ผ่าคดีฆ่าโหดเศรษฐินี รัดคอ-ยัดศพหมกตู้เย็น ตร.ล่าไอ้เอ็ม คนขับรถ ซัดทอมคนสนิทบงการ | อาชญากรรม

เป็นคดีสะเทือนขวัญ ที่สร้างความแตกตื่นกันไปทั้งเมือง

สำหรับกรณีที่กลุ่มคนร้ายรัดคอฆ่าเศรษฐินีใจบุญ ผู้เป็นโยมอุปาฐายิกาพระพุทธศาสนามาด้วยดี

ก่อนนำศพยัดใส่ตู้เย็น โรยปูนซีเมนต์ทับ ทิ้งไว้ในอาคารพาณิชย์ของตัวเอง ที่ตกแต่งอย่างดีเป็นสถานที่พักของผู้มาปฏิบัติธรรม

ทิ้งศพไว้นานร่วมสัปดาห์ กว่าที่ญาติจะเอะใจ แจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบ
ในที่สุดก็พบเป็นศพถูกฆ่าอย่างทารุณ

เมื่อตรวจสอบรายละเอียดและเส้นทางต่างๆ ในที่สุดก็รู้ว่าคนร้ายยังฉกรถหรูบีเอ็มฯ และบัตรเอทีเอ็มของผู้ตายและตระเวนกดเงินในหลายพื้นที่

ปฏิบัติการไล่ล่าจึงเริ่มต้น สืบสวนเบาะแสจากวงจรปิด

ในที่สุดก็รู้แน่ว่าแก๊งโหดนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นคนใกล้ตัวที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือขับรถ โดยมีแรงจูงใจจากทรัพย์สินของผู้ตายนั่นเอง

● ฆ่าเศรษฐินีใจบุญหมกตู้เย็น

เหตุการณ์สยองขวัญครั้งนี้เป็นที่รับรู้เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 27 ต.ค. โดยร.ต.อ.อุเทน สิทธิกิจ รองสารวัตรสอบสวน สภ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ รับแจ้งเหตุพบศพผู้เสียชีวิตภายในตึกแถวเลขที่ 90/3 ม.3 ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่

ที่เกิดเหตุเป็นอาคารพาณิชย์ 2 ชั้น เข้าไปได้กลิ่นเหม็นจากตู้เย็น 2 ประตู ที่ถูกวางนอนไว้บนพื้นห้องครัวภายในบ้าน จึงแจ้งตำรวจพิสูจน์หลักฐาน เชียงใหม่ และแพทย์ประจำโรงพยาบาลจอมทอง ร่วมตรวจที่เกิดเหตุ

เมื่อเปิดประตูตู้เย็นพบศพผู้หญิงในสภาพเน่าเปื่อย ทราบชื่อภายหลังว่าคือน.ส.วรรณี จิรเจริญยิ่ง อายุ 58 ปี เศรษฐินี ที่มักจะมาปฏิบัติธรรมที่วัดพระธาตุศรีจอมทอง และอาศัยอยู่ที่อาคารพาณิชย์หลังดังกล่าว ที่อยู่ตรงข้ามวัดได้ประมาณ 1 ปี

สภาพศพสวมใส่เสื้อผ้า ถูกมัดมือไพล่หลัง มัดเท้า มัดหัวด้วยเทปกาวพลาสติก มีถุงพลาสติกคลุมหัวนอนคว่ำหน้า คุดคู้อยู่ในตู้เย็น ปิดทับด้วยผงปูนซีเมนต์ คาดว่าเสียชีวิตมาประมาณ 2 สัปดาห์ ตรวจสอบทรัพย์สินพบว่าโทรศัพท์มือถือและรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูสีขาว ทะเบียน 9 กจ 3769 กทม. ของน.ส.วรรณีหายไป

โดยก่อนหน้านี้นายวรพันธ์ จิรเจริญยิ่ง พี่ชายของน.ส.วรรณี ระบุว่า น้องสาวหายตัวไปตั้งแต่วันที่ 16 ต.ค.โดยติดต่อครั้งสุดท้ายน.ส.วรรณีส่งไลน์หาเพื่อนสนิท ระบุว่าจะไปเวียดนาม แล้วไม่สามารถติดต่อได้ จนกระทั่งตนรู้สึกว่าผิดปกติ จึงมาตรวจสอบที่บ้านพักของน.ส.วรรณีที่ตัวเมืองเชียงใหม่ แต่ก็ไม่พบตัว เลยเดินทางมาที่อาคารพาณิชย์ เมื่อได้กลิ่นเน่าเหม็นเลยแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ทราบแล้วมาตรวจสอบ

