แบงก์ชาติเผยแพร่รายงาน กนง. นัดพิเศษ แจงเหตุผลลดดอกเบี้ยฉุกเฉิน 0.25%

แบงก์ชาติเผยแพร่รายงาน กนง. นัดพิเศษ แจงเหตุผลลดดอกเบี้ยฉุกเฉิน 0.25% หนุนตั้งกองทุนเสริมสภาพคล่องตลาดตราสารหนี้เอกชน สกัดความเสี่ยงไม่ให้ลุกลาม หวั่นกระทบ “ผู้ถือหุ้นกู้-สหกรณ์ออมทรัพย์”

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยแพร่รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (ฉบับย่อ) นัดพิเศษ เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2563 โดยการประชุมนัดดังกล่าวมีกรรมการที่เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย นายวิรไท สันติประภพ (ประธาน) นายเมธี สุภาพงษ์ (รองประธาน) นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ นายคณิศ แสงสุพรรณ นายสุภัค ศิวะรักษ์ และ นายสมชัย จิตสุชน

โดยมีการระบุถึงเหตุผลการประชุมนัดพิเศษว่า นับจากการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 สถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรน่า (COVID-19) ทวีความรุนแรงขึ้น และขยายวงกว้างอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง และสร้างความกังวลให้กับตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลก รวมถึงส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของตลาดการเงินไทย ในช่วงหนึ่งสัปดาห์ก่อนการประชุมที่ได้กำหนดไว้ในปลายเดือนมีนาคม คณะกรรมการฯ จึงประชุมนัดพิเศษในวันที่ 20 มีนาคม 2563 เพื่อประเมินสถานการณ์ของ COVID-19 ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว รวมถึงผลกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและกลไกการทำงานของตลาดการเงินไทย โดยเฉพาะในช่วงสัปดาห์ก่อนการประชุมนัดพิเศษ เพื่อพิจารณาดำเนินมาตรการที่จำเป็นได้อย่างทันการณ์

โดยการดำเนินนโยบายการเงินนั้น คณะกรรมการฯ ประเมินว่าการระบาดของ COVID-19 ในระยะข้างหน้ารุนแรงกว่าที่คาดไว้เดิมและจะใช้เวลาอีกระยะหนึ่งกว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในปี 2563 มีแนวโน้มหดตัวแรง อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มติดลบในปี 2563 และต่ำกว่าขอบล่างของกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อตลอดช่วงประมาณการเสถียรภาพระบบการเงินเปราะบางเพิ่มขึ้นจากแนวโน้มการหดตัวของเศรษฐกิจในระยะสั้น นอกจากนี้ การระบาดที่เกิดขึ้นได้สร้างความกังวลให้กับตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลก รวมถึงส่งผลกระทบต่อสภาพคล่อง และกลไกการทำงานของตลาดการเงินไทย แม้ระบบการเงินไทยโดยรวมยังมีเสถียรภาพ

“กนง.เห็นว่าภายใต้สถานการณ์การระบาดที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การดำเนินนโยบายอย่างทันท่วงที ก่อนการประชุมที่ได้กำหนดไว้จะช่วยบรรเทาผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินไทยได้ทันการณ์ จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.00% เป็น 0.75% ต่อปี โดยให้มีผลในวันที่ 23 มีนาคม 2563เพื่อลดภาระดอกเบี้ยของลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ บรรเทาปัญหา สภาพคล่องในตลาดการเงิน และลดผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งจะช่วยสนับสนุนมาตรการการคลังของรัฐบาลที่ได้ดำเนินการแล้วและที่จะดำเนินการเพิ่มเติม”

