เสฐียรพงษ์ วรรณปก : บางแง่มุมเกี่ยวกับพระพุทธองค์ (13) ผู้ถูกแผ่นดินสูบเพราะผิดต่อพระพุทธองค์ภาคสุปปพุทธะ

เสฐียรพงษ์ วรรณปก

คราวนี้มาถึงเจ้าศากยะนามว่า สุปปพุทธะ ผู้ผิดต่อพระพุทธเจ้าอย่างใหญ่หลวง จนแผ่นดินไม่สามารถจะทรงไว้ได้ ต้องถูกแผ่นดินสูบไปอีกคน

สุปปพุทธะเป็นพระบิดาของพระนางยโสธรา พิมพา พระชายาของเจ้าชายสิทธัตถะ ในช่วงแรกๆ ก็ทำท่าว่าจะไม่มีอะไรเพราะเป็น ดอง กับพระพุทธองค์ พูดแบบสามัญก็ว่าเป็น พ่อตา เจ้าชายสิทธัตถะ ซึ่งขณะที่เกิดเรื่องนี้ เป็นพระพุทธเจ้า พระศาสดาเอกของโลก น่าภาคภูมิใจน้อยไปหรือ

แต่สุปปพุทธะผิดหวังและเจ็บพระทัยมาตั้งแต่ได้ทราบข่าวเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวชแล้ว อยู่ๆ ก็ทิ้งพระชายา ปล่อยให้เป็นม่าย เท่ากับดูถูก “ลูกสาว” และตนเองซึ่งเป็นพระบิดาด้วย

ความเจ็บแค้นของเจ้าสุปปพุทธะพอเข้าใจได้ เพราะในสังคมอินเดียสมัยก่อนโน้น ภัสดาเป็นสง่าของสตรี สตรีที่แต่งงานแล้วถ้ามีเหตุต้องหย่าร้าง หรือไม่สามารถให้กำเนิดบุตรชายสืบสกุลได้ถือว่าประสบความล้มเหลวในชีวิต เป็นเสนียดจัญไรของตระกูลสามีและตระกูลตัวเอง

พระนางยโสธรายังโชคดีที่สามารถให้กำเนิดพระโอรสน้อยพระนามว่า ราหุล แต่ก็นับว่าโชคร้ายที่ถูกพระสวามีทอดทิ้ง หนีไปบวช

แม้ว่าการเสด็จออกผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ จะทำไปเพื่อประโยชน์สุขแก่ชนหมู่มากก็ตามที แต่สำหรับในเรื่องส่วนตัวแล้วไม่เป็นผลดีต่อพระชายาแน่นอน รู้ไปถึงไหนก็ถูกนินทาไปถึงนั้น

เผลอๆ อาจถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวอัปมงคลอีกด้วย

เจ้าสุปปพุทธะจึงไม่พอใจ แต่มิได้แสดงออกนอกหน้า ความไม่พอใจมีมากขึ้นถึงกับ ระเบิด ออกมา ก็เมื่อเกิดเรื่องราวพระเทวทัต โอรสของตน ที่บวชตามพระพุทธเจ้าแล้ว ประสบชะตากรรมอเนจอนาถ เนื่องเพราะพระพุทธองค์เป็นต้นเหตุ (สุปปพุทธะ คิดอย่างนี้จริงๆ) จึงผูกอาฆาตพระพุทธองค์ รอวันเวลาชำระแค้นด้วยใจระทึก

วันดีคืนดี (เรียกว่า วันร้ายคืนร้ายถึงจะถูก) ก็ได้ทราบว่าพระองค์จะเสด็จไปยังสถานที่นิมนต์ ผ่านเส้นทางที่เจ้าสุปปพุทธะอยู่พอดี ท้าวเธอจึงปิดทาง ไม่ยอมให้เสด็จผ่าน นั่งเสวยน้ำจัณฑ์อยู่ตรงนั้น เมื่อพระพุทธองค์เสด็จมาถึง มีคนไปทูลพระพุทธเจ้าเสด็จมาแล้ว โปรดให้ทางแก่พระองค์เถิด

เจ้าสุปปพุทธะ สิทธัตถะอายุน้อยกว่าเรา เราไม่ลุกขึ้นให้ทางแก่สิทธัตถะ เชิญไปทางอื่น แม้ว่าเขาจะทูลแล้วทูลเล่าพระเจ้าสุปปพุทธะก็ไม่ยอมเปิดทางให้ ยังคงนั่งกั้นอยู่อย่างนั้น เมื่อไม่ได้ทางเสด็จดำเนิน พระพุทธองค์เสด็จกลับ

เจ้าสุปปพุทธะสั่งให้จารบุรุษตามไปสอดแนมดูว่า พระพุทธองค์จะตรัสว่าอย่างไรบ้าง ได้ยินแล้วให้รีบมาบอก เขาไปแอบฟังอยู่ พอดีกับพระพุทธองค์ทรงทำอาการแย้มให้ปรากฏ พระอานนท์กราบทูลถามสาเหตุ พระองค์ตรัสว่า

“อานนท์ เธอเห็นหรือไม่ สุปปพุทธะปิดทางเดินตถาคต”

“เห็นแล้ว พระเจ้าข้า”

