ฟ้า พูลวรลักษณ์ | ปกติใหม่ก็ไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงภาพหลอน ?

ฟ้า พูลวรลักษณ์

หนังสือเรียนสำหรับเด็ก เล่มใหม่ (๖๔.๒๑)

ความน่าประหลาดของโควิดคือ มันเป็นทั้งความจริงและจินตนาการในเวลาเดียวกัน วิธีการมองง่ายๆ คือ การมองผลของโควิดที่มีต่อโลก เรียงลำดับประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุดไปจนถึงประเทศที่มีผู้ติดเชื้อน้อยที่สุด รวมหมดสองร้อยกว่าประเทศ

ผลที่ออกมาคือ

๑ ยี่สิบประเทศแรก มันคือความจริงที่น่าสะพรึงกลัว

๒ ยี่สิบประเทศต่อมา มันคือความจริงเอาการ

๓ สี่สิบประเทศต่อมา มันเริ่มจะมีส่วนที่เป็นจินตนาการ ค่อยๆ เพิ่มขึ้นตามลำดับ

๔ ประเทศอันดับที่แปดสิบเอ็ดขึ้นไป เหมือนอยู่ในจินตนาการ ยิ่งตัวเลขขึ้นสูง ยิ่งเป็นจินตนาการสูง

ประเทศไทย วันนี้อยู่ในอันดับที่ ๙๑ เราจึงอยู่ในโลกของโควิดที่เป็นจินตนาการ

ฉันมิได้หมายความว่ามันไม่จริง มันก็เป็นเรื่องจริง และไม่มีกฎข้อใดมากำหนดว่าประเทศไทยต้องอยู่อันดับไหน มันเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้น ขึ้นกับความประพฤติของเราเอง

แต่ทุกวันนี้ ฉันพบว่าคนไทยตื่นกลัวมากเกินไป กลัวไวรัสในจินตนาการ

ฉันยังไม่เคยเจอใครแม้แต่คนเดียวที่ติดโควิด

มันเป็นเพียงจินตนาการล้อมรอบตัวฉัน ในขณะที่ฉันมีญาติสนิท และเพื่อนสนิทหลายคนที่เสียชีวิตเพราะโรคมะเร็ง หรือแม้แต่โรคเอดส์

ฉันก็รู้จักคนหลายคนที่เสียชีวิตเพราะโรคเอดส์ แต่โควิด ฉันไม่เคยเจอใครเลยแม้สักคนที่ติดโควิด

แต่ความหวาดกลัวของพวกเขา มีอยู่ท่วมท้นล้อมรอบตัวฉัน

ประเทศไทยกลัวไวรัสตัวนี้มากกว่าหลายประเทศที่อยู่ในสี่สิบอันดับแรก

แต่ก็เพราะเหตุนี้ เราจึงเกิดกำแพงทองแดง ป้องกันไวรัส ไม่ต้องสงสัยเลยว่า หากไวรัสนี้ระบาดนานเท่าใด ตำแหน่งของไทยเราจะดีขึ้นเรื่อยๆ

วันหนึ่งก็จะเลยหลักร้อย เราจะเป็นประเทศหนึ่งในสิบของโลกที่รับมือกับไวรัสได้ดีที่สุด

ในตำแหน่งที่ ๙๑ เรามีคนตายเพียงแค่ ๕๘ คน และมี active cases เพียงแค่ ๘๑ คน

ประเทศไทยกว้างใหญ่ มีพื้นที่ห้าแสนกว่าตารางกิโลเมตร มีประชากร ๖๙ ล้านคน คนตาย ๕๘ คนนี้ มันเล็กน้อย จนมองไม่เห็น นี่เหมือนงมเข็มในมหาสมุทร

แต่ความกลัวของมันนั้น หากฉันเดินเข้าห้าง ต้องลงทะเบียนตอนเดินเข้าประตูห้าง และหากเดินเข้าร้านใด ก็ยังต้องลงทะเบียนซ้ำอีก

สมมุติฉันเดินเข้าหลายร้าน ฉันต้องลงทะเบียนเจ็ดแปดครั้ง และต้องใส่หน้ากากมิดชิด ล้างมือด้วยเจลซ้ำแล้วซ้ำเล่า

พวกเขาบังคับฉันอย่างเข้มงวด เรียกว่าใส่กุญแจซ้ำซ้อนหลายสิบชั้น จนคนไทยกลายเป็นฮูดีนี ยอดนักมายากล มันน่าตลก

คนไทยสร้างกำแพงทองแดงกันไวรัสตัวนี้อยู่จริงๆ แต่ก็กลายเป็นฮูดีนี ที่ถูกใส่กุญแจหลายชั้น รายล้อมรอบตัว

ฉันพิศวงในสภาวะนี้เป็นอันมาก การที่ฉันอยู่ท่ามกลางความจริงและจินตนาการ เพราะหากว่าฉันคิดว่ามันไม่จริง ฉันเพียงมองไปที่ยี่สิบอันดับข้างต้น มันจริงอย่างยิ่ง โรงพยาบาลไม่มีเตียงเพียงพอ แม้แต่คนตาย ก็ล้นป่าช้า ความแตกต่างมันเป็นตรงกันข้าม ทั้งที่มันเป็นโควิดเหมือนกัน

ที่จริงโควิดเป็นสิ่งมีชีวิต เหมือนต้นไม้ มันอาจเจริญเติบโต แพร่พันธุ์มากมายในบางดินแดน แต่ก็อาจจะมีเพียงนิดหน่อยหรือไม่มีเลย ในบางดินแดน ชีวิตละเอียดอ่อนและเร้นลับ

