Hieronymus Bosch จิตรกรผู้สร้างโลกหลอนล้ำพิสดาร เปี่ยมจินตนาการมหัศจรรย์

ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์

เนื่องในโอกาสที่เดือนสิงหาคมนี้เป็นวาระครบรอบ 503 ปีมรณกาลของศิลปินชาวดัตช์ผู้ยิ่งใหญ่ที่มีชีวิตอยู่ในช่วงปลายศตวรรษที่ 16

เราเลยขอถือโอกาสนำเสนอเรื่องของเขากัน ศิลปินผู้นั้นมีชื่อว่า

เฮียโรนิมัส บอช (Hieronymus Bosch)

จิตรกรชั้นครูคนสำคัญที่สุดคนหนึ่งของศิลปะเนเธอร์แลนด์ยุคเริ่มแรก

Adoration of the Magi หรือ The Epiphany (1485-1500)

ผลงานของเขามักประกอบด้วยภาพวาดเปี่ยมจินตนาการล้ำลึกมหัศจรรย์ ที่นำเสนอเรื่องราวและแนวคิดทางศาสนา

ผลงานของเขาถูกสะสมทั้งในเนเธอร์แลนด์, ออสเตรีย, สเปน และถูกคัดลอก ทำซ้ำ และต่อยอดอย่างมากมาย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพวาดขุมนรกสยดสยองราวกับหลุดมาจากฝันร้ายยังไงยังงั้น!

ไม่ค่อยมีใครรู้เกี่ยวกับประวัติชีวิตของบอชมากเท่าไรนัก ถึงแม้จะมีการบันทึกเอาไว้อยู่บ้าง

รู้เพียงว่า เขาเกิดในปี 1450 และใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในเมืองบ้านเกิด สเฮิร์ทโทเกนบอช (“s-Hertogenbosch) เนเธอร์แลนด์

หรือที่รู้จักในอีกชื่อว่าเด็นบอช (Den Bosch) อันเป็นที่มาของชื่อสกุลของเขานั่นเอง

สไตล์อันมืดหม่นมองโลกในแง่ร้าย หากแต่เปี่ยมจินตนาการอย่างน่ามหัศจรรย์ของบอช ส่งอิทธิพลอย่างสูงต่องานศิลปะทางตอนเหนือของดัตช์มาตั้งแต่ช่วงปลายยุคศตวรรษที่ 16

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จิตรกรคนสำคัญของดัตช์ อย่างปีเตอร์ เบรอเคิล ผู้พ่อ (Pieter Bruegel the Elder) ที่เคยเป็นผู้ติดตามคนสำคัญของเขามาก่อน

บอชได้รับการยกย่องในฐานะจิตรกรผู้เปี่ยมเอกลักษณ์อย่างยากจะหาใครเสมอเหมือน

ผู้มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับความปรารถนาและความหวาดกลัวอันสุดหยั่งของมนุษย์

ทุกวันนี้ภาพวาดที่ได้รับการยืนยันว่าเป็นผลงานแท้จริงของเขามีหลงเหลืออยู่เพียง 25 ชิ้น

รวมถึงภาพวาดลายเส้น 8 ชิ้น

กับภาพวาดอีกครึ่งโหลที่เชื่อว่าเป็นภาพจากสำนักวาดภาพของเขา

The Crucifixion of St Julia (1497)

ถึงแม้จะเสียชีวิตมากว่า 500 ปีแล้ว เฮียโรนิมัส บอช ก็ยังคงเป็นหนึ่งในนักวาดภาพทางศาสนาผู้มีชื่อเสียงโดดเด่น

และเป็นหนึ่งในอัจฉริยบุคคลผู้เปี่ยมวิสัยทัศน์ที่สุดคนหนึ่งในโลกศิลปะ

เขามีชื่อเสียงอย่างมากจากภาพวาดอันประณีตละเอียดอ่อน ที่ถ่ายทอดเรื่องราวเชิงสัญลักษณ์ของตัวละครอันพิสดารพันลึก แต่ก็ดูสมจริง

อย่างมนุษย์ สัตว์ และอสุรกาย ที่เริงระบำอยู่ในภูมิทัศน์ของระหว่างสวรรค์ โลก และนรกตามเรื่องราวจากพระคัมภีร์ไบเบิล

ภาพวาดของเขาพรรณนาถึงเรื่องราวในนิทานศีลธรรมปรัมปราที่บอกเล่าชะตากรรมอันน่าสยดสยองในวันสิ้นโลกของเหล่าคนบาปผู้ยอมจำนนต่อความสุขทางโลก และอัตตาอันวิปริตผิดเพี้ยนของตน

