เปิดสำนวนคดี 5 ศพใต้ ผู้พิพากษา “คณากร” ตั้งชู 4 ประเด็น-ยกฟ้อง ย้ำชัด-หลักฐานมีพิรุธ

เป็นเรื่องราวที่ท้าทายวงการยุติธรรมอย่างยิ่ง

สำหรับกรณีที่นายคณากร เพียรชนะ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลจังหวัดยะลา ตัดสินใจใช้อาวุธปืนยิงใส่ตัวเอง

เหตุเกิดภายในห้องพิจารณาคดี หลังจากที่อ่านคำพิพากษายกฟ้อง 5 จำเลยในคดีฆ่าคนตาย

พร้อมทิ้งแถลงการณ์ที่อยู่ในคำพิพากษา แสดงความอัดอั้นตันใจที่ถูกแทรกแซงกระบวนการเขียนคำพิพากษา

จนเป็นเหตุให้คณะกรรมการข้าราชการยุติธรรมหรือ ก.ต. ตั้งอนุกรรมการขึ้นมาสืบสวนหาข้อเท็จจริง

ซึ่งผลจะปรากฏเป็นอย่างไรก็ต้องรอผลการพิจารณา

แต่ที่น่าสนใจก็คือ คำพิพากษาสุดท้ายของนายคณากร ที่ว่ากันว่าเป็นฟางเส้นสุดท้ายก่อนตัดสินใจลงมือ

มีเรื่องราวที่มาที่ไปอย่างไรกันแน่

เปิดคำพิพากษา “คณากร”

เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ศาลจังหวัดยะลา โดยนายคณากร เพียรชนะ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลจังหวัดยะลา ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาในคดีที่พนักงานอัยการจังหวัดยะลา เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายซูกรี มูเซะ จำเลยที่ 1 นายสาแปอิง สะเตาะ จำเลยที่ 2 นายแวอาแซ แวยูโซะ จำเลยที่ 3 นายมัสสัน เจะดือเระ จำเลยที่ 4 และนายอับดุลเล๊าะ มะสาเม๊าะ จำเลยที่ 5

ในความผิดต่อชีวิต อั้งยี่ ซ่องโจร และความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืน โดยเป็นการเลื่อนอ่านคำพิพากษาจากวันที่ 19 สิงหาคม 2562 เนื่องจากติดขั้นตอนการรายงานให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลภาค 9 พิจารณา

ทั้งนี้ คดีดังกล่าว อัยการกล่าวหาว่า จำเลยทั้ง 5 ร่วมกันใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 และปืนลูกซองยิงใส่ชาวบ้านเสียชีวิต 5 ราย ที่บ้านตือโละดือลง หมู่ 4 ต.ตาเนาะปูเต๊ะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา เหตุเกิดเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2561

คำฟ้องระบุว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และ 4 ร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยใช้อาวุธปืนหลายชนิดยิง โดยมีจำเลยที่ 2 และ 5 เป็นผู้สนับสนุน

ทั้งนี้ ศาลพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากพยานหลักฐานไม่มีน้ำหนักเพียงพอจะระบุได้ว่าจำเลยทั้ง 5 ร่วมกันกระทำความผิด

โดยยก 4 ส่วนสำคัญ ประกอบด้วย

1. คืนเกิดเหตุในที่เกิดเหตุ พนักงานสอบสวนไม่ได้มาตรวจเก็บวัตถุพยานในที่เกิดเหตุทันที แต่มีอาสาสมัครกู้ภัยซึ่งไม่มีอำนาจหน้าที่เข้าไปเก็บพยานหลักฐานในคืนเกิดเหตุ เช่น ปลอกกระสุน หัวกระสุน นำไปส่งมอบให้พนักงานสอบสวนที่โรงพยาบาล

ดังนั้น วัตถุพยานที่เก็บจากที่เกิดเหตุดังกล่าวจึงมีพิรุธ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณารูปแบบการปฏิบัติงานต่อคดีที่ไม่รัดกุม ยังทำให้รูปคดีนี้มีพิรุธ

2. พยานบุคคลปากนายมะรอฟิ บือราเฮง ที่ถูกควบคุมตัวเป็นคนแรก โดยการปิดล้อมของเจ้าหน้าที่ โดยไม่ปรากฏเหตุปิดล้อมที่แจ้งชัด การได้ตัวมะรอฟิที่เป็นผู้ซัดทอดจำเลยทั้งห้าจึงมีพิรุธ ทั้งเป็นการควบคุมตัวที่ปราศจากเสรีภาพ มีสิทธิด้อยกว่าผู้ต้องหา คำซัดทอดของนายมะรอฟิจึงมีพิรุธและต้องรับฟังอย่างระมัดระวัง

