นงนุช สิงหเดชะ : อ่าน ‘นิสัย’ ของ ‘ทักษิณ’ จากวาจาเหยียดหยัน ‘สมคิด’

นงนุช สิงหเดชะ
Thai Prime Minister Thaksin Shinawatra (R) talks with Finance Minister Somkid Jatusripitak during the presentation to parliament of the country's 2002 budget 27 June 2001. Thaksin presented his first budget to parliament with a 200 billion baht (4.4 billion USD) deficit designed to stimulate the economy. Worth a total 1.02 trillion baht (22.7 billion dollars) , the budget for the year to September 2002 is the biggest in Thailand's history and represents 18.2 percent of Gross Domestic Product (GDP). AFP PHOTO/Pornchai KITTIWONGSAKUL / AFP PHOTO / PORNCHAI KITTIWONGSAKUL

บทความพิเศษ / นงนุช สิงหเดชะ

 

อ่าน ‘นิสัย’ ของ ‘ทักษิณ’

จากวาจาเหยียดหยัน ‘สมคิด’

ยิ่งเข้าใกล้โหมดเลือกตั้ง ยิ่งได้เห็นการเคลื่อนไหวของคุณทักษิณ ชินวัตร ถี่ขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ ในยามที่คุณทักษิณอยาก “ระบาย” หรืออยากส่งวาจา “กระแทก” คนในรัฐบาลปัจจุบัน
ดังนั้น อาณาบริเวณที่มาป้วนเปี้ยน ก็จะอยู่แถวจีน ฮ่องกง สิงคโปร์ ที่มีระยะการบินจากประเทศไทยราว 2-3 ชั่วโมง เพื่อให้ง่ายสำหรับสมาชิกพรรคและแกนนำมวลชนในการบินไปหา
ในการพบกันครั้งล่าสุด แหล่งข่าวในพรรคเพื่อไทยเอาข่าวมาปูดกับสื่อมวลชนว่า คุณทักษิณยังมั่นใจพรรคเพื่อไทยจะชนะ ส่วนพรรคอนาคตใหม่ จะได้ถึง 40 ที่นั่ง และจะแย่งที่นั่งของประชาธิปัตย์ไป ซึ่งทำให้ว่าที่รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ อย่างนายชำนาญ จันทร์เรือง ถึงกับเก็บอาการไม่อยู่ ออกมาขอบคุณทักษิณ
พร้อมกับถือโอกาสคุยเขื่องว่า พรรคตัวเองน่าจะได้เกิน 40 ที่นั่ง เพราะมั่นใจว่าคนรุ่นใหม่จะเทเสียงให้