อานนท์ ต่อไปนี้อีกเจ็ดวัน สุปปพุทธะจะถูกแผ่นดินสูบที่เชิงบันไดปราสาทเจ็ดชั้น

จารบุรุษได้ยินก็รีบไปกราบทูลเจ้าสุปปพุทธะทรงทราบ สุปปพุทธะทรงดำริว่าถ้าสิทธัตถะพูดว่าเราจะถูกแผ่นดินสูบภายในเจ็ดวัน ไม่กำหนดวันไหนแน่ เหตุการณ์เกิดขึ้นจริงวันไหนคำพูกก็ถูกต้องหมด เพราะมิได้กำหนดวันแน่นอน แต่นี้พูดแน่นอนว่า เราจะถูกแผ่นดินสูบที่เชิงบันไดปราสาทเจ็ดชั้น เราจะจับผิดสิทธัตถะให้ดู ถ้าเราไม่ลงไปเชิงบันไดดังกล่าว มันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร อยากรู้นัก

ว่าแล้วก็ตรัสเรียกข้าราชบริพารให้ตระเตรียมพระกระยาหารพอเสวยไปได้เกินเจ็ดวัน ประทับอยู่ปราสาทชั้นบนสุด รับสั่งให้ปิดประตูทุกชั้น ที่ประตูแต่ละชั้นทรงวางนักกล้ามผู้แข็งแรงไว้แห่งละสองคน รับสั่งว่า ถ้าเห็นพระองค์จะเสด็จลง จงห้ามไว้ อย่าปล่อยให้ลงไปเป็นอันขาด

พระอานนท์ทราบเรื่องราวป้องกันตัวของสุปปพุทธะ จึงนำความกราบทูลพระพุทธองค์ พระพุทธองค์ตรัสคาถา (โศลก) ความว่า

“ไม่ว่าท่ามกลางท้องฟ้า ไม่ว่ากลางมหาสมุทร ไม่ว่าซอกเขา ไม่ว่าที่ไหนในโลกที่คนทำชั่วเข้าไปอาศัยอยู่แล้ว จะพ้นจากความตายไปได้”

พระองค์ตรัสต่อไปว่า “ตถาคตพูดไว้ไม่ผิดดอก เจ้าสุปปพุทธะจะต้องถูกแผ่นดินสูบ ณ เชิงบันไดปราสาทเจ็ดชั้นแน่นอน”

ห้าหกวันแรก เหตุการณ์ก็ดำเนินไปด้วยดี ไม่มีอะไรเกิดขึ้น พอถึงวันที่ 7 ม้ามงคลที่โรงม้าก็ส่งเสียงร้องฮี้ๆ ไม่หยุด แถมยังกระทืบฝาโรงม้าดังสนั่น เจ้าสุปปพุทธะรับสั่งถามว่าเสียงอะไร ก็ได้รับคำตอบว่า ม้ามงคลร้องและกระทืบฝาโรงม้าดังสนั่น ห้ามอย่างไรก็ไม่หยุด พระองค์ทรงเปิดช่องสีหบัญชร ทอดพระเนตรลงมา ม้ามองเห็นเจ้าสุปปพุทธะก็หยุดร้องชั่วขณะ แต่พอลับพระเนตรก็ส่งเสียงอื้ออึงอีก

ทรงรำคาญพระทัย จะเสด็จไปห้ามม้ามงคล ยังไม่ทันรับสั่งให้เปิดประตูเลยประตูก็เปิดออกเอง โดยไม่ทันสังเกต บุรุษนักกล้ามสองคนที่เฝ้าประตูอยู่ แทนที่จะห้ามพระองค์กลับจับที่พระศอ ผลักพระเศียรคะมำลงไป จากชั้นบนสุดลงมาถึงชั้นล่าง

ทันทีที่พระบาทเหยียบพื้นดิน แผ่นดินก็แยกออกเป็นช่องใหญ่ ดูดกลืนพระวรกายเจ้าสุปปพุทธะจมมิดหายไปต่อหน้าต่อตาข้าราชบริพาร เป็นที่ขนพองสยองเกล้า

แน่นอน พระคัมภีร์ท่านกล่าวว่า เจ้าสุปปพุทธะลงไปหมกไหม้อยู้ในอเวจีชั่วกาลนาน ป่านนี้ขึ้นมาหรือยังไม่ทราบ

การถูกแผ่นดินสูบ อาจตีความหมายได้ 3 นัยคือ ถูกแผ่นดินสูบจริงๆ 1 ถูกประชาทัณฑ์ 1 ชื่อเสียงถูกสูบหายไปทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่คือ เสียชื่อเสียงหรือ ตายทั้งเป็น อาจเป็นความหมายใดความหมายหนึ่ง ดั่งได้กล่าวแล้วในตอนต้นๆ

สิ่งที่จะฝากไว้ในที่นี้ก็คือ ไม่เฉพาะการทำร้ายพระพุทธเจ้า ทำร้ายผู้มีคุณหรือคนดีมีศีลธรรม ผู้บริสุทธิ์ที่ไม่คิดประทุษร้ายตอบ ย่อมได้รับผลกรรมทันตาเห็นในชีวิตนี้

พระพุทธองค์ตรัสว่า บุคคลเช่นนี้ย่อมได้รับโทษทันตาเห็น อย่างใดอย่างหนึ่งใน 9 อย่างคือ

1. ได้รับทุกขเวทนาอย่างแรงกล้า

2. ได้รับความเสื่อมเสียชื่อเสียง

3. ถูกทำร้ายร่างกาย

4. เจ็บป่วยอย่างหนัก

5. กลายเป็นคนวิกลจริต

6. ต้องราชภัย ถูกคุมขัง

7. ถูกกล่าวหาอย่างร้ายแรง

8. สูญเสียญาติพี่น้อง

9. ทรัพย์สมบัติพินาศฉิบหาย

บทความก่อนหน้านี้แพทย์ พิจิตร : ประมุขของรัฐกับการยุบสภา? (17)
บทความถัดไปจรัญ มะลูลีม : อาระเบียก่อนการมาถึงของอิสลาม (3)