อุรุดา โควินท์ / ทางรอดอยู่ในครัว : กินผักเพื่ออนาคต

อุรุดา โควินท์

ตับของแม่ฉันแข็ง มันเริ่มแข็งตั้งแต่เมื่อไร ใครเล่าจะรู้ แม่ตรวจพบเมื่อมีอาการ แม้โรคตับแข็งไม่ได้ทำให้เจ็บปวดในตอนนี้ ไม่ทำให้เสียชีวิตทันที แต่คุณภาพชีวิตของแม่แย่ลงมากในช่วงสามสี่ปีหลัง

เข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลเป็นว่าเล่น เพราะเมื่อตับไม่ทำงาน ทั้งระบบก็พร้อมที่จะประท้วง

สาเหตุไม่ใช่เหล้า แม่แทบไม่ดื่มเลย มันเกิดจากไขมันพอกตับ ซึ่งหมอบอกว่ามีผู้ป่วยในกรณีนี้เยอะมาก

เมื่อพิจารณาจากการใช้ชีวิตของแม่ ฉันสรุปเอาเองว่าไขมันเหล่านั้นล้วนมาจากการกินเบเกอรี่แทบทุกวัน ขนมปังที่ต้องหวาน และมีเนยเยอะๆ ขนมเค้ก เป็นต้น

แม่ชอบของหวานและเบเกอรี่มาก อาหารของแม่ก็ติดหวาน อย่างที่เรารู้กัน รสหวานเป็นสิ่งเสพติด ยิ่งกินยิ่งต้องการ และความหวานมักมาพร้อมความมัน สองเกลอคู่หูที่ทำให้แม่มีไขมันในเลือดสูงตั้งแต่อายุสี่สิบกว่า

ถึงอย่างนั้น แม่ยังเลือกที่จะกิน

ฉันคิดว่าแม่เลือกที่จะมีความสุข เลือกตามใจลิ้น และไม่เคยออกกำลังกาย แม่มักบอกว่า หมอมียา หมอมีวิธีรักษา หมอต้องรักษาได้ แม่กินทุกอย่างที่อยากกิน โดยกินยาลดไขมันที่หมอให้ด้วย และแม่คิดว่านั่นโอเค

อย่างผิวเผิน มันดูโอเคตลอดมา กระทั่งโรคตับแข็งปรากฏอาการตอนแม่อายุเจ็ดสิบกว่า จึงเป็นเรื่องยากที่แม่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดี

 

ต่างจากพ่อ พ่อของฉันใช้ชีวิตในขั้วตรงข้ามกับแม่ หลังจากที่พ่อกับแม่เลิกกัน พ่อลาออกจากราชการ โดยยังไม่ได้รับบำนาญ พ่อเลื่อนเอางานอดิเรกมาเป็นอาชีพ นั่นคือการปลูกต้นไม้ พ่อเพาะต้นไม้ขาย รับจัดสวน ซึ่งเป็นงานที่หนักมาก

ทุกวันนี้พ่อยังแข็งแรง พ่ออายุมากกว่าแม่ มีเงินน้อยกว่าแม่ แต่พ่อเลือกกิน และพ่อกินน้อย พ่อผอมมาก เวลาใครติงว่าฉันผอม ฉันมักอ้างว่าผอมเหมือนพ่อ

ในบั้นปลายชีวิต พ่อเป็นคนสูงวัยที่มีคุณภาพชีวิตดีกว่าแม่ ทั้งที่พ่อต้นทุนน้อยกว่า ไม่มีลูกคอยดูแล และยังต้องทำงานหาเงิน

ฉันคิดถึงเรื่องนี้บ่อยครั้ง และฉันรู้สึกว่า พ่อก็เลือกวิถีชีวิตของพ่อเช่นกัน และการเลือกก็ส่งผลต่อร่างกายของพ่อเอง

ทุกครั้งที่ฉันเตือนแม่เกี่ยวกับสุขภาพ แม่พูดทำนองว่า ฉันไม่แก่บ้างก็ให้รู้ไป ใช่ ฉันต้องแก่ ปัญหาก็คือ ฉันควรแก่อย่างไร

ฉันไม่ได้เป็นข้าราชการอย่างแม่ ฉันคงต้องทำงานอีกนานเท่านานเหมือนพ่อ แน่นอนว่าฉันไม่มี

ดังนั้น อย่างน้อยที่สุด ฉันต้องไม่เป็นโรคตับแข็ง

 

จากที่เคยคิดอยากเพิ่มน้ำหนัก เพราะมีคนทักว่าผอม ฉันเปลี่ยนใจ ผอมอย่างนี้ดีอยู่แล้ว คล่องแคล่ว ไม่เหนื่อยง่าย ไม่เห็นต้องมีเนื้อมีหนังเลย

ฉันกินไม่มาก แต่ชอบกินแป้ง กินข้าวเยอะในมื้อเย็น ซึ่งไม่จำเป็น หากเราใช้แป้งที่กินไม่หมด มันจะสะสมเป็นพลังงานสำรองโดยตับในรูปแบบไขมัน

แป้งเป็นแหล่งพลังงานก็จริง แต่เราควรกินอย่างพอดี ฉันจึงตกลงกับเขา-มื้อเย็นเราจะงดแป้ง

