นคร มาฉิม ผ่าสงครามสองระบบ ตีแผ่ผังล้มประชาธิปไตย “อย่าให้มือปืนรับจ้างมาเป็นอุปสรรคในการต่อสู้ของผม”

“ที่ผมออกมาพูดเรื่องนี้และเลือกใช้วันเกิดอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ก็เพราะว่าผมและนักวิชาการ นักการเมือง รวมถึงประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยที่ติดตามสถานการณ์บ้านเมืองเขารู้และทราบดีถึงเรื่องการสมคบคิดนี้ แต่เขาไม่มีเวทีหรือโอกาสที่จะออกมาพูด เนื่องจากเครือข่ายของระบอบเผด็จการที่แทรกซึมไปทุกองคาพยพแข็งแกร่งมาก แม้กระทั่งในหลายสื่อก็เป็นผู้รับใช้ เป็นลำโพงให้ระบอบนี้”

คำตอบแรกจากนคร มาฉิม ผู้ซึ่งเขย่าวงการเมืองด้วยเรื่องที่หลายคนรู้และทราบดีว่า “ไม่ใช่เรื่องใหม่”

แต่ทำไมปรากฏการณ์นี้มันถึงสะเทือนไปทั่ว ถึงขนาดพรรคประชาธิปัตย์เรียงแถวออกมาตอบโต้และจ่อดำเนินคดี

“การที่พรรคประชาธิปัตย์เตรียมดำเนินการทางกฎหมายเพราะผมออกมาพูด ผมอยากจะบอกว่า ต่อให้ผมตายก็ต้องยืนหยัดในความจริงก็ไม่เสียดายชีวิตที่ได้พูด ประชาชนเขาดูอยู่แล้วเขาจะใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจเอง”

“ผมอยากจะเชิญชวนคนดีๆ ที่มีอยู่ในทุกพรรคมาร่วมกันต่อต้านเผด็จการที่เอาปืนกดหัวพวกเราอยู่ ให้ลุกยืนขึ้น”

“เขายึดอำนาจและกดขี่ข่มเหงพวกเราเข้าสู่ปีที่ 5 ช่วยให้เขาออกไปก่อนได้ไหม? แล้วฝ่ายการเมืองค่อยมาว่ากันในเวทีของประชาชน อย่าไปเป็นเครื่องมือรับใช้เผด็จการที่มาสกัดกั้นอำนาจของประชาชนเลย”

“ผมเชื่อว่าพรรคการเมืองดีๆ นักการเมืองที่ดียังมีจิตวิญญาณที่อยากจะรักษาระบอบประชาธิปไตยไว้ มีหัวใจที่รักความเป็นธรรม อยากให้มาร่วมกันสู้กับประชาชน”

“ส่วนตัวผมเองพร้อมรับทุกสถานการณ์ ต่อให้ผมตาย ผมไม่กลัวอะไรทั้งสิ้น และไม่ต้องการท้าทายใคร”

“สิ่งที่ผมจะสามารถยืนหยัดอยู่ได้ ชีวิตที่ผ่านมาตั้งแต่การเป็นเด็กบ้านนอก เป็นเด็กวัดมาได้รับโอกาสจากประชาชนพิษณุโลกต่อเนื่องกันมา 5 ครั้งเลือกตั้ง”

“กระบวนการยึดอำนาจที่เราเห็น ถ้าท่านเอาผิดผมเพราะสิ่งที่ผมปรารถนาดีต่อประเทศชาติประชาชนเพียงเพราะมุ่งหวังที่จะนำประเทศไปสู่วิถีประชาธิปไตย”

“ถ้าตายก็ถือว่าคุ้มแล้ว! ผมก็จะยืนพิสูจน์ต่อสู้แม้ว่าไม่มีใครยืนอยู่ข้างหลังผม และเชื่อว่าวันหนึ่งข้างหน้าอีกไม่นาน ฝ่ายประชาธิปไตยจะชนะ อีกไม่นานเผด็จการถึงคราวพังทลายลงอย่างแน่นอนไม่ต้องรอถึงชาติหน้า ผมมั่นใจว่าจะได้เห็นเผด็จการและผู้ที่ชูคอไม่มีที่ยืนในสังคม ผมมั่นใจมาก เพราะว่าประชาชนและคนไทยส่วนใหญ่หูตาสว่าง”

