‘จาตุรนต์’ ลั่นอุดมการณ์ฆ่าไม่ตาย ชูเพื่อไทยสานต่องานด้วยหัวใจคือประชาชน ย้ำแลนด์สไลด์เท่านั้น

“จาตุรนต์” นำปลุกใจกลางที่ประชุมพรรค ลั่นฆ่าไม่ตาย! ยุบไทยรักไทย-พลังประชาชน เพื่อไทยสานต่ออุดมการณ์ หัวใจคือประชาชน ชูภารกิจแก้ไขปัญหาประเทศ-สร้างประชาธิปไตย ย้ำต้องแลนด์สไลด์เท่านั้น

 

วันที่ 24 เมษายน 2565 เมื่อเวลา 10.30 น. ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย พรรคเพื่อไทยได้จัดการประชุมสามัญประจำปีของพรรค แสดงวิสัยทัศน์และเป้าหมายใหญ่ของพรรค ท่ามกลางหลายพรรคการเมืองต่างเปิดตัวและประชุมพรรคกันอย่างคึกคักที่อาจหมายถึงสัญญาณการยุบสภาใกล้เข้ามาและการเลือกตั้งครั้งใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น จึงมีการเตรียมความพร้อมของบรรดาคณะกรรมการบริหาร สมาชิกและว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ในการฟอร์มตัวสำหรับสนามเลือกตั้ง โดยได้จัดการแสดงวิสัยทัศน์ จาก 4 บุคคลสำคัญของพรรค ประกอบด้วย จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทยและสมาชิกพรรค ชัยเกษม นิติสิริ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมืองพรรคเพื่อไทย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และน.ส.แพทองธาร ชินวัตร ที่ปรึกษาด้านนวัตกรรมและการมีส่วนร่วม

จาตุรนต์ กล่าวเริ่มงานเป็นคนแรกว่า สวัสดีครับท่านหัวหน้าพรรค คณะกรรมการบริหารฯ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกครอบครัวเพื่อไทย ท่านผู้มีเกียรติและสื่อมวลชนที่เคารพรักทุกท่าน ผมต้องขอขอบคุณคณะกรรมการพรรคที่เชิญให้ผมมาพูดบนเวทีในวันนี้

และต้องขอขอบคุณที่ให้ใช้สถานะอดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ซึ่งตรงกับความตั้งใจของผมพอดี ข้อที่ 1 ก็คือว่าครอบครัวเพื่อไทยที่เป็นทั้งสมาชิกพรรคเพื่อไทยหรือทั้งไม่ใช่สมาชิกเพื่อไทย แต่มีอีกมิติหนึ่งคือ 3 พรรค 3 Generation อยู่ด้วยกัน

พูดแบบนี้อาจจะตกใจว่ารุ่นปู่ รุ่นพ่อ รุ่นหลานไม่ใช่นะครับ ที่จริงอายุใกล้เคียงกัน นกแลของไทยรักไทยมาเป็นประธานวิปอยู่ที่นี่ ผมยังเรียกท่านชัยเกษมของเพื่อไทยว่าพี่ ท่านสุธรรม แสงประทุมจากไทยรักไทย น้องๆที่ไทยรักไทยก็ยังเรียกพี่ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นที่พูดด้วยความจริงไม่ได้ต้องการบอกว่าตัวเองเป็นหนุ่มขึ้น แต่พูดถึงไทยรักไทยเพราะว่าอยากจะบอกว่าอดีตสมาชิกพรรคไทยรักไทยมีเยอะเป็น 10 ลานคน และยังผูกพันอยู่กับพรรคเพื่อไทย ก็อยากจะเชิญชวนท่านทั้งหลาย ช่วยกันแสดงความยินดีต้อนรับอดีตชาวไทยรักไทยทั้งหลายทั่วประเทศ “ยินดีต้อนรับเข้าสู่ครอบครัวเพื่อไทย”

ข้อที่ 2 ก็คือผมได้รับมอบหมายให้มาพูดเรื่องต้นตอวิกฤตของประเทศกับภารกิจพรรคเพื่อไทย วิกฤตของประเทศ 10 กว่าปีมานี้ มีเรื่องของไทยรักไทยอยู่ในนั้น ไทยรักไทยเป็นทั้งตัวแสดง เป็นทั้งตำนาน เป็นทั้งผู้ถูกกระทำ แต่ว่าไทยรักไทยที่ผมพูดไม่ได้อยู่ในพิพิธภัณฑ์ แต่ไทยรักไทยที่ผมพูดอยู่นี้อยู่ในห้องนี้