อีกทั้งโทรศัพท์มือถือของกลาง ที่อ้างว่าเป็นเครื่องที่นายมะรอฟิใช้ติดต่อสื่อสารเพื่อก่อเหตุ ไม่ได้ตรวจยึดได้พร้อมการควบคุมตัวนายมะรอฟิ แต่ได้มาภายหลัง โดยยึดได้จากนอกตัวบ้านที่เล้าไก่ ซึ่งเป็นสถานที่เปิดโล่ง ผู้ใดจะเข้าไปก็ได้ ทั้งไม่ปรากฏสารพันธุกรรมของนายมะรอฟิที่มือถือของกลาง

นอกจากนี้ โทรศัพท์ก็ลงทะเบียนเป็นชื่อคนอื่น และไม่ปรากฏว่านายมะรอฟิเคยใช้มือถือเครื่องนี้ ที่มาขอโทรศัพท์จึงเป็นพยานหลักฐานที่มีพิรุธ ไม่มีน้ำหนัก

นอกจากนี้ นายมะรอฟิอ้างว่าร่วมกระทำผิดกับจำเลย แต่กลับไม่ถูกดำเนินคดี ยิ่งต้องรับฟังด้วยความระมัดระวังว่าถูกบังคับ ขู่เข็ญ หรือจูงใจ หรืออาจเป็นตัวละครที่สร้างขึ้นมาใส่ร้ายบุคคลทั้ง 5

อีกทั้งนายมะรอฟิให้การว่า จำเลยทั้งห้าใช้ปืนหลายชนิดยิงผู้ตาย แต่ที่เกิดเหตุไม่พบปลอกกระสุนหรือหัวกระสุนปืนตามที่อ้าง คำให้การจึงมีพิรุธ เมื่อไม่มีพยานหลักฐานอื่นที่มีน้ำหนักมาสนับสนุน

จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง

ยกฟ้อง 5 จำเลย-ชี้หลักฐานไม่พอ

3.ส่วนที่นำสืบว่าจำเลยที่ 2 และ 5 พาเจ้าหน้าที่ไปชี้สถานที่ซ่อนอาวุธปืนนั้น เกิดขึ้นขณะที่ทั้งคู่ถูกควบคุมตัวตามกฎหมายพิเศษ ก่อนส่งตัวให้พนักงานสอบสวน ซึ่งทั้งสองปราศจากเสรีภาพและมีสิทธิทางกฎหมายด้อยกว่าผู้ต้องหา ทั้งที่มีศักดิ์ของความเป็นผู้บริสุทธิ์เหนือกว่าผู้ต้องหา

ดังนั้น บรรดาถ้อยคำที่ยืนยันโดยจำเลยที่ 2 และ 5 จึงเป็นพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักน้อย ต้องมีพยานอื่นที่มีน้ำหนักมาประกอบสนับสนุน

อีกทั้งปืนที่จำเลยทั้งสองพาไปชี้จุด ก็ตรวจยึดปืนได้ เป็นปืนพกขนาด 9 ม.ม. 1 กระบอก ซึ่งไม่ใช่ปืนที่ใช้ก่อเหตุ ทั้งไม่ปรากฏว่าเกี่ยวข้องกับคดีอย่างไร สถานที่ที่เจอปืนก็เป็นสถานที่เปิดโล่ง ไม่รู้เป็นที่ดินของผู้ใด ใครจะนำปืนไปซ่อนไว้ก็ได้ พยานสถานที่และอาวุธปืนดังกล่าวจึงไม่มีน้ำหนักจะนำไปรับฟังประกอบสนับสนุนผลซักถาม

เมื่อทั้งคู่อ้างว่าที่รับสารภาพเพราะถูกบังคับขู่เข็ญ พยานจึงไม่มีน้ำหนัก ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าทั้งคู่รู้เห็นเกี่ยวข้องกับสถานที่ซ่อนอาวุธปืน หรือปืนที่พบ

4. บันทึกคำให้การและการยืนยันข้อเท็จจริงของจำเลยทั้งห้า ในฐานะพยาน ที่ให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวน ถูกจัดทำขึ้นในสถานที่และระหว่างที่จำเลยทั้งห้าถูกควบคุมตัวตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษ เมื่อจำเลยทั้งห้านำสืบปฏิเสธบันทึกคำให้การดังกล่าว อ้างว่าเกิดจากการบังคับขู่เข็ญ ส่วนโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่น จึงไม่มีน้ำหนักรับฟัง

ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งห้าร่วมกันกระทำผิดตามฟ้อง

นายคณากรยังแถลงอีกว่า คดีนี้เป็นคดีฆาตกรรม เป็นคดีอุกฉกรรจ์ไม่ต่างกับคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นที่ภาคเหนือ ภาคอีสาน หรือภาคอื่นๆ คดีนี้ไม่ใช่คดีความมั่นคง ไม่ใช่คดีก่อการร้าย แต่พยานหลักฐานทั้งหมดกลับเกิดจากหรือมีขึ้นในขณะที่จำเลยทั้งห้าถูกควบคุมอยู่ในศูนย์ซักถามเป็นเวลานาน

“ไม่ใช่ว่าผมจะยืนยันว่าจำเลยทั้งห้าไม่ใช่คนร้าย แต่ผมยืนยันว่ากระบวนการยุติธรรมนั้นต้องทำให้ถูกต้องตามกระบวนการ ต้องให้ความเป็นธรรมทั้งผู้เสียหายและจำเลย ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวน

การใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน ต้องกระทำโดยปราศจากอคติทั้งปวง ไม่ใช่กระทำโดยความรู้สึกส่วนตัว หรือตามคำสั่งของใคร

ไม่ใช่เพราะอยากได้หน้า หรืออยากให้คนอื่นรู้ว่าตนเป็นผู้มีอำนาจ สามารถควบคุมผู้พิพากษาได้”

เป็นคำพิพากษาที่ส่งผลกระทบในสังคม

ย้อนคดียิง 5 ศพ ปี 2561

สําหรับคดีดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2561 พ.อ.ธนาวีร์ สุวรรณรัตน์ รองโฆษ กกอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า แถลงว่า เหตุดังกล่าวเกิดเมื่อเวลา 00.55 น. มีคนร้ายไม่ทราบจำนวน ขี่จักรยานยนต์ 2 คัน ใช้อาวุธสงครามและอาวุธปืนลูกซองยิงใส่บ้านเลขที่ 228 หมู่ที่ 4 ต.ตาเนาะปูเต๊ะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา เป็นเหตุให้ราษฎรเสียชีวิตจำนวน 5 ราย ประกอบด้วย 1.นายอิบรอเฮง มูเซะ อายุ 32 ปี กระสุนถูกบริเวณศีรษะและลำตัว เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 2.นายอามะ มูเซะ กระสุนถูกบริเวณศีรษะและลำตัว เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

3.นายอุสมาน ยูโซ๊ะ อายุ 39 ปี กระสุนถูกบริเวณศีรษะและลำตัว เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 4.นายฟูรกอน ราโซ อายุ 25 ปี กระสุนถูกบริเวณศีรษะและลำตัว เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ และ 5.นายอรัญชัย ดอแฮะ อายุ 27 ปี กระสุนถูกบริเวณศีรษะและลำตัว เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

ในที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนปืนขนาด 5.56 ม.ม. 1 ปลอก และปลอกปืนลูกซอง 1 ปลอก

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า นายอิบรอเฮง มูเซะ หนึ่งในผู้เสียชีวิต ซึ่งอาศัยอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าวมีอาชีพรับเลี้ยงไก่ชนและเพาะพันธุ์ไก่ชน ขณะเกิดเหตุได้นั่งพูดคุยกับผู้เสียชีวิตอีก 4 ราย ซึ่งในระหว่างนั่งล้อมวงเพื่อรับประทานทุเรียน มีคนร้าย 4 คน สวมผ้าคลุมไอ้โม่งปิดบังใบหน้ามาจอดรถจักรยานยนต์ด้านหลังบ้าน แล้วเดินเข้ามายังกลุ่มของผู้เสียชีวิต ก่อนใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 และลูกซองยิงใส่ชาวบ้าน 5 คนดังกล่าวจนเสียชีวิต จากนั้นคนร้ายจึงหลบหนีไป

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ 5 คน ประกอบด้วย นายซูกรี มูเซะ นายสาแปอิง สะเตาะ นายแวอาแซ แวยูโซะ นายมัสสัน เจะดือเระ และนายอับดุลเล๊าะ มะสาเม๊าะ พร้อมคุมตัวผู้ต้องสงสัยทั้งหมดไปสอบปากคำและเข้าสู่กระบวนการซักถามที่ศูนย์พิทักษ์สันติ ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า โรงเรียนตำรวจภูธร 9 อำเภอเมือง จังหวัดยะลา

จากนั้นออกหมายจับเพิ่มอีก 5 รายที่ยังหลบหนี ส่วน 5 คนแรกถูกสั่งฟ้อง

จนกระทั่งคำพิพากษาออกมาอย่างที่เห็น

บทความก่อนหน้านี้ฐากูร บุนปาน | เศรษฐกิจถดถอย แต่ยังไม่วิกฤต ?
บทความถัดไปจักรกฤษณ์ สิริริน : จาก Amazon Effect ถึง Lazada Effect สู่ “หายนะ” SME