“พรรคการเมืองใด บุคคลใดก็แล้วแต่ ถ้ามีบุญคุณผมไม่เคยลืม ไม่เคยทรยศ ไม่เคยเนรคุณ แต่ถ้าเกิดพรรคการเมืองใดต่อให้มีบุญคุณในชีวิตของผม แต่ถ้าทรยศประชาชน ไม่ยึดมั่นในประชาธิปไตย เราเป็นฝ่ายตรงข้ามกัน เรื่องบุญคุณส่วนตัวอย่ามารวมกัน เรามีหัวใจตายไปก็ไม่มีวันลืม แต่สิ่งที่เหนือกว่าพรรค เหนือกว่าตัวบุคคลคือประเทศ และประชาชนที่ต้องเดินไปด้วยกัน ผมว่ามันสำคัญยิ่งกว่าตัวตน”

“ใครจะว่ากล่าวด่าผมสาดเสียเทเสีย ผมถือว่าอย่าให้มาเป็นอุปสรรคต่อทิศทางการต่อสู้กับเผด็จการของผมเลย พวกเราควรจะคิดกันได้แล้ว ไปสู้กับเผด็จการก่อน คืนอำนาจให้ประชาชนก่อน เสร็จแล้วเราค่อยมาแข่งกันทำความดี ถ้าประชาชนเห็นว่าท่านดีกว่าก็ชนะไปเลย”

“แต่ถ้าวันหนึ่งท่านทำให้ประชาชนเดือดร้อนไม่มีการแก้ไขปัญหา เขาก็จะให้โอกาสเราทำหน้าที่แทนท่าน 4 ปีก็พิสูจน์กันใหม่ มันแฟร์ มันฟรี แล้วมันก็ยุติธรรมที่สุด!”

“ไม่อยากให้ไปมองคนที่ความเป็นบ้านนอกหรือคนที่มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่เกิดมาในสกุลร่ำรวย แต่คนมันควรจะวัดกันที่ “หัวใจ” และ “เป้าหมาย” ที่เดินไป เราเดินไปเพื่อเป้าหมายใด ต่อให้คุณจบปริญญาตรีโท-เอก มียศถาบรรดาศักดิ์ แต่ถ้าคุณฝักใฝ่เผด็จการ มองคนไม่เท่ากัน ผมว่ามันไร้คุณค่า และนั่นแหละคุณต่างกันกับผม”

“นี่มันคือสงครามของ 2 ระบอบจริงๆ ปัจจุบันสถานะของสงครามก็ยังดำเนินอยู่ ยังไม่จบสิ้นและไม่รู้จะจบเมื่อไหร่ เป็นการแย่งชิงอำนาจการปกครองในอำนาจนี้มันมีเงินงบประมาณแผ่นดิน เกือบ 5 ปีที่ผ่านมา งบประมาณเกือบ 20 ล้านล้านบาทที่เขาใช้เงินภาษีของประชาชนไป”

“ผมมองว่าไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์เท่าที่ควรจะเป็นอยู่ ท่ามกลางข่าวว่ามีการทุจริตคอร์รัปชั่นกินหัวคิวการซื้ออาวุธตรงนั้นตรงนี้ออกมาอยู่เสมอ แถมยังมีการด่ากราดประชาชนเสมือนว่าประชาชนเป็นลูกน้อง มันไม่ควรที่จะเป็นแบบนั้น”

“ส่วนใครที่มองว่าผมหวังตำแหน่งนั้นผมอยากจะบอกว่าตั้งแต่ผมออกมาจากพรรคประชาธิปัตย์ 5 ปีแล้ว ผมยังไม่เคยมีโอกาสคุยกับคุณทักษิณ ชินวัตรเลย และผมก็ประกาศย้ำเสมอว่า ถ้าคุณทักษิณเปลี่ยนจุดยืนหรือพรรคเพื่อไทยไปด้วยกันกับเผด็จการ คสช. เราเป็นศัตรูกัน! ยืนตรงข้ามกัน”

“วันนี้ต้องบอกว่า มีอยู่ 5 พรรคการเมือง ทั้งพรรคที่ตั้งใหม่และพรรคที่มีอยู่แล้วรวมถึงพรรคเพื่อไทยติดต่อมา บางคนก็มาเสนอตำแหน่งให้ ว่าถ้ามาอยู่ด้วยได้เป็นรัฐบาลจะให้เป็นตำแหน่งนั้นนี้ บางคนก็มาเสนอผลประโยชน์ บางคนก็บอกว่ามาเป็นพวกกันดีกว่า อย่ายืนตรงข้ามกันเลย ผมก็ยอมรับนะว่ามีการคุยกับพรรคเพื่อไทยจริง แต่ไม่ได้มีการตกลงอะไรกัน 100% เพราะว่าตอนนี้ทางพรรคเพื่อไทยเองผู้บริหารก็มาบอกว่าพรรคจะถูกยุบก่อนหรือเปล่าก็ยังไม่รู้”