สําหรับพรรคอนาคตใหม่นั้น คนกันเองอย่างนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เคยออกมาระบุว่า “เป็นเพียง “a more militant version of เพื่อไทย” หรือเวอร์ชั่นที่ “สู้รบ” (militant) หรือ “ดุ” กว่าของเพื่อไทย คนที่เคยเชียร์เพื่อไทย แต่ผิดหวังเพราะเห็นว่าเพื่อไทยอ่อนไป จึงหันมาเชียร์อนาคตใหม่ที่เป็นเวอร์ชั่นที่ดุกว่า” (เทียบให้เห็นภาพก็คล้ายเป็นแฟรนไชส์ร้านสะดวกซื้อ แม้จะมีหลายสาขาแต่เจ้าของคือคนเดียวกัน)
การออกมาทำนายอย่างนี้ของคุณทักษิณ เดาได้ไม่ยากว่าหวังผลเชิงจิตวิทยาในการสื่อสารไปยังฐานเสียงและลูกพรรคให้เกิดความฮึกเหิมว่า จะมีอนาคตใหม่เป็น “อะไหล่เสริม” ให้ได้ตั้งรัฐบาลแน่ๆ
ตามความคิดของนายสมศักดิ์ เห็นว่าอนาคตใหม่เป็น “ทางเลือก” ของสายฮาร์ดคอร์ที่เคยนิยมพรรคเพื่อไทย แต่เพื่อไทยอ่อนกำลังลงเพราะโดนคดีบ้าง ติดคุกบ้าง ทำให้แกนนำฮาร์ดคอร์เดิมเริ่มแหยงและใกล้สูญพันธุ์ เพราะบางคนก็เห็นสัจธรรมตอนอยู่ในคุกว่า สู้แทบตาย สุดท้ายคนสบายคือใครบางคนที่อยู่ต่างแดน
ดังนั้น แฟนเพื่อไทยกลุ่มเดิมที่นิยมการสู้รบ (แปลว่าไม่สงบ) ก็จะมี “อนาคตใหม่” มาสานฝันแห่งการสู้รบต่อไป ซึ่งสุดท้ายแล้วหลังเลือกตั้งก็ (อาจ) จะวกกลับมาบรรจบเป็นเนื้อเดียวกัน
ในโอกาสนี้ คุณทักษิณยังได้หยามหยันพลังประชารัฐ ว่าเป็นเพียงสินค้าก๊อบปี้ที่ไร้เกรด และพุ่งเป้าการเหยียดหยันไปยังนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นมือไม้สำคัญทางเศรษฐกิจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ตามคำพูดที่แหล่งข่าวในพรรคเพื่อไทยนำมาถ่ายทอดนั้น คุณทักษิณบอกว่า พลังประชารัฐก๊อบปี้ความคิดของตนทุกอย่าง ไม่ใช่ของแท้
“นายสมคิด คิดว่าตัวเองเป็นหมอใหญ่ ทั้งที่ที่ผ่านมาเป็นเพียงเสมียนหน้าห้องของหมอเท่านั้น ทักษิณต่างหากเป็นหมอใหญ่ วันนี้ก็ไล่หมอใหญ่ออกไปแล้วยึดคลินิก คนที่มายึดคลินิกจะเข้าไปรักษาคนไข้เหมือนหมอได้อย่างไร ก็ตัวเองไม่ใช่หมอ ส่วนนายกฯ ประยุทธ์เห็นทักษิณสอนหนังสือก็อยากสอนบ้าง เห็นขับรถก็ขับบ้าง แม้แต่การประชุม ครม.สัญจรก็ก๊อบปี้ รัฐบาลนี้ทำทุกอย่างภายใต้กรอบปรัชญาของพรรคเพื่อไทยที่ว่า ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส ทั้งสิ้น แต่เป็นการก๊อบไร้เกรด ไม่ใช่เกรดเอ”
ยังไม่แน่ชัดว่า ประชารัฐที่คุณทักษิณพูดถึง หมายถึงพรรคพลังประชารัฐ หรือนโยบายประชารัฐ แต่อาจจะหมายถึงทั้งสองอย่าง เพราะนโยบายประชารัฐของรัฐบาลปัจจุบันถูกฝ่ายตรงข้ามเยาะเย้ยมาแต่แรกว่าก็คือประชานิยมของทักษิณ
แต่ไม่ว่าจะเป็นนโยบายประชารัฐหรือพรรคพลังประชารัฐ ล้วนเกี่ยวข้องกับนายสมคิด เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าไอเดียประชารัฐย่อมมาจากนายสมคิด
ส่วนพรรคพลังประชารัฐที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ได้เป็นนายกฯ ต่อไป ก็ถูกฝ่ายตรงข้ามกล่าวหาว่ามีนายสมคิดเป็นแกนหลักอยู่เบื้องหลัง

หากคุณทักษิณพูดจาในลักษณะหยามหยันดังกล่าวต่อนายสมคิดจริง ก็ย่อมสะท้อนให้เห็น “แรงแค้น” ที่ฝังอยู่ในใจของคุณทักษิณถึงขั้นอดไม่ไหว จนต้องเผย “จิตเดิมแท้” ออกมา
เป็น “จิตเดิมแท้” ที่บอกให้รู้ว่าคุณทักษิณมีความหลงตัวเองสูง ไม่ยอมให้ใครเก่งกว่า เด่นกว่า และไม่ยอมรับว่ามีใครในประเทศนี้เก่งกว่าตัวเอง
เป็น “จิตเดิมแท้” ที่แสดงถึงจิตใจที่คับแคบ ขาดสปิริต
คุณทักษิณกล้าเปรียบเทียบได้อย่างไรว่าสมคิดเคยเป็นแค่ “เสมียนหน้าห้อง” ส่วนตัวเองนั้นเป็นหมอใหญ่ แล้ววันหนึ่งมีคน (คสช.) มายึดคลินิก ไล่หมอออกไป แล้วสมคิดก็จะมารักษาคนไข้แทนหมอ (ทักษิณ)
ความคิดของคุณทักษิณก็คงประมาณว่า ชาตินี้คนชื่อสมคิด ที่เคยเป็นลูกน้องของคุณทักษิณมาก่อน ต้องเป็นลูกน้องทักษิณตลอดไป ห้ามก้าวหน้าไปเป็นอย่างอื่นที่สูงกว่านี้ หรือเกินหน้าเกินตาของตัวเอง

