ทางรอดอยู่ในครัว : ข้าวเย็นกับปลาทู / ครัวอยู่ที่ใจ : อุรุดา โควินท์

อุรุดา โควินท์

ครัวอยู่ที่ใจ

อุรุดา โควินท์

 

ทางรอดอยู่ในครัว

: ข้าวเย็นกับปลาทู

 

ฉันกลับมาฝึกโยคะสม่ำเสมอขึ้น อย่างงูๆ ปลาๆ เน้นเรื่องการยืด ซึ่งฉันได้ตัดสินใจแล้วว่า มันจะอยู่กับฉันตลอดไป

ยังไม่ได้เริ่มเขียนนิยายเรื่องใหม่ มีเรื่องสั้นหนึ่งชุดที่อีกไม่กี่เรื่องก็จะเต็มเล่ม ถ้าเป็นแต่ก่อน ฉันคงใช้เวลาสักเดือน หรืออย่างมากสองเดือน เพื่อกลายเป็นต้นฉบับที่พร้อมส่งให้สำนักพิมพ์

แต่ตอนนี้ฉันกลับรู้สึกว่า ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ทุกเรื่องมีจังหวะเวลาที่เหมาะสม การเร่งรัดให้เกิดอาจหมายถึงความว่างเปล่า

ฉันไม่เคยหวั่นใจเรื่องเขียน เพราะการเขียนคล้ายการขี่จักรยานตรงที่ถ้าคุณเขียนเป็น มีลีลาของตัวเอง ก็ไม่มีอะไรหรือใครเอาการเขียนไปจากคุณได้

สองปีนี้ชีวิตจริงเข้มข้นเสียจนฉันอยากจะใช้มันให้คุ้ม ฉันน่าจะเริ่มกลับมาเขียนเรื่องแต่งอย่างจริงจังในครึ่งปีหลัง ระหว่างนี้ฉันจึงอ่านมากขึ้น

ฉันเรียนรู้ที่จะอ่านแม้มีเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง คล้ายการกินทีละน้อย ค่อยๆ กิน ค่อยๆ เคี้ยว เพราะสำหรับฉัน อ่านคือการอบอุ่นร่างกายก่อนเขียนที่ดีที่สุด

เวลายังคงไหลผ่านใต้ฝ่าเท้า วันต่อวัน ทุกวัน ฉันไม่เคยรู้สึกไร้ความหมาย

 

ทุกเช้า ฉันรู้ว่าต้องทำอะไรให้สำเร็จบ้าง และเพื่ออะไร

ฉันดื่มน้ำทุกเช้าวันละหนึ่งลิตร เริ่มต้นวันด้วยการยืดขา เพราะไม่ว่าจะทำอาหาร หรือกวนสบู่ ฉันยืน

มื้อเช้าของเรามักเรียบง่าย ถ้าฝนตก (ซึ่งตกบ่อยเหลือเกิน) และเราตื่นเช้า ฉันจะทำข้าวต้ม

บางวันเวลาผ่านไปแบบไม่รู้ตัว อย่างกับว่า เช้าและเย็นห่างกันแค่ลัดนิ้วมือ

เช่นวันนี้เป็นต้น

แต่ก็นั่นล่ะ สบู่ 10 แบชในกล่องโฟมคือเครื่องยืนยันเวลาที่ดีที่สุด

ฉันเอนร่างที่เดย์เบดตัวโปรดท้าวฮุ่งก็กระโดดขึ้นมาประกบ มันคงรอให้ฉันทำงานเสร็จนานแล้ว เขาบอกฉันว่า มันมักแอบมองฉัน ผ่านทางประตูกระจกครั้งละนานๆ

ฉันลูบแผงคอหนานุ่มของมัน นี่เป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุด เป็นการเติมพลังงานอย่างรวดเร็วที่สุด

“เย็นนี้ฮุ่งกินปีกเป็ดกับเนื้อแกะนะ” ฉันบอกเขา

ฉันจัดอาหารให้ฮุ่ง ส่วนเขามีหน้าที่บันทึกว่าฮุ่งกินอะไรบ้าง การบันทึกจะช่วยให้รู้ว่า อาหารชนิดใดเหมาะหรือไม่เหมาะกับฮุ่ง

สําหรับมื้อเย็นของมนุษย์ ฉันตั้งใจจะชำระสะสางข้าวเย็นที่เก็บไว้ และปลาทูตัวใหญ่สองตัวที่ซื้อมาก็ควรเอามาทำอะไรสักอย่าง

