“จาตุรนต์” มอง “ประยุทธ์” ต่อให้นั่งนำ “พปชร.” แต่สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปแล้ว

วันที่ 15 มิถุนายน 2562 นายจาตุรนต์ ฉายแสง อด่ีตประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อกระแสข่าวที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและอดีตผู้นำก่อการรัฐประหารในนามคณะรักษาชาติความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐแทนนายอุตตม สาวนายน ว่า การที่พลเอกประยุทธ์จะเป็นหัวหน้าพรรคพปชร.น่าจะเกิดจากความจำเป็นที่จะต้องมาคุมสถานการณ์ในพรรคไม่ให้แตกแยกในลักษณะไม่มีใครฟังใคร เพราะนักการเมืองประเภทเขี้ยวลากดินทั้งหลายคงไม่ยอมฟังพวกที่มาจากสายธุรกิจแล้วมาโตทางลัดโดยผ่านการเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลคสช. ก็มีแต่พลเอกประยุทธ์ที่จะเอาอยู่ ที่สำคัญก็เพราะมีสว. 250 คนอยู่ในมือ เมื่อรวมกับเสียงพปชร.ที่พลเอกประยุทธ์ก็เป็นหัวหน้าด้วย ใครไม่อยากฟังก็ต้องฟัง

แต่การที่พลเอกประยุทธ์มาเป็นหัวหน้าพรรคเองก็จะมีปัญหาอย่างน้อย 2 อย่างคือหนึ่งนโยบายรัฐบาลคสช.ที่พลเอกประยุทธ์และนายสมคิดประกาศว่าต้องทำอย่างต่อเนื่อง แต่จะไม่ตรงกับนโยบายของพปชร.ที่มีพลเอกประยุทธ์เป็นหัวหน้า ไม่นับว่าพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคก็ยืนยันว่าต้องใช้นโยบายของตนบริหารประเทศ รัฐบาลนี้จะมีนโยบายอย่างไรและจะอธิบายต่อประชาชนอย่างไรว่าเหตุใดจึงไม่มีใครในรัฐบาลที่รักษาคำพูดที่ให้ไว้กับประชาชนเลย

สอง มีความเป็นไปได้มากที่ความสัมพันธ์ระหว่างพลเอกประยุทธ์กับผู้นำกองทัพจะเปลี่ยนไปจากสมัยที่พลเอกประยุทธ์ยังเป็นหัวหน้าคสช.อยู่ เพราะโดยประเพณีและวัฒนธรรมของไทยในหลายสิบปีมานี้ ผู้บังคับบัญชากองทัพจะไม่ยอมรับนับถือหัวหน้าพรรคการเมือง แม้หัวหน้าพรรคการเมืองจะเคยเป็นผู้นำกองทัพมาก่อนก็ตาม สถานะของพลเอกประยุทธ์และรัฐบาลจึงจะไม่มีเสถียรภาพมั่นคงเหมือนรัฐบาลคสช.

ส่วนปัญหาที่จะไม่ได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้นจากการมาเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองของพลเอกประยุทธ์เรื่องหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้เรื่องอื่นๆก็คือการเผชิญหน้ากับฝ่ายค้านและผู้ที่เห็นต่างทั้งในสภาและนอกสภาซึ่งเป็นสถานการณ์ใหม่ที่พลเอกประยุทธ์ไม่เคยเจอมาก่อน ในขณะที่พลเอกประยุทธ์เองไม่อาจใช้บุคลิกแบบเดิมๆได้ แต่จะเปลี่ยนบุคลิกก็เป็นไปไม่ได้

อย่างไรก็ตามการผันตัวเองจากหัวหน้าคสช.ที่มีอำนาจล้นฟ้ามาเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองที่ขาลอยจากกองทัพและต้องอยู่ท่ามกลางเสือสิงห์กระทิงแรดในพรรคการเมืองและยังต้องถูกตรวจสอบจากฝ่ายต่างๆที่มีอิสระและเสรีภาพมากขึ้น ก็จะทำให้การเมืองจากนี้ไปเป็นเรื่องน่าติดตามอย่างมาก

บทความก่อนหน้านี้“มท. จัดงาน OTOP Midyear ชูเอกลักษณ์สินค้าไทย ผสมผสานนวัตกรรม ดันเศรษฐกิจฐานรากสู่มหภาค คาดจัดงาน 9 วัน เงินสะพัดกว่า 900 ล้านบาท”
บทความถัดไปเชิงบันไดทำเนียบ : จะ ‘ลุงตู่’ หรือ ‘ลุงป้อม’ ก็เหมือนกัน ? คุม ‘กลาโหม’ ยุคเปลี่ยนผ่าน