กนง.ยังเห็นว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งที่ผ่านมาและในครั้งนี้จะเกิดผลต่อระบบเศรษฐกิจ ก็ต่อเมื่อสถาบันการเงินจะต้องมีบทบาทเชิงรุกในการช่วยแก้ปัญหาสภาพคล่องของลูกหนี้ โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs และประชาชน รวมทั้งการเร่งปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้เกิดผลอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม จึงขอให้ ธปท. ติดตามการช่วยเหลือลูกหนี้ของสถาบันการเงินแต่ละแห่งอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ เห็นถึงความจำเป็นของมาตรการดูแลสภาพคล่องในตลาดการเงินที่มีแนวโน้มตึงตัวมากขึ้น จึงสนับสนุนให้ ธปท. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินมาตรการเพิ่มเติม นอกเหนือจากการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลเพื่อดูแลสภาพคล่องในระบบการเงิน และขอให้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มั่นใจว่าตลาดการเงินมีเสถียรภาพและทำงานได้เป็นปกติ

แม้ว่าระบบการเงินโดยรวมมีเสถียรภาพ แต่ในบางจุดเปราะบางมากขึ้นจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่หดตัวแรง ซึ่งอาจส่งผลกระทบผ่านรายได้ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจที่ลดลง (income shock) ตลอดจนราคาสินทรัพย์ที่อาจลดลงและภาวะการเงินที่ตึงตัวขึ้น ทำให้ความสามารถในการชำระหนี้มีแนวโน้มด้อยลง รวมทั้งอาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากตราสารหนี้ภาคเอกชนที่จะครบกำหนด (rollover risk) อย่างไรก็ดี ระบบธนาคารพาณิชย์ของไทยยังมีฐานะมั่นคง สะท้อนจากสัดส่วนเงินกองทุนและเงินกันสำรองที่สูงเพียงพอ รองรับคุณภาพสินเชื่อที่ด้อยลงได้

ส่วนเสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยยังอยู่ในเกณฑ์เข้มแข็ง สะท้อนจากเงินสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง คณะกรรมการฯ อภิปรายถึงความเชื่อมโยงในระบบการเงินที่ซับซ้อนขึ้นในปัจจุบันและแนวทางป้องกันความเสี่ยงในจุดต่าง ๆ เพื่อเตรียมการมิให้ปัญหาลุกลาม

“กนง.เห็นว่าความเสี่ยงจากตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน อาจส่งผ่านไปยังผู้ถือหุ้นกู้ รวมถึงสหกรณ์ออมทรัพย์บางแห่งที่ลงทุนในหุ้นกู้ที่มีความเปราะบางในสัดส่วนที่สูง จึงสนับสนุนแนวทางการจัดตั้งกองทุนเสริมสภาพคล่องเพื่อลดความเสี่ยงของการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน และเห็นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องเตรียมมาตรการอื่น ๆ ให้พร้อม เพื่อดูแลไม่ให้ปัญหาสภาพคล่องในตลาดการเงินขยายวงกว้างขึ้นจนกระทบต่อเสถียรภาพระบบการเงินโดยรวม”

นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ เห็นว่ามาตรการดูแลผู้ได้รับผลกระทบของรัฐบาลที่ได้ประกาศไป และมาตรการช่วยเหลือด้านสินเชื่อสำหรับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 เป็นมาตรการที่แก้ไขปัญหาได้ตรงจุดมากกว่า “กนง. จึงมีมติ 4 ต่อ 2 เสียงให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.75% ต่อปี ขณะที่กรรมการ 2 ท่านเห็นควรให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 0.75% เป็น 0.50% ต่อปี เนื่องจากเห็นว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากเป็นพิเศษมีความเหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่หดตัวแรง”

ทั้งนี้ สำหรับภาวะเศรษฐกิจในประเทศและเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นว่าแนวโน้มเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อยังสอดคล้องกับภาพที่ได้ประเมินไปในการประชุมนัดพิเศษ โดยเห็นว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2563 มีแนวโน้มหดตัวแรงจากการระบาดของ COVID-19 เป็นสำคัญ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจและการจ้างงานที่เกี่ยวเนื่องจำนวนมาก จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มลดลงจากที่ประมาณการไว้เดิมมาก การส่งออกสินค้ามีแนวโน้มหดตัวตามเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่ชะลอลงมาก และผลกระทบจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่การผลิตส่งผลให้อุปสงค์ในประเทศมีแนวโน้มหดตัวในทุกองค์ประกอบ ยกเว้นการใช้จ่ายภาครัฐซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวแต่ต่ำกว่าที่คาดไว้จากการประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ล่าช้า