พรรคไทยรักไทยถูกยุบไปแล้วแต่อุดมการณ์และจิตวิญญาณยังอยู่ และถ้าทุกท่านมีความคิดมีความรู้สึกว่าหัวใจของท่านคือประชาชน นั่นคือท่านมีอุดมการณ์จิตวิญญาณไทยรักไทย เพราะไทยรักไทยคือหัวใจประชาชน 

ต้นตอวิกฤตของประเทศนี้อยู่ที่ไหน ถ้าให้ผมย้อนไปตามประสบการณ์ ผมจะย้อนไปไกลเกินไปเพราะบังเอิญมาเกี่ยวข้องกับการเมืองตั้งแต่เด็ก แต่ว่าย้อนมาแค่การรัฐประหารปี 2549 ต้นตอวิกฤติมันเกิดจากการที่ผู้มีอำนาจที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน เขาไม่ยอมให้ประชาชนกำหนดความเป็นไปของประเทศ ไม่ยอมให้ประชาชนกำหนดการบริหารประเทศผ่านการแข่งขันของพรรคการเมือง ไม่ยอมให้ระบบกลไกประชาธิปไตยมาทำให้เกิดรัฐบาลที่ตอบสนองความต้องการของประชาชน และในที่สุดวิกฤตนี้นำมาสู่การมีรัฐบาลที่ไร้ความสามารถ และทำให้ประเทศเสียหายประชาชนเดือดร้อนกันทั้งประเทศอยู่จนทุกวันนี้ 

ผมบอกว่ารัฐประหาร 2549 คือจุดเริ่มต้นวิกฤติ แต่คำถามคือทำไมเขาถึงรัฐประหาร ในขณะนั้นบ้านเมืองกำลังเสียหาย ประชาชนอดอยากยากจนข้นแค้นกันหรือเปล่า? คำตอบคือไม่ใช่ครับ แต่เศรษฐกิจไทยกำลังจะดี ประเทศไทยกำลังเป็นผู้นำอยู่ในเวทีภูมิภาคเอเชีย และกำลังแตะขึ้นไประดับผู้นำโลก เศรษฐกิจไทยดีขึ้น คนลืมตาอ้าปากได้ป ระเทศไทยใช้หนี้ IMF ได้ก่อนกำหนด ประชาชนมีทุนปัจจัยในการที่จะลงทุนในการทำมาค้าขาย ประเทศกำลังดีอยู่แท้ๆแล้วทำไมเกิดการยึดอำนาจ

ก็ย้อนไปนิดนึงครับ ปี 2535 เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ และปี 2540 เกิดการปฏิรูปการเมืองที่ต้องการให้มีรัฐธรรมนูญปี 40 และต้องการให้มีรัฐบาลที่เข้มแข็ง ระบบพรรคการเมืองที่เข้มแข็ง และต้องการให้มีการตรวจสอบที่ดี ในขณะเดียวกันนั้นเกิดวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์หลายสิบปีที่ผ่านมา รัฐบาลในขณะนั้นล้มเหลวในการแก้ปัญหา ประชาชนมีข้อสรุปว่ารัฐบาลนี้ล้มเหลวไม่มีทางแก้ปัญหาได้

ความโหยหาถึงผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ ความโหยหาถึงพรรคการเมืองที่จะแก้ปัญหาของประเทศ โหยหานโยบายที่ดีในการแก้ปัญหาของประเทศจึงเกิดขึ้น ทั้งหมดมันมาบรรจบกันครับ เขาต้องการที่มีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ และก็เกิดผู้ที่มีวิสัยทัศน์ “ตาดูดาวเท้าติดดิน” คือ พตท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร

พตท.ทักษิณรวบรวมผู้คน คนรุ่นใหม่ นักวิชาการ ผู้บริหารมาร่วมกันคิด ที่สำคัญคือท่านทักษิณไม่ได้เป็นคนเขียนรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเขียนรัฐธรรมนูญปี 40 แต่ว่าท่านรู้จักใช้กติกาตามรัฐธรรมนูญนั้นให้เป็นประโยชน์ ใช้อย่างไร? ก็คือต้องการให้ระบบพรรคการเมืองแข็งแรงและต้องการให้ประชาชนเลือกพรรคการเมือง ท่านก็รวบรวมผู้คนแล้วไปรับฟังความเห็นของประชาชนในที่ต่างๆ เกษตรกร ผู้ลงทุนรายเล็กรายน้อย นักธุรกิจขนาดใหญ่ นักวิชาการ แพทย์สาธารณสุขไปฟังมาหมด แล้วรวบรวมทำเป็นนโยบายขึ้นมา 

