หนุ่มเมืองจันท์ | เปลี่ยน”กติกา”

หนุ่มเมืองจันท์facebook.com/boycitychanFC

รู้จัก”เซอร์ยา. โบนาลี”ไหมครับ

เธอเป็นนักสเกตน้ำแข็งชาวฝรั่งเศสครับ

“โบนาลี”เป็นคนที่มีพรสวรรค์เรื่องกีฬาตั้งแต่เด็ก

เธอประสบความสำเร็จอย่างมาก ทั้งบัลเลต์ กระโดดน้ำ ยิมนาสติก

ทุกประเภทกีฬาที่เล่น สังเกตุไหมว่าเกี่ยวข้องกับ”การตีลังกา”

เธอตีลังกาเก่งจนเป็น”แชมป์โลกตีลังกา”

ตอนที่เริ่มหัดเล่นสเกตน้ำแข็ง. เธอพยายามเอาความเชี่ยวชาญเรื่องการตีลังกามาใช้ในการแสดง

แต่”สเกตน้ำแข็ง”ไม่เหมือนกีฬาประเภทอื่นที่เธอเคยเล่น

เพราะกติกาของ”สเกตน้ำแข็ง”

“หมุนตัว”ได้คะแนน

“ตีลังกา”ไม่ได้คะแนน

เธอจึงหยุดความคิดที่จะตีลังกาในการแสดงสเกตน้ำแข็ง

และด้วยพรสวรรค์ด้านกีฬา. ไม่นานเธอก็ได้เป็น”แชมป์”ของฝรั่งเศส

และครองแชมป์ยาวนานถึง 9 ปี

เป็นแชมป์ยุโรป 5 สมัย

แต่บนเวทีระดับโลก. เธอได้แค่”รองแชมป์”

ได้”เหรียญเงิน”การแข่งขันชิงแชมป์โลกสเกตน้ำแข็ง 3 สมัย

เช่นเดียวกับกีฬาโอลิมปิคฤดูหนาว

“โบนาลี”ไม่เคยได้เหรียญทองเลย

สำหรับ”นักกีฬา”ระดับโลก

แชมป์โลกและแชมป์โอลิมปิค คือ “ความฝัน” ขั้นสูงสุดของทุกคน

“เซอร์ยา โบนาลี”รู้สึกลึกๆในใจตลอดมาว่าที่เธอไปไม่ถึงฝั่งฝัน เพราะ”สีผิว”ของเธอ

ลองนึกถึงภาพในใจของเราเวลานึกถึงหญิงสาวที่เล่นสเกตน้ำแข็ง

ท่วงท่าที่งดงาม อ่อนช้อยแบบนี้

ภาพในฝันของเราจะเป็นสาวสวย ผิวขาว. รูปร่างบอบบาง

แต่”โบนาลี”เป็นสาวผิวสี. ผมหยิก

กีฬาสเกตน้ำแข็ง. คล้ายกับยิมนาสติค-เทกวนโด-มวยสมัครเล่น

กรรมการจะเป็นคนให้คะแนนจากการโชว์ของนักกีฬา

ไม่เหมือนฟุตบอล-บาสเก็ตบอล. ที่ผลการแข่งขันชี้ขาดจากการทำแต้มของนักกีฬา

ไม่ใช่”ความรู้สึก”ของกรรมการ

แม้กติกาของสเกตน้ำแข็งจะกำหนดไว้ว่าแต่ละท่าจะได้แต้มมากน้อยอย่างไร

แต่”สายตา” และ”ทัศนคติ” ของ”กรรมการ” มีผลต่อผลการแข่งขัน

ไม่แปลกที่กีฬากลุ่มนี้จะมีการโกงกันง่าย

หรือตัดสินแบบค้านสายตาคนดู

ทุกครั้งเมื่อพ่ายแพ้ในการแข่งขันระดับโลก.

“โบนาลี”รู้สึกว่า”กรรมการ” ไม่ชอบเธอเพราะเป็น”ผู้หญิงผิวสี”

ทั้งที่เธอเก่งกว่าคนที่ได้”เหรียญทอง”

นักกีฬาด้วยกันจะดูออกว่าเล่นแบบไหนจะได้คะแนน. หรือใครเก่งกว่าใคร

ความพ่ายแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่านำมาสู่การตัดสินใจครั้งใหญ่

และเปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาล

ในการแข่งขันชิงแชมป์โลกที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี 1994

“เซอร์ยา. โบนาลี” ฝึกซ้อมอย่างหนัก

เธอมั่นใจมาก

“โบนาลี”แสดงได้ดีมาก. หมุนตัว. 3 รอบ ทำท่าต่อเนื่องได้มากกว่าคู่แข่งทุกคน

พยายามยิ้มขอคะแนนและความเมตตาจากกรรมการ

แต่ผลการแข่งขัน

…เหมือนเดิม

“โบนาลี”ได้เหรียญเงิน.