ในมื้ออื่น เราจะลดแป้งลงด้วย

เราไม่รู้หรอก อนาคตจะเป็นเช่นไร แต่เมื่อพิจารณาชีวิตของพ่อแม่ ฉันคิดว่า เราสามารถเลือกสุขภาพของเราได้โดยสังเขป จากการกินและการใช้ชีวิต

กินดีๆ อย่างพอดี ใช้แรงด้วย และพักผ่อนให้พอ น่าจะเป็นวิธีที่เราทำได้ โดยไม่เคร่งเครียดนัก

มื้อเย็น เรากินสลัดกับหมูย่าง หรือไก่ย่าง โดยเปลี่ยนน้ำสลัด กินส้มตำแบบเผ็ดน้อยก็มี

อะไรอีกล่ะ ยำวุ้นเส้น-กินแล้ว ผัดวุ้นเส้นก็กินแล้ว ต้มวุ้นเส้นก็ด้วย

กับอาหารเย็น ฉันไม่ต้องการแป้ง แต่ลิ้นต้องการรสชาติที่แตกต่าง อยากได้ความเปรี้ยว ความเผ็ดบ้าง

ทำน้ำพริกแบบเผ็ดน้อย แล้วกินน้ำพริกกับผัก และปลาย่าง หรือปลาทอดได้ ก็คล้ายกินหมูย่างกับสลัดนั่นล่ะ แต่นั่นเอาไว้ก่อน เราตุนผักใบเขียวไว้เยอะ ควรกินเสียก่อน

 

“กินเมี่ยงปลาทูนะ” ฉันบอกเขา “แบบไม่ใส่ขนมจีน โอเคมั้ย”

เขาทำท่าคิด “มันจะเผ็ดไปมั้ย”

“ทำน้ำจิ้มแบบไม่เผ็ดสิ มีถั่วคั่วด้วย ช่วยลดความเผ็ดได้”

ทำเมี่ยงปลาทู งานหลักก็คือเตรียมผัก ล้างผัก จัดผัก ผักใบเขียวที่เราชอบกิน ใช้ได้หมด เบบี้คอส คอส ผักกาดหอม เคล ได้กระทั่งใบชะพลู

นอกจากผักใบเขียว ฉันชอบให้มีผักกลิ่นแรงด้วย ผักชีใบเลื่อย ผักชี โหระพา ขาดไม่ได้

ความเด็ดขาดในเมี่ยงของฉันคือถั่วคั่ว ที่ต้องคั่วเอง และคั่วใหม่ๆ คั่วไฟอ่อนจนสุก เอาเปลือกออก แบ่งส่วนหนึ่งมาตำใส่น้ำจิ้ม อีกส่วนใช้เป็นส่วนประกอบเมี่ยง

กุ้งแห้งทอดกรอบก็เป็นเสน่ห์ และขิงอ่อนหั่นชิ้นเล็กๆ ห่อผักกินด้วยกัน ช่วยให้สดชื่นทันทีที่กิน

ปลาทู ต้องเลือกที่เค็มน้อยกว่าน้อย ทอดไฟอ่อนให้สีสวย ใส่จานรอไว้

 

แล้วก็ถึงคิวของน้ำจิ้ม เราจะทำให้รสอ่อนโยน ไม่เผ็ดมาก และต้องไม่เค็มด้วย เพราะเรามีทั้งกุ้งแห้ง และปลาทู

ตำพริกขี้หนูกับกระเทียมให้ละเอียด ตวงน้ำปลาหนึ่งส่วน ต่อน้ำมะนาวหนึ่งส่วนเกินๆ และน้ำตาลหนึ่งส่วนหย่อนๆ คนให้น้ำตาลละลาย ตักใส่ถ้วย โรยหน้าด้วยถั่วลิสงคั่ว

เมี่ยงแต่ละคำรสชาติต่างกัน ถ้าเราเลือกที่จะไม่ใส่บางสิ่งลงไปบ้าง หรือเปลี่ยนผัก สำหรับฉัน เมี่ยงเป็นอาหารที่ทำให้กินผักอย่างหลากหลายและสนุก

ส่งเคลห่อเครื่องเคราราดน้ำจิ้มเข้าปาก ตามด้วยโหระพากับผักชี อร่อย…อย่างกับว่า ฉันสามารถกินอย่างนี้ทุกวัน

“เราจะกินเมี่ยงได้บ่อย ถ้าเปลี่ยนเป็นปลาย่างเกลือ หมูย่าง เนื้อย่าง” ฉันบอกเขา

“หรือไม่ก็เปลี่ยนน้ำจิ้ม” เขาว่า

อืม น่าคิด แต่จะเปลี่ยนเป็นแบบไหนล่ะ น้ำจิ้มข้าวมันไก่คงไม่โอเค น้ำจิ้มแจ่ว รสใกล้เคียงน้ำจิ้มสามรสมาก

ฉันนึกออกแล้ว “น้ำจิ้มสุกี้ ทำให้รสจัดหน่อย เพิ่มกระเทียมสับมากๆ กินกับเมี่ยงหมูโนะ”

เขาพยักหน้าหนักแน่น

โอเค ฉันจะกาดอกจันตัวโตไว้ในใจ เมี่ยงหมูกับน้ำจิ้มสุกี้

บทความก่อนหน้านี้จรัญ พงษ์จีน : มอง “ประวิตร วงษ์สุวรรณ” บนหลักอนิจจังในวัย 75
บทความถัดไปกดปราบชาวอุยกูร์ ไปไกลถึงนอกพรมแดนตัวเอง