เรื่องเล่าอันยิ่งใหญ่ไร้กาลเวลาเหล่านี้ถูกถ่ายทอดลงบนผืนผ้าใบหรือแผ่นไม้ ด้วยชั้นเชิงทักษะอันเลิศล้ำไร้ที่ติ

และยังท้าทายให้ผู้ชมตีความสัญลักษณ์อันลึกซึ้งของจิตรกรชั้นครู ผู้เป็นหนึ่งในศิลปินนักคิดเชิงศาสนาผู้เป็นแบบฉบับเฉพาะตัวคนแรกๆ ของโลก

ผลงานของเขามักถูกมองว่าเป็นภาพของคำพยากรณ์อันน่าหวาดผวาของการดิ้นรนกระเสือกกระสนในการมีชีวิตของมนุษย์

จนเขาถูกเปรียบให้เป็นราวกับศาสดาพยากรณ์เอกแห่งวงการศิลปะ ผู้นำเสนอเรื่องราวของโลกสมัยใหม่ ก่อนหน้าที่ช่วงเวลานั้นจะมาถึงในอีกหลายชั่วอายุคน

บอชเป็นศิลปินคนแรกที่นำเสนอภาพลักษณ์ของสิ่งมีชีวิตและดินแดนอันไม่เป็นที่รู้จัก ที่พ้นไปจากความเข้าใจของมนุษย์ ตัวละครและเรื่องราวอันพิสดารเหนือจริงของเขาปฏิวัติและสร้างความสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงต่อสถานะเดิมๆ ของงานศิลปะแบบแผนประเพณีของดัชต์ ที่ศิลปินในยุคนั้นมักจะวาดภาพความเป็นจริงตามที่เห็นโดยไม่เบี่ยงเบนจากบรรทัดฐานเดิมๆ

เขากล่าวว่า “ที่น่าสังเวชที่สุดคือจิตใจที่ฝักใฝ่กับการทำอะไรแบบเดิมๆ เหมือนที่คนอื่นทำกันมา และไม่ได้สร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นเลย”

The Seven Deadly Sins and the Four Last Things (ราวๆปี1500)

ภาพแห่งนรกอันน่าสยดสยองที่ได้รับการกล่าวขานถึงของบอชหลายต่อหลายภาพ เป็นอุปมาของความหวาดกลัวอันยิ่งใหญ่ และแรงปรารถนาอันลึกสุดหยั่ง ทำให้เขากลายเป็นนักสร้างภาพผู้หาตัวจับยาก ในการตีแผ่ความไร้แก่นสารและความหวาดกลัวของมนุษย์จากความพยายามอย่างไม่มีที่สุดในการเสาะหาสมดุลระหว่างโลกธรรมชาติและโลกแห่งจิตวิญญาณ

บอชยังได้รับการยกให้เป็นศิลปินสมัยใหม่คนแรกๆ ของโลก โดยศิลปินกลุ่มเซอร์เรียลลิสต์ จากความกล้าหาญในการวาดภาพที่หลีกห่างจากความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง และความพยายามในการหยิบเอาตัวตนภายในจิตใจอันมืดมิดของมนุษย์ออกมาถ่ายทอดลงบนผืนผ้าใบ

รวมถึงการแสดงออกอย่างรุนแรงของจินตนาการ ความฝัน และการเชื่อมต่อกับจิตไร้สำนึกอย่างอิสระ

ทำให้ผลงานของเขาเป็นที่นิยมของชาวเซอร์เรียลลิสต์อย่างมาก

ดวงตาที่สำรวจสิ่งรอบตัวได้อย่างแม่นยำ และความสามารถอันล้นพ้นในการถ่ายทอดรายละเอียดอันประณีตละเอียดลออจนเหลือเชื่อของบอช ดึงดูดให้ผู้ชมหวนกลับมาดูงานของเขารอบแล้วรอบเล่า เพื่อซึมซับรายละเอียดอันพิสดารพันลึกจำนวนมหาศาลในผลงานของเขา

เขามักสร้างผลงานภาพวาดของเขาออกมาในลักษณะของภาพวาดฉากประดับแท่นบูชา (Altarpiece), ภาพวาดบานพับ 3 ช่อง (Triptych) ที่มีเรื่องราวต่อเนื่องกันในหลายกรอบ นัยว่าเพื่อเป็นการสะท้อนมิติอันยิ่งใหญ่ในอาณาจักรแห่งแรงบันดาลใจของเขา