ครั้งนั้น เหมือนกับภูเขาไฟแห่งความคับแค้นในใจระเบิดออกมา

เธอร้องไห้อย่างหนัก

ไปรับเหรียญช้ากว่าคนอื่น

ไม่ขึ้นแท่นรับรางวัล

รับเหรียญแล้ว เอาเหรียญออก

แสดงการไม่ยอมรับผลการตัดสินของกรรมการอย่างเปิดเผย

จนมาถึงการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคฤดูหนาวปี 1998 เธอฝึกซ้อมอย่างหนักด้วยความหวังที่จะคว้าเหรียญทองมาให้ได้

แต่พอถึงวันแข่ง. “โบนาลี”เจ็บเอ็นร้อยหวาย

เธอรู้ตัวว่าคงไม่ได้เหรียญทอง

เพราะอาการบาดเจ็บทางร่างกาย และความเชื่อในใจว่ากรรมการไม่ชอบผู้หญิงผิวดำ

ไหนๆจะพ่ายแพ้แล้ว

“โบนาลี”ขอทำให้ดีที่สุด

แต่ไม่ใช่”ดีที่สุด”ในกติกาของกรรมการ

หากเป็น”ดีที่สุด”ในกติกาของเธอเอง

“โบนาลี”บอกกับตัวเองก่อนลงสนาม

“เรามาตีลังกากลับหลังกันเถอะ”

ครับ. ตลอดการแสดงเธอตีลังกากลับหลัง

…ครั้งแล้วครั้งเล่า

ทำในสิ่งที่เธอเชี่ยวชาญที่สุด

พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า”ความสวยงาม”ของกีฬาสเกตน้ำแข็งไม่ได้มีเพียง”หนึ่งเดียว”

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ก็คือ “คนดู”ชอบมาก

ทุกคนลุกขึ้นปรบมือให้กับการแสดงครั้งนี้

ทั้งที่เธอยังแสดงไม่จบ

แน่นอน. เธอไม่ได้คะแนนจาก”กรรมการ”

แต่ได้”คะแนน”เป็น”เสียงปรบมือ”ของ”คนดู”

และเมื่อกลับไปที่หมู่บ้านนักกีฬา. ทุกคนที่เจอเธอปรบมือให้

โดยเฉพาะ”ผู้ชาย”

ทุกคนชื่นชอบในการแสดงของเธอมาก

“โบนาลี”ไม่ได้เหรียญจากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิค

แต่ได้ค้นพบเส้นทางใหม่ของตัวเอง

เธอเลิกลงแข่งทุกสนาม

แต่ยังเล่นสเกตน้ำแข็งเหมือนเดิม

ปัจจุบัน “โบนาลี”เป็นครูสอนสเกตน้ำแข็ง

และเล่นสเกตน้ำแข็งโชว์

ทุกครั้งของการแสดง. เธอจะตีลังกากลับหลัง

ตีลังกาแล้วตีลังกาอีก

กี่ครั้งก็ได้ตามที่ใจปรารถนา

เพราะนี่คือ”กติกาใหม่”ที่”โบนาลี”กำหนดเอง

“ความสุข”ของ”โบนาลี”ไม่ได้เกิดจากการเลือกเปลี่ยนเส้นทางชีวิตใหม่

เธอยังเล่นสเกตน้ำแข็งเหมือนเดิม

แต่เปลี่ยน”กติกา”การให้คะแนนใหม่

เปลี่ยน”คนให้คะแนน”

จาก”กรรมการ”

เป็น”คนดู”

ผมชอบเรื่องของ”โบนาลี”มาก

“วิธีคิด”ของเธอสามารถนำมาใช้กับ”ชีวิต”ได้

“คนเก่ง”ในโลกนี้มีหลายแบบ

เราทุกคนเป็น”คนเก่ง”

เพียงแต่เราอยู่ผิดสนาม

และไปเล่นใน”กติกา”ของคนอื่น

เพียงแค่เราปรับมุนคิดใหม่

ไม่ต้องเปลี่ยนอาชีพ หรืองานใหม่

แต่เริ่มต้นใหม่

เริ่มต้นคิดแบบ”โบนาลี”

กล้าที่จะเปลี่ยนกติกา และคนให้คะแนน

เพียงแค่นั้น”ความสุข”ก็จะวิ่งมาหาเราทันที

ครับ….เรามาตีลังกากลับหลังกันเถอะ

บทความก่อนหน้านี้เกษียร เตชะพีระ | ทางเลือกนอกเหนือเสรีนิยมใหม่กับทุนนิยมเหลื่อมล้ำในไทย
บทความถัดไปวิจัยชี้ว่า บ้านที่มีคนหลายรุ่นอยู่ร่วมกัน ช่วยให้สุขภาพจิตดีขึ้น กว่าแยกกันอยู่ สูงถึง 50%