4 ไร่ ราคาประเมิน 1.4 ล้านบาทเศษ

ส่วนน.ส.อัญชะลีจำเลยที่ 2 , นายภูวดลจำเลยที่ 3 , นายยุทธิยง จำเลยที่ 4 , นายชิติพัทธ์ จำเลยที่ 5 ที่ศาลพิพากษาจำคุกคนละ 1 ปี ได้ยื่นหลักทรัพย์ เป็นเงินสด คนละ 200,000บาท

โดยเมื่อเวลา 14.45 น. ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยทั้ง 5 ระหว่างอุทธรณ์คดี โดยตีราคาประกันในส่วนของ นายสมเกียรติจำเลยที่ 1 วงเงิน 300,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2-5 ตีราคาประกันคนละ 200,000 บาท ซึ่งคดีจะครบกำหนดการยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 12 มี.ค.นี้

ภายหลังได้รับการปล่อยตัวจากที่ศาลอาญาให้ประกันระหว่างอุทธรณ์แล้ว น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก หรือที่รู้จักในชื่อเล่น “เจ๊ปอง” ซึ่งขณะนี้เป็นหนึ่งในผู้ประกาศรายการข่าว ทางโทรทัศน์ช่อง เนชั่นทีวี 22 ได้ตอบคำถามสื่อเกี่ยวกับการทำหน้าที่สื่อสารมวลชนนั้น จะมีผลในการทำหน้าที่สื่อหรือไม่ หลังจากที่ถูกตัดสินคดีร่วมบุกรุกสถานี NBT ปี 51 ว่า ไม่มีผล โดยตนก็จะยังกลับไปจัดรายการข่าวเหมือนเดิม

เมื่อถามว่า วันนี้ก็มีชาวเน็ตบางราย ก็เปรียบเทียบกรณีนี้ กับการนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ซึ่งเป็นสื่อมวลชนเช่นกันในการยุติการทำหน้าที่สื่อ (ที่ถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุกคดีสนับสนุนเจ้าพนักงาน อสมท.ไม่รายงานโฆษณาส่วนเกิน) น.ส.อัญชะลีกล่าวว่า ในรายละเอียดคงเปรียบเทียบกันไม่ได้ เนื่องจากคดีของตนกล่าวหาเรื่องการทำกิจกรรมการเมืองภาคประชาชนที่บริเวณด้านนอกของสถานีช่อง 11 คนละเรื่องกับของนายสรยุทธ จึงขออนุญาตไม่เปรียบเทียบกัน

เมื่อถามว่าในของการให้ประกันตัว ศาลไม่ได้กำหนดเงื่อนไขใดๆ ไว้ ถือว่ายังปฏิบัติหน้าที่สื่อได้ต่อไปหรือไม่ น.ส.อัญชะลี กล่าวชี้แจงว่า ในการกระทำนั้นเป็นกิจกรรมภาคประชาชนที่อยู่ในสถานราชการ ดังนั้นคนละเรื่องกัน ไม่ได้มีเรื่องใดๆ เข้าไปเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ จึงไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ กับทางเนชั่นเองก็คุยกันแล้วก็บอกว่าคดียังไม่ถึงที่สุดเรายังอยู่ในกระบวนการยุติธรรมที่สามารถยื่นอุทธรณ์

“เราก็ไม่ได้ประโยชน์ใดๆ จากการนั้น ไม่เคยหาประโยชน์ใดๆ เป็นเรื่องการเมืองภาคประชาชน 11 ปีที่ผ่านมาได้ดำเนินการทางกฎหมายตามปกติเลย ไม่เคยบิดเบือน ไม่ตะแบงว่ากันไปตามตัวบทกฎหมายเลย กฎหมายว่าอย่างไรน้อมรับอย่างนั้น ในส่วนการทำงานของพี่ปองก็ยังทำงานต่อไปในฐานะนักสื่อมวลชน เพราะการทำงานการเมืองภาคประชาชนก็ทำในนามของสื่อ ที่บอกเล่าเก้าสิบให้ประชาชนรู้ว่าอะไรถูก อะไรผิด เพียงแต่ ณ วัน-เวลานั้นสถานที่ที่พูดว่าใครคิดร้ายกับประเทศ ใครทุจริตกับประเทศและประชาชนของเรา เราไปยืนอยู่หน้าช่อง 11 จึงเอาไปเปรียบเทียบคดีกันไม่ได้”

ขณะที่นายสมเกียรติ ให้สัมภาษณ์ว่า ความยุติธรรมดำเนินมาถึง 11 ปีวันนี้ เรายอมรับทุกอย่างเสมอ ตนยังยืนยันจะทำงานเพื่อชาติและความถูกต้องของสังคม ที่สำคัญที่สุดตนจะทำงานเพื่อความมั่นคงของรัฐโดยตลอด วันนี้เราได้รับโชคชะตาอย่างไรเราไม่เคยหวั่นไหวที่อะไรจะเกิดขึ้น เราไม่ได้เคลื่อนไหวเพื่อประโยชน์ส่วนตนแม้แต่น้อย แม้รัฐบาลจะมานี่ก็มาจากพวกเรา จนมาถึงรัฐบาลชุดนี้ ถ้าไม่มีเราบ้านเมืองอาจจะเป็นอย่างไรไปก็ได้ เพราะฉะนั้นเรายังยืนหยัดที่จะต่อสู้เพื่อชาติ ความถูกต้องของสังคม และความมั่นคงของรัฐเสมอ น้อมรับคำตัดสินด้วยความสุภาพเรียบร้อย

ด้านนายภูวดล กล่าวว่า ระบบความยุติธรรมของประเทศชาติต้องให้ความกระจ่างกับปัญหานี้ เพื่อจะทำให้สังคมเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น เพราะการกระทำที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำเพื่อส่วนรวม เมื่อสังคมดีขึ้นแล้วส่วนรวมก็จะต้องดีขึ้น

ส่วนนายยุทธิยง กล่าวว่า ศาลได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่ออำนวยความยุติธรรมให้กับสังคม เราก็คงต้องน้อมรับ เป็นสิ่งที่เป็นพัฒนาการ เราเป็นข้อต่อหนึ่งในประวัติศาสตร์ให้สังคมบ้านเมืองดีขึ้น เราไม่ได้ประโยชน์อะไร เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

 

บทความก่อนหน้านี้‘กองทัพอากาศ’ ลงนามคำสั่งซื้อฮ.ฝึกทหารรุ่น เอช 135 จำนวน 6 ลำจากแอร์บัส
บทความถัดไปในหลวง พระราชินี มีพระราชกระแสถึงประชาชนชาวไทย ทรงสะเทือนใจ กรณีเหตุการณ์ที่โคราช