ขณะที่นายพงศกร เรือนแก้ว เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเทศบาลตำบลบ้านหลวง ระบุว่า เมื่อวันที่ 18 ต.ค. ได้รับเรื่องร้องเรียนว่ามีกลิ่นเน่าเหม็นโชยออกมาจากบ้านหลังดังกล่าว จึงพยายามติดต่อน.ส.วรรณีเจ้าของบ้าน แต่เมื่อโทรศัพท์ไปแล้วพบว่ามีชายคนหนึ่งรับสาย อ้างเป็นหลานชายของน.ส.วรรณี บอกอยู่ที่เพชรบูรณ์กำลังเดินทางกลับมาที่ อ.จอมทอง อ้างว่าน.ส.วรรณีไปปฏิบัติธรรมที่อินเดีย

แต่เมื่อโทรศัพท์ไปอีกครั้งพบว่าโทรศัพท์ถูกปิดแล้ว และไม่สามารถติดต่อได้ตั้งแต่วันที่ 19 ต.ค.

ปฏิบัติการล่าคนร้ายจึงเริ่มต้นขึ้น
● เร่งล่าคนขับรถมรณะ

พร้อมกันนั้นเจ้าหน้าที่ก็เร่งติดตามจากทรัพย์สินที่สูญหาย ทั้งรถ โทรศัพท์มือถือ และบัตรเอทีเอ็ม โดยเฉพาะชายคนที่รับโทรศัพท์ของน.ส.วรรณี และในที่สุดก็พบเบาะแส เมื่อพบว่ารถบีเอ็มฯของผู้ตายถูกนำไปใช้หลายแห่ง และมีผู้กดเงินสดโดยใช้บัตรของผู้ตายในพื้นที่หลายจังหวัด ทั้งเชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง ล่าสุดพบเบาะแสอยู่ที่จ.ระยอง เมื่อวันที่ 28 ต.ค. รวมเอาเงินไปได้ทั้งหมด 1.2 ล้านบาท

ซึ่งจากการนำภาพจากวงจรปิดทั้งหลายมาประกอบกัน แม้คนร้ายจะปิดบังใบหน้า แต่จากเครื่องแต่งกาย และ องค์ประกอบอื่นๆ ทำให้พยานยืนยันชัดเจนว่า คือ ‘ไอ้เอ็ม’ หรือนายวิฑูรย์ ศรีตะบุตร์ อายุ 39 ปี คนขับรถสองแถวเหลือง เส้นทางสายจอมทอง–เชียงใหม่ ซึ่งร่วมกับเพื่อนอีกคนเป็นคนไปกดเงิน

และยังเป็นคนที่รับโทรศัพท์ของน.ส.วรรณีอีกด้วย

พร้อมขออนุมัติหมายจับจากศาลจังหวัดฮอด ในข้อหาชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและรับของโจร

ขณะที่การสืบสวนพบว่าไอ้เอ็มมีภรรยาเก่าทำงานที่เทศบาลตำบลดอยแก้ว อ.จอมทอง มีลูกด้วยกัน 2 คน และตั้งครรภ์ลูกอีกคนได้ 7 เดือน แต่เลิกรากันไปเมื่อเดือนที่แล้ว เพราะมีปัญหาเรื่องเงิน และเรื่องผู้หญิง ทั้งนี้อ้เอ็มเช่าหอพักอยู่ที่อ.จอมทอง ใกล้กับบ้านของน.ส.วรรณี แล้วเกิดรู้จักกันโดยเป็นคนขับรถสองแถวไปส่งน.ส.วรรณีปฏิบัติธรรม เมื่อน.ส.วรรณีซื้ออาคารพักอาศัย ก็จ้างให้ไอ้เอ็มเป็นคนขับรถให้ เพราะแม้ว่าน.ส.วรรณีจะมีรถหรู แต่ขับไม่เป็น ไอ้เอ็มจึงมีหน้าที่ไปรับที่สนามบินเชียงใหม่ และพามาที่ อ.จอมทอง จนกระทั่งคุ้นเคย

นอกจากนี้มีรายงานว่าเมื่อวันที่ 11 ต.ค. มีพยานเห็นไอ้เอ็มมารอผู้ตายที่หน้าบ้าน แต่ไม่มีใครสนใจ เพราะไอ้เอ็มเข้านอกออกในอยู่แล้ว จนกระทั่งวันที่ 12-13 ต.ค. ซึ่งเป็นงานทำบุญใหญ่วันออกพรรษาของวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร น.ส.วรรณีไม่ได้ไปร่วมงาน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ศรัทธาที่วัดนี้มาก ถึงขนาดบริจาครถโฟล์กตู้ให้วัดได้ใช้ ทำให้คาดว่าช่วงเวลาดังกล่าวอาจเสียชีวิตแล้ว