เมื่อทำเป็นนโยบายขึ้นมาแล้วประกาศในการหาเสียงเลือกตั้ง ประชาชนเลือกมาเพราะเห็นผู้นำมีวิสัยทัศน์ มีอนาคต มีศักยภาพ และมีนโยบายที่ดี เขาก็เลือกพรรคไทยรักไทยกันขึ้นมา จนได้เป็นรัฐบาล

ผมเคยเห็นร่างนโยบายของรัฐบาลมาเยอะแล้ว รัฐบาลก่อนหน้านั้นเวลาแถลงนโยบายให้สภาพัฒน์เขียน แต่พรรคไทยรักไทยเป็นพรรคการเมืองแรกในประเทศไทย ที่เอาที่ติดอยู่ตามถนนที่หาเสียงกับประชาชนมาเขียนเป็นบรรทัดบรรทัด โดยตอนที่ร่างคนที่เขียนคือพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตรเอง และแถลงในสภา แถลงในสภาแล้วก็เป็นพรรคการเมืองแรกที่เอานโยบายที่แถลงในสภาเริ่มต้นได้ทุกเรื่องภายในระยะเวลา 1 ปี

เมื่อทำสำเร็จมากๆเข้าก็กลายเป็นที่นิยม พรรคไทยรักไทยได้รับคะแนนเลือกตั้งครั้งต่อมา ได้รับคะแนนเสียง 377 เสียงจาก 500 เสียง มากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย มาบอกตอนนี้คนนึกพรรคไทยรักไทยนึกถึงอะไรที่เก่าคร่ำครึแต่มันไม่ใช่ เพราะตอนท้ายๆพรรคไทยรักไทยพยายามทำ 2 เรื่อง เรื่องแรกไทยรักไทยแก้ปัญหาความยากจน ถ้ายังจำทัวร์นกขมิ้นกันได้ไหม? ไปรวบรวมปัญหาทั้งหมด แก้ปัญหาความยากจน เพื่อให้ปัญหาความยากจนหมดไปจากประเทศนี้ ข้อที่ 2 คือ Modernize Thailand นายกฯไปอยู่ที่ จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดต่างๆ อยู่ที่ทำเนียบ ทำเรื่อง  Modernize Thailand จะเปลี่ยนประเทศพัฒนาประเทศให้ทันสมัยนี้คือไทยรักไทย

แต่ในขณะที่ทำอย่างนี้ก็เกิดรัฐประหาร เพราะอะไรถ้าไปพูดกันทางวิชาการก็คุยกันได้เป็นวันๆว่าเพราะอะไร แต่ถ้าเราดูจากว่าเขารัฐประหารแล้วเขาทำอะไรต้องการอะไร เราจะรู้เลยว่าเขาทำรัฐประหารเพราะไม่อาจทนดูการที่ประชาชนกำหนดความเป็นไปของประเทศได้อีกต่อไป ไม่อาจเห็นการที่ประชาชนกำหนดนโยบายของพรรคการเมืองไปเป็นนโยบายของรัฐบาล และบริหารประเทศให้ประชาชนอยู่ดีกินดีได้อีกต่อไป เขาจึงทำรัฐประหารเพื่อหยุดสิ่งเหล่านี้ นี่คือต้นตอวิกฤตของประเทศอยู่ตรงนี้ 

แต่ว่ารัฐประหารปี 2549 ก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อไทยรักไทย ผมเข้ามารับหน้าที่รักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย มีเสียงปรามาสออกมาบอกว่า “คุณจะไปอยู่อะไรกับซากปรักหักพัง” ขณะเดียวกันก็มีเสียงพรรคพวก เสียงของประชาชนบอกว่าพวกเราต้องช่วยกันบอกว่ารักษาพรรคเอาไว้ ในที่สุดเราก็ร่วมกันรักษาพรรคการเมืองนี้ไว้ และจากที่พรรคไทยรักไทยเป็นพรรคการเมืองที่นำนโยบายมาบริหารแก้ปัญหาประเทศสำเร็จได้เป็นพรรคแรก ก็มากลายเป็นพรรคการเมืองที่ชูธงประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการและเรียกร้องประชาธิปไตย เป็นพรรคการเมืองเดียวและพรรคการเมืองแรกในวิกฤตการเมืองครั้งนี้

