ดีเอสไอ เร่งศึกษา 2 คดีดัง อุดช่องโหว่สำนวน อุ้มฆ่า “บิลลี่” ยันยังไม่ออกหมายเรียก-หมายจับ

วันที่ 23 กันยายน 2562 จากกรณี นายพอละจี หรือ บิลลี่ รักจงเจริญ แกนนำนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนชาวกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย หายตัวไปภายหลังจากที่ถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานจับกุมตัวพร้อมรถจักรยานยนต์ในความผิดเกี่ยวกับการนำน้ำผึ้งป่าออกจากเขตอุทยานแห่งชาติโดยผิดกฎหมาย ต่อมาเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจพบชิ้นส่วนกระดูก 2 ชิ้น ถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร 1 ถัง เหล็กเส้น 2 เส้น ถ่านไม้ 4 ชิ้น และเศษฝาถังน้ำมัน ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด รายงานข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แจ้งว่า พนักงานสอบสวนคดีการเสียชีวิต ของ นายพอละจี หรือ บิลลี่ ในที่มีประชุมเมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้มีการเสนอให้นำคำพิพากษาคดีฆ่าหั่นศพ พญ.ผัสพร บุญเกษมสันติ อดีตสูตินรีแพทย์ โรงพยาบาลบุรฉัตรไชยากร ที่ถูก นพ.วิสุทธิ์ บุญเกษมสันติ อดีตสูตินรีแพทย์ โรงพยาบาลจุฬาฯ สามีฆ่าหั่นศพ ซึ่งศาลฎีกาได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เมื่อ 26 ก.ค.2550  ให้ประหารชีวิตนพ.วิสุทธิ์ แม้คดีไม่มีประจักษ์พยานเห็นในขณะลงมือฆ่า แต่พยานแวดล้อมกรณีรวมทั้งหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ มีความสอดคล้องเชื่อมโยงเป็นขั้นเป็นตอนมีน้ำหนักให้ศาลเชื่อโดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นผู้ฆ่าผู้ตายจริง

อีกทั้ง ยังนำคดีการหายตัวไปของ นายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนที่มีชื่อเสียงถูกบังคับให้สูญหาย โดยคดีดังกล่าวศาลฎีกาได้มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 29 ธ.ค.2558 ให้ยืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ยกฟ้องจำเลย ทั้ง 5 คน โดยคดีดังกล่าวศาลอาญาพิพากษาจำคุกนายตำรวจคนหนึ่ง ในข้อหาข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดหรือไม่กระทำการใดโดยใช้กำลังประทุษร้าย ขณะที่ผู้ต้องหาที่เหลือให้ยกฟ้อง เนื่องจากไม่มีหลักฐานที่เพียงพอ ต่อมาศาลอุทธรณ์พิจารณายกฟ้องนายตำรวจรายนี้ เนื่องจากไม่มีพยานเห็นว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้อง จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้กับจำเลย

รายงานข่าวระบุว่า ทั้งนี้การนำคำพิพากษาทั้ง 2 คดี มาศึกษาโดยละเอียด เนื่องจากลักษณะคดีมีแตกต่างกันในบ้างส่วน เช่น คดีฆ่าหั่นศพพญ.ผัสพร ศาลเชื่อว่าบุคคลดังกล่าวให้เสียชีวิตพบชิ้นส่วนสำคัญของร่างกายที่บ่งชี้ว่าผู้ตายเสียขีวิตและมีหลักฐานภาพถ่ายที่เชื่อได้ว่า นพ.วิสุทธิ์ อยู่กับผู้ตายเป็นคนสุดท้าย แต่ไม่มีประจักษ์พยานยืนยันว่านพ.วิบสุทธิ์ ลงมือฆ่าอย่างไร เป็นการใช้พยานนิติวิทยาศาสตร์ พยานแวดวล้อมต่าง ๆ

แต่อีกคดีคดีทนายสมชาย ไม่พบเศษชิ้นส่วนใด ที่จะบ่งชี้ว่าเหยื่อเสียชีวิต ศาลได้ยกฟ้อง อย่างไรก็ตาม พนักงานสอบสวนดีเอสไอพยามอุดช่องโหว่ทางคดีทำสำนวนให้รัดกุมและต้องการให้พยานหลักฐานต่าง ๆ สอดคล้องกัน ถึงแม้สุดท้ายหากไม่สามารถหาตัวประจักษ์พยานมาให้การ แต่จะใช้หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และพยานแวดล้อม ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มบุคคลก่อเหตุอย่างไร

ด้าน พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยถึงความคืบหน้าคดีดารเสียชีวิตของนายพอละจี ว่า ได้มอบหมายให้พนักงานสอบสวนไปนำคำพิพากษาคดีฆ่าหั่นศพหมอผัสพร และคดีทนายความสมชาย มาศึกษาในรายละเอียด เพื่อนำมาอุดช่องโหว่ในการทำคดี ซึ่งทั้ง 2 คดีมีความแตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม ดีเอสไอจะยังไม่ออกหมายเรียกหมายจับ ต้องรอผลทางนิติวิทยาศาสตร์

บทความก่อนหน้านี้อุตุเตือนดูแลสุขภาพ! อุณหภูมิลดฮวบ เริ่มจากเหนือ ลงมาอีสาน ถึงภาคกลาง
บทความถัดไปสธ.แจกหน้ากาก บรรเทาปัญหาหมอกควันภาคใต้ แนะเปลี่ยนพฤติกรรม ออกกำลังกายในอาคาร