 

หากจะหาคำตอบว่าทำไมคุณทักษิณจึงแค้นและขุ่นเคืองคุณสมคิดมากขนาดนั้น ก็ไม่ยาก เพราะแต่ก่อนคุณสมคิดต้องคอยเดินตามคุณทักษิณไปทั่วโลกเพื่อเชิญชวนนักลงทุน
เมื่อก่อนคุณทักษิณยืนอยู่บนโพเดียม เฉิดฉายอยู่บนเวทีใหญ่ๆ ทั่วโลก เพื่อชักชวนนักลงทุนต่างประเทศ แต่บัดนี้หน้าที่หลักดังกล่าวกลายมาเป็นของนายสมคิด ที่ตอนนี้มาเป็นกุนซือเศรษฐกิจให้กับรัฐบาล คสช.
ทักษิณคงถือว่านายสมคิดเป็นศัตรูของตัวเองแน่ๆ เพราะว่าไปช่วยงานรัฐบาลที่ยึดอำนาจไปจากตนเอง
แต่สำหรับนายสมคิดอาจคิดอีกอย่าง คืออะไรที่ทำได้ก็ช่วยกันไป เอาบ้านเมืองให้รอดก่อน ไม่ได้คิดว่ารัฐบาลไหนจะมาจากการเลือกตั้งหรือรัฐประหาร
นายสมคิดได้ชื่อว่าเป็นขุนพลสำคัญทางเศรษฐกิจของรัฐบาลคุณทักษิณ นโยบายประชานิยมและอีกหลายอย่างมาจากไอเดียของนายสมคิด
ดังนั้น การที่คุณทักษิณยกตัวเองว่าเป็นหมอ แต่นายสมคิดเป็นแค่เสมียนหน้าห้องนั้น หากพูดจริงถือว่าขาดสปิริตลูกผู้ชาย และอีกด้านหนึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเป็นคนไม่มั่นใจในความสามารถของตัวเอง จึงต้องใช้วิธีข่มคนอื่น ด้วยการยกตนข่มท่าน
นายสมคิดได้ชื่อว่ามีความสามารถสูง แนวคิดแปลกใหม่ด้านการตลาดที่มีลูกเล่นในยุครัฐบาลทักษิณ ก็ล้วนหรือมีส่วนมาจากมันสมองของเขา
ถามว่าถ้าไม่มีนายสมคิดช่วยงาน คุณทักษิณจะได้รับความนิยมมากหรือไม่ในช่วงที่เป็นนายกรัฐมนตรี

นโยบาย 30 บาท นั่นคุณทักษิณก็ไม่ได้คิดเอง คนอื่นคิดให้ทั้งนั้น แล้วคุณทักษิณและสาวกที่อวยกันแบบไม่ลืมหูลืมตา กล้าพูดได้อย่างไรว่าแนวคิดทุกอย่างเป็นของคุณทักษิณ
อาจจะเพราะนิสัยแบบนี้ของคุณทักษิณ จึงทำให้คนดีๆ เก่งๆ ฉลาดและเป็นตัวของตัวเอง อยู่กับคุณทักษิณได้ไม่นาน เพราะคุณทักษิณขาดศิลปะสำคัญในการเป็นหัวหน้าที่ดี
หัวหน้าที่ดี ที่จะได้ใจลูกน้อง ต้องไม่ฉกฉวยหรือรวบเอาผลงานของลูกน้องไปเป็นของตัวเองทั้งหมด และต้องรู้จักยกย่อง ให้เกียรติลูกน้อง

บทความก่อนหน้านี้มหาวิทยาลัยไทย ไปทางไหนเมื่อโลกซับซ้อนมากขึ้น
บทความถัดไปอัยการไอซีซีเริ่มสอบคดีบังคับโรฮิงญาลี้ภัย เข้าข่ายอาชญากรรมต่อมนุษยชาติหรือไม่