“กนง. จึงคาดว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มหดตัว 5.3% ในปี 2563 และคาดว่าเศรษฐกิจจะกลับมาขยายตัวได้ 3.0% ในปี 2564 หากการระบาดในไทยควบคุมได้ตามที่กระทรวงสาธารณสุขคาดและจำนวนนักท่องเที่ยวทยอยกลับมาฟื้นตัว และประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี 2563 มีแนวโน้มติดลบ โดยคาดว่าเฉลี่ยอยู่ที่ – 1.0% และปี 2564 มีแนวโน้มต่ำกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ โดยคาดว่าเฉลี่ยอยู่ที่ 0.3% ตามราคาน้ำมันดิบ”

ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ประเมินว่าประมาณการเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อมีความไม่แน่นอนสูงมาก โครงสร้างเศรษฐกิจการค้าของโลกและไทยจะเปลี่ยนแปลงไปหลังสถานการณ์ COVID-19 คลี่คลาย โดยเศรษฐกิจ
ไทยเผชิญความไม่แน่นอนจากทั้งต่างประเทศและในประเทศ ได้แก่

(1) การระบาดของ COVID-19 ที่อาจรุนแรงและยืดเยื้อมากกว่าที่คาด หรืออาจมีการคิดค้นวัคซีนและยารักษาได้เร็วกว่าที่คาด

(2) ความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินโลกที่อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในระยะปานกลาง

(3) ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจทวีความรุนแรงขึ้น และการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ ตลอดจนการเจรจาการค้าระหว่างสหราชอาณาจักรและยุโรปซึ่งยังมีความไม่แน่นอน (4) ความไม่แน่นอนของการใช้จ่ายภาครัฐ

ซึ่งอาจออกมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม หรือมาตรการต่าง ๆ อาจมีผลน้อยกว่าที่คาด รวมถึง (5) ความเสี่ยงของภัยแล้งที่อาจรุนแรงกว่าคาดส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตและรายได้ภาคเกษตร และไม่สามารถรองรับแรงงานที่ย้ายมาจากภาคอื่น ๆ ได้

คณะกรรมการฯ เห็นว่าความเสี่ยงในระบบการเงินโดยรวมมีความเปราะบางมากขึ้นจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่หดตัวแรง ซึ่งส่งผลต่อรายได้ภาคครัวเรือนและธุรกิจ ทำให้ความสามารถในการชำระหนี้และคุณภาพสินเชื่อด้อยลง นอกจากนี้ สภาพคล่องในระบบการเงินตึงตัวมากขึ้นโดยเฉพาะในตลาดตราสารหนี้ จึงเห็นควรให้ติดตามความเสี่ยงและจุดเปราะบางต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด และให้ ธปท. เตรียมเครื่องมือเชิงนโยบายให้พร้อมใช้เพื่อดูแลระบบการเงินให้มีเสถียรภาพและมีความมั่นคงในสถานการณ์ต่าง ๆ รวมทั้งประสานกับหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดเพื่อเตรียมดำเนินการเชิงรุกป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงเชิงระบบ

อ่านรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินฉบับเต็ม 

บทความก่อนหน้านี้‘ธนกร’ ตอก ‘จิรายุ’ ใส่ร้ายกล่าวหาด่าประชาชน บอกแค่เตือนสติ ‘ฟลุค’ แต่อโหสิกรรมให้
บทความถัดไป‘เทพไท’ แนะรัฐเยียวยาทุกกลุ่ม อย่าซ้ำรอยบัตรคนจน พบคนจนจริง ไม่ได้รับสิทธิ