เช่นเดียวกับจินตนาการ มันก็เร้นลับไม่แพ้ชีวิตเช่นกัน ด้วยเพราะมันเกิดจากชีวิต

ไวรัสที่น่ากลัวที่สุด คือไวรัสซอมบี้ที่เราเห็นในหนัง มันร้ายแรงกว่าไวรัสที่เราเคยเห็น เคยรู้จักร้อยเท่าหรือพันเท่า

แน่ละส่วนนี้ เราเรียกว่าจินตนาการ แต่ทว่า จินตนาการนี้ก็คาบเกี่ยวกับความจริง เหมือนกิ้งก่าตัวหนึ่ง เราขยายใหญ่ขึ้น มันก็กลายเป็นไดโนเสาร์ มันไม่จริง แต่มันก็จริง ขึ้นกับบริบท ขึ้นกับว่า เราจะมองในส่วนไหน

ในหนัง ไวรัสแพร่ระบาดในสิบวินาที ไวรัสจริงๆ จะไม่เติบโตเร็วอย่างนั้น หรือแพร่ระบาดได้เร็วระดับนั้น มันต้องการเวลาในการฟักตัว

ช่วงเวลาที่แตกต่าง ทำให้เชื้อไวรัสตัวนั้นมีความร้ายกาจที่แตกต่างกันเป็นพันเท่า

แต่ในจินตนาการนี้ ก็มีความจริงอยู่ดี เพียงแต่รอเงื่อนไขบางอย่างมากระทบ

ใครคือหมอดูที่เก่งที่สุดในการทำนายวันโลกาวินาศ ไม่ใช่นอสตราดามุส หรือหมอดูผู้มีชื่อเสียงชาวอินเดีย หรือชาวบังกลาเทศ หรือหมอดูจากชาติไหนๆ หากแต่คือหนัง

ด้วยเพราะหนังไม่ได้ตั้งใจเป็นหมอดู พวกเขาเพียงสร้างขึ้นมา ตอบสนองสัญชาตญาณ ความกลัว ความตื่นเต้น ประสาทสัมผัสบางอย่างของมนุษย์ หนังถูกสร้างขึ้นมา ไม่ใช่ต้องการทำนาย แสดงความรอบรู้ หรืออื่นใด มันถูกสร้างขึ้นมา ด้วยความต้องการเงิน ตอบสนองตัณหาของคน แต่น่าพิศวง มันกลับเป็นหมอดูที่แม่นยำที่สุด

หากอยากรู้อนาคตของโลก ก็เฝ้าสังเกตหนัง คอยตรวจสอบ เราจะเห็นร่องรอยของอนาคตบางอย่าง เราจะเห็นรอยมือรอยตีน

คําถามที่ฉันสนใจมาก คือหลังโควิด

๑ มนุษย์จะเปลี่ยน

๒ มนุษย์จะคงเดิม

ฉันเป็นหนึ่งในกลุ่มแรก คือกลุ่มที่เปลี่ยน แต่คำถามคือ ในโลกนี้จะมีคนเปลี่ยนกี่คน สมมุติว่ามีคนเปลี่ยน ๕% ก็น่าพอใจไม่น้อย ด้วยชาวโลกที่เปลี่ยนแปลงมากถึงขนาดนี้ น่าจะมีผลพอควรในการเปลี่ยนแปลงโลก หากยังไม่พอ ก็รอวิกฤตครั้งใหม่ ที่จะมาถึงแน่นอน เพียงแต่เราไม่รู้ว่าช้าหรือเร็ว

แต่ฉันอาจมองโลกในแง่ดีเกินไป ที่จริงแล้ว ชาวโลกจะเปลี่ยนจริงๆ แค่ ๐.๐๕% หรือน้อยยิ่งกว่า ถ้าเช่นนั้น โลกก็จะเปลี่ยนแปลงอย่างเชื่องช้า ช้าเกินไปที่โลกนี้จะปรับตัวได้กับวิกฤตครั้งต่อไป และต่อๆ ไป

ฉันมีประสบการณ์จำกัด รับรู้ได้จำกัด ยกตัวอย่างเช่น สังเกตว่าคนรอบตัวของฉัน เพื่อนของฉันทุกคน ยังไม่มีใครเปลี่ยนเลย นอกจากการเปลี่ยนแปลงที่ผิวเผิน ซึ่งย่อมเกิดขึ้นในช่วงโควิด

ฉันหมายถึงการเปลี่ยนภายใน การเปลี่ยนคอนเซ็ปต์ การเปลี่ยนพื้นฐานความคิด ฉันมองไม่เห็นเลย มันตอกย้ำว่ามนุษย์เปลี่ยนแปลงช้ามาก ช้าเกินไป

หรือนี่คือชะตากรรมของมนุษย์

พริบตาเดียว คนไทยก็ไปเที่ยวทั่วหาดบางแสน แต่ทว่าหาดบางแสนมีอะไรน่าเที่ยวหรือ ในยุคก่อนโควิด มันก็ไม่ได้มีคนเที่ยวมากมายอะไรนี่ แต่ทำไมหลังโควิด ผู้คนจึงแห่แหนกันไป

มันแสดงถึงความอัดอั้น ความอยากท่องเที่ยวของมนุษย์ ซึ่งนี่คือความปกติเก่า ซึ่งลึกซึ้งยิ่งกว่าความปกติใหม่

ถ้าเช่นนั้น ปกติใหม่ก็ไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงภาพหลอน

บทความก่อนหน้านี้3 นางงาม สู่ถนนการเมือง เอ๋ ปารีณา-ส้ม พัชรินทร์-หมอบุ๋ม บนเส้นทาง ก้อนหิน-ดอกไม้
บทความถัดไปคณิต ณ นคร | เมื่อประธานชมรมข้าราชการอัยการบำนาญ ส่งสารถึงอัยการสูงสุด (5)