ดังเช่นผลงานที่มีชื่อเสียงโด่งดังและเป็นที่รู้จักมากที่สุดที่ยังคงหลงเหลืออยู่ของเขาที่มีชื่อว่า

The Garden of Earthly Delights (1490) (เป็นชื่อที่ตั้งในภายหลัง)

The Garden of Earthly Delights (1495–1505)

ผลงานภาพวาดแบบ Triptych ของเฮียโรนิมัส บอช ที่วาดขึ้นในช่วงปี 1490-1510 ในระหว่างที่เขามีอายุ 40-60 ปี ภาพวาดสีน้ำมันบนแผ่นไม้โอ๊กขนาดใหญ่ รายละเอียดยุ่บยั่บพิสดารหลอนหลอกชวนผวาภาพนี้ ประกอบด้วยภาพบานกลางที่ติดด้วยภาพปีกด้านข้างซ้ายขวาสองบาน คล้ายหน้าต่างที่สามารถพับปิดได้

เมื่อพับปิดมันจะเป็นภาพวาดสีเอกรงค์ของโลกที่อยู่ในระหว่างการสร้างที่นำมาจากพระคัมภีร์ไบเบิลฉบับปฐมกาล

เมื่อเปิดบานพับออกมา ภาพภายในดูเหมือนจะจงใจให้ดูจากซ้ายไปขวา (แต่จะดูแบบอื่นก็ไม่มีใครว่า) ภาพวาดปีกซ้ายแสดงเรื่องราวการสร้างอดัมกับอีฟ ภาพวาดบานกลางเป็นภาพภูมิทัศน์อันพิสดารที่เต็มไปด้วยมนุษย์ อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอันแปลกประหลาด ต้นไม้ผลไม้ใหญ่ยักษ์หน้าตาพิลึกพิลั่น ภาพวาดปีกขวาแสดงภูมิทัศน์ของขุมนรกและภาพของการลงทัณฑ์ในวันพิพากษา

นักประวัติศาสตร์ศิลปะหลายคนตีความภาพวาดนี้ว่าเป็นเหมือนสารเตือนภัยแก่ผู้ที่ตกอยู่ในบ่วงกิเลสตัณหาในชีวิต

อย่างไรก็ตาม สัญลักษณ์อันมากมายมหาศาลในภาพวาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาพวาดบานกลางที่ทำให้เกิดการตีความทางวิชาการอันหลากหลายในศตวรรษที่ผ่านมา

นักประวัติศาสตร์ศิลปะในศตวรรษที่ 20 หลายคนตีความว่าภาพวาดบานกลางเป็นคำเตือนทางศีลธรรมของความเสื่อมโทรมทางศาสนา (สวรรค์ที่สาบสูญ)

นักเขียนชาวอเมริกัน ปีเตอร์ เอส. บีเกิล นิยามภาพวาดนี้ว่าเป็นความบ้าคลั่งของกิเลสตัณหาที่เปลี่ยนเราให้เดินทางเข้าไปในสถานที่ที่อวลอายด้วยความมัวเมาในเสรีภาพอันสุดโต่งอย่างสมบูรณ์แบบ

ปัจจุบันภาพวาดอันพิสดารหลอนหลอกแต่ก็งดงามน่ามหัศจรรย์ภาพนี้ถูกแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ปราโด (Museo del Prado) ในกรุงมาดริด ประเทศสเปน

บอชเสียชีวิตในวัยราว 65-66 ปี ร่างของเขาถูกฝังในวันที่ 9 สิงหาคม 1516 ที่สเฮิร์ทโทเกนบอช เหลือทิ้งไว้แต่แรงบันดาลใจจากผลงานเปี่ยมจินตนาการ ที่ส่งผ่านกาลเวลาอันยาวนานจวบจนถึงปัจจุบัน

ภาพและข้อมูล https://bit.ly/30ijMuy, https://bit.ly/1Gkpj8H

บทความก่อนหน้านี้“กะเหรี่ยงแก่งกระจาน” ยื่น 6 ข้อ แก้ปัญหาคนกับป่า พร้อมมีส่วนร่วมขึ้นทะเบียนมรดกโลก
บทความถัดไป“อังคณา” ยื่นจม. ย้ำรัฐบาลไทย-ปธ.สภา ฟื้นกม.ป้องกันอุ้มหาย-ทรมาน พร้อมให้สัตยาบันอนุสัญญา