ขณะที่การติดตามจิ๊กซอว์ที่เหลือ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็พบรถยนต์บีเอ็มฯ ของผู้ตายถูกจอดทิ้งในป่าละเมาะ ที่อ.สารภี จ.เชียงใหม่ อยู่ในสภาพถูกถอดป้ายทะเบียนทิ้งไว้

เมื่อตรวจสอบก็พบว่าเป็นรถของผู้ตายจริง รวมทั้งพบป้ายทะเบียนของรถคันดังกล่าวถูกถอดทิ้งไว้ที่สถานีรถไฟเชียงใหม่

หลักฐานทุกอย่างเริ่มชัดขึ้นตามลำดับ

● ตร.ลุยจับ–รับทำคนเดียว

ส่วนการติดตามตัวไอ้เอ็ม แม้ว่าเจ้าตัวจะโทรศัพท์หาภรรยาเก่า เพื่อยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ทุกอย่างก็ต้องเป็นไปตามพยานหลักฐาน

ในที่สุด เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบฯก็ล่าตัวได้สำเร็จ โดยจับกุมไอ้เอ็มได้ขณะขี่จยย.ฮอนด้า ฟอร์ซ่า อยู่ที่ริมถนนสาย 1072 ต.หนองกระโดน อ.เมือง จ.นครสวรรค์ เมื่อบ่ายวันที่ 31 ต.ค.

พร้อมตรวจยึดของกลางเงินสด 1.2 ล้านบาท และทองคำหนัก 5 บาท ซุกซ่อนอยู่ในเบาะรถจักรยานยนต์ จึงคุมตัวสอบเครียดที่บช.ภาค 5

ในที่สุดไอ้เอ็ม ก็เปิดปากสารภาพยอมรับว่าลงมือทำคนเดียว ไม่มีเพื่อนร่วมทีม หรือใครบงการ โดยระบุว่าก่อนลงมือนั่งคิดอยู่ที่หน้าพระธาตุศรีจอมทองทั้งคืน จนกระทั่งตัดสินใจได้ ช่วงเช้าวันที่ 11 ต.ค. เลยไปหา ผู้ตายตอนเช้าตรู่ โดยไปเคาะประตูเรียก

เมื่อน.ส.วรรณีเปิดประตู ก็ใช้กำลังบังคับให้น.ส.วรรณีบอกรหัสเอทีเอ็ม จากนั้นทำร้ายน.ส.วรรณีจนสลบ แล้วออกไปกดเงิน เมื่อแน่ใจว่ารหัสถูกต้อง กลับมาเจอน.ส.วรรณีหายใจรวยริน จึงใช้ถุงดำครอบศีรษะ มัดแขนขาไพล่หลัง เอาของในตู้เย็นออกแล้วเอาศพใส่แทน วางตู้เย็นนอนลงแล้วเทปูนซ้ำ

“ยอมรับว่ากลัว ครั้งแรกจะเอาศพไปทิ้งป่า แต่กลัวคนเห็นเลยเอาใส่ตู้เย็น ตั้งใจจะขี่จยย.มามอบตัว แต่ถูกตำรวจจับเสียก่อน ส่วนที่ทำไปก็เพราะอยากได้เงิน”

ขณะที่ตำรวจรวบรวมพยานหลักฐาน จนพบภาพจากกล้องวงจรปิดเส้นทางที่ไอ้เอ็มหลบหนี และนำเอทีเอ็มไปกดเงินได้ 1.7 ล้านบาท โดยเมื่อวันที่ 29 ต.ค. ไอ้เอ็มซื้อจยย. ที่จ.นครปฐม เป็นพาหนะหลบหนี แล้วขี่หลบหนีตาม เส้นทางรองระหว่าง จ.นครปฐม จ.กาญจนบุรี จ.ราชบุรี จ.สุพรรณบุรี จ.อุทัยธานี และ จ.นครสวรรค์

ในที่สุดก็หนีไม่รอดเงื้อมมือกฎหมาย

บทความก่อนหน้านี้‘ญี่ปุ่น’ ชื่นชมบทบาทผู้นำไทยถกอาเซียนเรื่องสำคัญสำเร็จ
บทความถัดไปเทศมองไทย : เรื่องเล่าจากออสเตรเลีย ว่าด้วย “ไกลโฟเซต”