เอนร่างให้ฮุ่งอ้อนจนหนำใจ แล้วฉันก็ขุดร่างตัวเองเดินเข้าครัว ต้องใช้คำว่าขุด เพราะหลังจากที่เรายืนนานๆ แล้วได้นั่งพัก เรามักไม่อยากยืนทำอะไรอีก

เอาแต่กดสั่งอาหารมากิน เราก็ต้องจ่ายมากขึ้น ฉันคิด-พลังงานแฝงที่มีอยู่น่ะ ถ้าไม่เอาออกมาใช้ยามนี้ จะใช้ตอนไหน

ครั้นเข้าไปในครัว ฉันกลับพบว่าครัวทำให้ผ่อนคลาย ฉันอาจต้องยืนอีกสักครึ่งชั่วโมง หรือสี่สิบนาที แต่ฉันรู้สึกปลอดโปร่งขณะหยิบข้าวและปลาทูออกจากตู้เย็น

จริงๆ แล้ว แค่ปลาทูคลุกข้าวก็อร่อย แต่ถ้าพอมีเวลา ซอยกระเทียมเยอะๆ ใส่ลงในข้าวผัดด้วย มันจะอร่อยขึ้น

ตั้งกระทะทอดปลาทู ใช้ไฟอ่อน เพราะปลาทูตัวใหญ่ ระหว่างนั้นก็ปอกกระเทียมเยอะๆ ส่วนหนึ่งใช้ทำพริกน้ำปลา อีกส่วนสำหรับใส่ในข้าวผัด

ตอนที่หยิบพริกออกจากตู้เย็น ฉันเจอชะอมทอดที่เก็บไว้ เอามายีแล้วผัดไปด้วยกัน ต้องอร่อยแน่ นึกขอบคุณตัวเองที่เก็บชะอมทอดไว้จากมื้อน้ำพริก

น้ำปลาพริกต้องทำให้มาก และบีบมะนาวเยอะเป็นพิเศษ มีน้ำพริกกะปิเหลืออยู่หน่อย ฉันจัดลงถ้วยไว้คู่กับพริกน้ำปลา

ผักมีแตงกวา ต้นหอม และมะเขือเทศ อืม…จะว่าไป มื้อนี้อุดมสมบูรณ์เลยล่ะ ทั้งที่จริงๆ แล้ว อาจถือเป็นการโละตู้เย็น

สารภาพว่า ที่ใช้เวลามากที่สุดคือพริกน้ำปลา แต่ถ้าไม่มีก็ไม่อร่อย

 

ปลาทูสุกแล้ว แกะเอาแต่เนื้อมายี คลุกกับข้าวเย็นอย่างเบามือ ใส่เกลือกับซีอิ๊วขาวลงไปด้วย กับข้าวผัดปลาทู ฉันไม่ใช้น้ำมันหอย หรือน้ำตาล

เมื่อทุกอย่างพร้อม และแน่ใจว่ากระเทียมซอยมากพอ ฉันตั้งกระทะอีกใบ ใส่น้ำมันนิดหน่อย

รอกระทะให้ร้อน เทข้าวที่คลุกลงกระทะพร้อมกับกระเทียม ใช้ไฟแรง ผัดให้ข้าวร้อนทั่วกัน แล้วปิดไฟ

ตักลงจานเปลใบใหญ่ โรยต้นหอมซอย จัดผักไว้ข้างจาน

“ผักน้อยไปหน่อย พรุ่งนี้เราค่อยจ่ายตลาดนะ” ฉันบอกเขา

ตอนที่ตักข้าวใส่จาน ฉันรู้สึกว่ามันเยอะ เราไม่น่าจะกินหมด แต่เราก็ตักจนเกลี้ยงจาน

“นี่เราให้หมากินเนื้อแกะ แต่เรากินปลาทูนะ” เขาพูดแล้วหัวเราะ

“ก็หมาไม่ยอมกินปลาทูน่านี่ ส่วนปลาทูน่ะ เค็ม ตับไตฮุ่งรับไม่ได้หรอก”

เขาหันไปทางฮุ่ง “เลยอดกินของอร่อย ข้าวผัดปลาทูใส่ชะอมคือที่สุดแล้ว”

“ต้องเป็นชะอมเหลือๆ และข้าวเย็นด้วยนะ”

เราต่างก็หัวเราะ ฮุ่งกระดิกหางรัว เดินไปทางนู้นทีทางนี้ที หมาฟังเราไม่รู้ทุกคำ แต่หมารู้ว่าเมื่อใดเราสุข เมื่อใดเราทุกข์ และใช่ มันเป็นอีกชีวิตที่พร้อมจะอยู่ข้างเรา •