“ซึ่งใครก็ตามที่วิจารณ์ผม ผมไม่อยากเอ่ยชื่อ ก็อาจจะมีนักการเมืองบางคน นักวิชาการบางส่วน หรือคนที่ไม่ชอบประชาธิปไตยสยบยอมต่ออำนาจหรือเป็นมือปืนรับจ้าง ผมบอกเลยว่า “ขี้เกียจไปเสียเวลากับคนพวกนี้” เพราะแนวทางของเราไม่ได้ไปต่อสู้กับพรรคการเมือง ไม่อยากมาเสียเวลากับนักการเมืองที่ไปเป็นแนวร่วมกับเหตุการณ์นั้น เพราะธงของเรามันชัดเจน ว่าต้องการให้ประชาธิปไตยเกิดขึ้น แล้วมาช่วยกันล้างมรดกบาปที่เขาสร้างขึ้นดีหรือไม่”

“เขาหมดความชอบธรรมไปนานแล้ว หลังจากนี้ค่อยให้ประชาชนตัดสินใจในการเลือกตั้ง”

“อย่างไรก็ตาม ตัวผมเองมีชาร์ตอยู่ในตัว มีผังอยู่แล้ว ขอย้ำอีกครั้งว่าผังล้มเจ้าของปลอมก็เห็นมีบางคนออกมายอมรับ แต่ผังล้มประชาธิปไตยของจริง! แล้วก็ล้มได้สำเร็จ ทุกอย่างมันมีกระบวนการ มีแผนงาน มีการแบ่งกันเล่นแบบฟูลทีม”

“ผมถึงย้ำอยู่เสมอว่ามีทั้งฝ่ายการเมือง นายทุน ขุนศึก ศักดินาอำมาตย์ แม้แต่กระบวนการยุติธรรมเข้าไปรวมกันนี่คือความจริง ที่ใครจะปฏิเสธก็แล้วแต่ แต่ผมเชื่อว่าประชาชนเขาไม่ต้องมาเชื่อนคร มาฉิมหรอก เขาก็เห็นอยู่ว่าความเป็นจริงเชิงประจักษ์มันชัดขนาดไหน คนที่จะมาใส่ร้ายผมว่าหวังยศหวังตำแหน่ง เผาบ้านตัวเอง เนรคุณ ผมว่ามันเสียเวลา”

“ถ้าหากให้วิเคราะห์การเมืองหลังจากนี้ ผมก็ยังอ่านใจประชาชนไม่ออก เนื่องจากผมตัวคนเดียว แต่ผมอยากจะฝากบทเรียนทางประวัติศาสตร์ทางการเมืองของไทยเราว่า หลังจากการยึดอำนาจมีกฎกติกาที่ไม่ชอบธรรม ที่เขาวางโครงสร้างเอาไว้ในฝ่ายเผด็จการ ถ้ายังอยู่ในเกมแบบนี้ ที่เขาวางไว้ ก็ยากที่ประชาธิปไตยจะชนะ”

“ผมได้แต่เพียงคาดหวังถึงประชาชนคนไทย ให้เลือกฝ่ายประชาธิปไตย ช่วยกันล้างมรดกบาปของเผด็จการ และร่วมกันวางโครงสร้างอำนาจใหม่ที่มาจากประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชนถูกต้องยุติธรรม”

“ผมก็คาดหวังลึกๆ และอ้อนวอนประชาชน ให้ยึดหลักและเลือกฝ่ายประชาธิปไตยให้ชัดเจนถล่มทลาย จากนั้นร่วมกันฟื้นฟูประเทศของเราให้เจริญรุ่งเรืองทั้งในมิติสังคม การเมือง เศรษฐกิจ หยุดแช่แข็งประเทศ พาประเทศของเราไปแข่งกับสังคมโลก ไม่ใช่ว่ามาตีกันอยู่ข้างใน อยู่ในสุ่มไก่ที่เผด็จการครอบหัวเราอยู่แบบนี้ จะเป็นจริงหรือไม่อยู่ที่นี่พี่น้องทุกคน”

“ส่วนชะตากรรมของผมเองจะเป็นอย่างไร ก็ไม่ได้สนใจหรอก พร้อมที่จะร่วมเป็นร่วมตาย ผมก็สู้แบบนี้ ไม่มีเงินไม่มีทองไม่มีบารมี ผมไม่เคยทรยศใคร แต่วันนี้เอาเผด็จการที่กดขี่เราอยู่ให้ออกไป กลับกรมกองกันไปได้แล้ว!”

บทความก่อนหน้านี้กรมบัญชีกลางปรับปรุงแนวทางจ่ายตรงผู้ป่วยนอก
บทความถัดไปเปิด ‘วังวรดิศ’ ต้อนรับกำนัน-ผญบ. ถือเป็นข้าต่างพระเนตรพระกรรณพระมหากษัตริย์