‘ธนาธร’ โชว์โรดแมปนำไทยกลับสู่ปชต.กลางเวทีเวิล์ดอีโคโนมิคฟอรั่ม

ที่มาภาพ : ทวิตเตอร์ Thanathorn Juangroongruangkit ‏

วันที่ 12 กันยายน 2561 เมื่อเวลา 9.00 น. นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ว่าที่หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ได้ขึ้นกล่าวในงานประชุม World Economic Forum ที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นการประชุมนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดของเอเชียประจำปีนี้ และมีผู้นำอาเซียน 9 ประเทศเข้าร่วม ยกเว้นพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไทย โดยนายธนาธรได้รับเชิญให้ขึ้นพูดในหัวข้อ A New Political Generation หรือ “การเมืองของคนรุ่นใหม่” ร่วมกับเกรซ นาตาลี ประธานและผู้ร่วมก่อตั้งพรรค Indonesian Solidarity Party หรือ PSI ซึ่งเป็นพรรคการเมืองใหม่ของอินโดนีเซียที่มีสมาชิกทั่วประเทศหลายแสนคน โดย World Economic Forum ต้องการให้เวทีนี้เป็นพื้นที่สำหรับนักการเมืองรุ่นใหม่มาแสดงวิสัยทัศน์ว่าแตกต่างจากนักการเมืองรุ่นก่อนอย่างไร และจะนำเสนอวาระทางการเมืองใดต่อคนในประเทศของตนเอง

นายธนาธรได้อธิบายถึงผลพวงจากการรัฐประหารซ้ำซากในสังคมไทย ซึ่งทำให้ในรอบ 86 ปีนับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประชาธิปไตย 2475 ไทยต้องเผชิญกับการรัฐประหารเฉลี่ย 6 ปีครั้ง มีรัฐธรรมนูญใหม่ทุกๆ 4 ปี และนายกรัฐมนตรีแต่ละคนอยู่ในตำแหน่งเฉลี่ยเพียงไม่ถึง 3 ปี ภาวะเช่นนี้ฉุดรั้งประเทศจากการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและเศรษฐกิจโดยรวมก็ไม่สามารถเติบโตได้โดยปราศจากความเหลื่อมล้ำ เนื่องจากการผูกขาดอำนาจย่อมทำให้เกิดการผูกขาดทางเศรษฐกิจและทรัพยากรต่างๆด้วย

นายธนาธรย้ำว่า การเกิดขึ้นของพรรคอนาคตใหม่ มีจุดประสงค์เพื่อนำไทยออกจากวังวนแห่งการรัฐประหาร คืนการเมืองให้กลับมาเป็นของประชาชน ไม่ใช่ของชนชั้นนำเพียง 1% ของสังคม อนาคตใหม่ต้องการชี้ให้สังคมเห็นว่าความขัดแย้งทางการเมืองไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างประชาชนต่างสีเสื้อ ต่างอุดมการณ์ทางการเมือง แต่คู่ขัดแย้งที่แท้จริงคือชนชั้นนำที่กุมอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจ ผูกขาดทรัพยากร กับประชาชนทุกกลุ่ม ทุกสีเสื้อ ที่ต่างตกเป็นเหยื่อของความขัดแย้งทางการเมืองอันยาวนาน อนาคตใหม่ต้องการสร้างความสมานฉันท์ระหว่างคนทุกกลุ่ม ทุกอุดมการณ์ เพื่อทวงอำนาจทางการเมืองกลับคืนมาเป็นของประชาชนอีกครั้ง

“ประชาชนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในประเทศไทย หลายคนต้องถูกคุมขัง ลี้ภัยหรือกระทั่งถูกลอบสังหาร” นายธนาธร กล่าว

นอกจากนี้ นายธนาธรยังได้นำเสนอโรดแมปการกลับคืนสู่ประชาธิปไตยอย่างสันติ นำคนไทยทั้งประเทศออกจากวังวนของความขัดแย้งทางการเมือง โดยอันดับแรก พรรคฝ่ายประชาธิปไตยต้องชนะเลือกตั้ง ได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา แล้วเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ จากนั้นให้ประชาชนลงประชามติ เพื่อรับรองการแก้ไชรัฐธรรมนูญ เมื่อเข้าสู่กระบววนการแก้ไขรัฐธรรมนูญและยกร่างใหม่ จำเป็นต้องให้มีการทำประชาพิจารณ์ ใช้กระบวนการที่โปร่งใสและให้ประชาชนมีส่วนร่วม เพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ไม่นำไปสู่ความขัดแย้งแบบเดิมอีก ที่สำคัญต้องมีการประชามติรับรองร่างรัฐธรรมนูญอีกครั้งเพื่อให้มีความชอบธรรมสูงสุด เมื่อได้รัฐธรรมูญใหม่ก็จะนำไปสู่การลบล้างผลพวงรัฐประหารและกฎหมายที่กดขี่ทั้งหมด

เมื่อปลดล็อกทางการเมืองแล้ว ประเทศจะสามารถพัฒนาต่อไปได้ ประชาชนจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นบนเศรษฐกิจที่เท่าเทียม ไม่เหลื่อมล้ำ นำประเทศไทยไปสู่อนาคตที่ไม่ได้กำหนดโดยคนรุ่นเก่า แต่ประชาชนทุกคนจะได้กำหนดร่วมกัน ไปสู่สังคมที่เปิดกว้าง ที่ศักยภาพของมนุษย์จะมีพื้นที่ให้เติบโตได้อย่างไม่จำกัด

“ก่อนหน้านี้ประเทศไทยเคยเป็นประทีปแห่งความหวังของอาเซียน เป็นต้นแบบประชาธิปไตยของเพื่อนบ้าน ผมในฐานะหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จะทุ่มเททั้งชีวิต นำประเทศไทยกลับสู่หนทางประชาธิปไตยอีกครั้งให้ได้” นายธนาธรกล่าว

นอกจากนี้ ในเวทีนี้ นายธนาธรยังถูกถามถึงนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจของอนาคตใหม่ ซึ่งเขายืนยันว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะกล่าวถึงนโยบายในเชิงรายละเอียด แต่ในขณะนี้สามารถยืนยันได้ว่าอนาคตใหม่ต้องการสร้างรัฐสวัสดิการที่ดีกว่าในปัจุบัน เพื่อให้ประชาชนทั้งประเทศมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมฟังในเวทีนี้ยังสอบถามถึงคดีที่คสช.ฟ้องร้องนายธนาธร โดยอ้างความผิดตามพรบ.คอมพิวเตอร์ ฐานนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ สร้างความตื่นตระหนกให้สาธารณชน ซึ่งนายธนาธรยืนยันว่าการพูดความจริงไม่มีทางสร้างความตื่นตระหนกได้ และตนเองมั่นใจว่านี่คือการฟ้องร้องเชิงกลยุทธ เพื่อยายามปิดปากไม่ให้ตนวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทหาร นายธนาธรยังย้ำด้วยว่าเสรีภาพในการพูดควรเป็นของคนไทยทุกคน เพื่อการนำประชาธิปไตยกลับคืนมา จำเป็นต้องสร้างบรรทัดฐาน ขีดเส้นใหม่ในสังคมว่าทุกคนต้องมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

บทความก่อนหน้านี้‘กรณ์’เดินสายยื่นกกพ.สอบปตท.ซื้อโกลว์ ตั้งคำถามขัดรธน. 2560 มาตรา 75 หรือไม่?
บทความถัดไปนายกฯไม่ตอบ ปมตั้งอดีตแกนนำกปปส. เป็นรองเลขาฯ