การยุบพรรคไทยรักไทย มันอยู่ในบันได 4 ขั้น คือไม่ต้องการให้พรรคที่ประชาชนได้รับความนิยมกลับมาเป็นรัฐบาล และต้องการให้พรรคที่สนับสนุนเผด็จการเข้ามาเป็นรัฐบาล แต่ว่าแผนบันได 4 ขั้นมันล้มมันลง เพราะประชาชนไม่เอาด้วย  เมื่อยุบพรรคไทยรักไทยนักการเมืองที่ยังไม่ได้ถูกตัดสิทธิ์มารวมตัวกันตั้งเป็นพรรคพลังลงเลือกตั้ง ประชาชนก็เลือกพรรคพลังประชาชนได้เข้ามาเป็นรัฐบาลอีก ตบหน้าเผด็จการ ตบหน้าแผนบันได 4 ขั้นเป็นที่เรียบร้อย

เมื่อมาเป็นรัฐบาล พรรคพลังประชาชนก็ได้แสดงความต่อเนื่องของการเป็นพรรคที่ต้องการเห็นบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย รัฐบาลพรรคพลังประชาชนเสนอนโยบายสำคัญคือแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับให้เป็นประชาธิปไตย แล้วเกิดอะไรขึ้นครับ? พอพรรคพลังประชาชนกำลังจะบริหารกำลังจะแก้รัฐธรรมนูญ แต่เกิดการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล ที่ทำผิดกฎหมายร้ายแรงเยอะแยะไปหมดอย่างไม่จำกัด และไม่มีการถูกลงโทษ ไม่มีการบังคับใช้กฎหมาย จนล้มนายกรัฐมนตรีไป 2 คนโดยกระบวนการที่ไม่เป็นธรรม ในที่สุดก็ยุบพรรคพลังประชาชนล้มรัฐบาลไปเลย แต่มันก็เกิดพรรคเพื่อไทยที่ทำงานต่อเนื่องมาจนทุกวันนี้

เกิดพรรคเพื่อไทยขึ้นมา เพราะว่าอุดมการณ์จิตวิญญาณของพรรคไทยรักไทย ของพรรคพลังประชาชนมันฆ่าไม่ตาย มันจึงเกิดพรรคเพื่อไทยขึ้นมาเพื่อที่จะต่อสู้ต่อไป

แต่เมื่อเกิดรัฐบาลในค่ายทหาร ก็มีการเรียกร้องของคนเสื้อแดง เขาเรียกร้องให้ยุบสภาเพื่อให้ประชาชนมาเป็นผู้ตัดสินว่าจะให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ประชาชนถูกปราบถูกฆ่าไปเป็นเกือบร้อยคน พรรคเพื่อไทยเคียงบ่าเคียงไหล่กับพี่น้องคนเสื้อแดงและประชาชนผู้รักประชาธิปไตย ต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยพร้อมที่จะลงแข่งขันในการเลือกตั้งครั้งหน้า และต่อมาเมื่อมีการเลือกตั้งเราก็ได้นายกรัฐมนตรีที่ชื่อยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพราะประชาชนทั่วประเทศพร้อมใจกันสนับสนุนพรรคเพื่อไทยให้เป็นแกนนำรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง

แล้วทุกอย่างก็กลับมาเหมือนเดิมอีก… ถ้ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยบริหารประเทศไปนาน ป่านนี้รถไฟความเร็วสูงเชื่อมไปสิงคโปร์-มาเลเซีย ต่อไปลาวไปจีนนานแล้ว แต่ก็เกิดการเคลื่อนไหวเพื่อที่จะล้มรัฐบาลทำผิดกฎหมายได้ไม่จำกัดต่อไป ในที่สุดก็สร้างภาวะให้คนมีความรู้สึกว่าถ้ารัฐบาลมาจากการเลือกตั้งบ้านเมืองจะวุ่นวาย จึงเป็นข้ออ้างในการเข้ามายึดอำนาจทำรัฐประหารเมื่อปี 2557 และพรรคเพื่อไทยคัดค้านการรัฐประหาร พรรคเพื่อไทยคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยในการลงประชามติ 

นักการเมืองของพรรคเพื่อไทยบางคนติดคุก ถูกดำเนินคดี ถูกกลั่นแกล้งหลายอย่าง เป็นคนแรกๆชุดแรกๆหลังการรัฐประหารที่ไปติดคุกเพราะว่าส่งจดหมายบ้าง แสดงความเห็นไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ นักการเมืองที่ติดคุกอยู่คือนักการเมืองพรรคเพื่อไทยทั้งนั้น นี่คือการผูกพันเกี่ยวข้องกับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของพรรคเพื่อไทย

แต่วิกฤติประเทศมันหนักขึ้นเพราะว่ารัฐประหารปี 2557 บอกว่าไม่ต้องการให้เสียของ ที่ไม่เสียของคือพรรคการเมืองที่เป็นที่นิยมของประชาชนจะต้องไม่ได้กลับมามีอำนาจ ระบบเลือกตั้งต้องถูกสร้างขึ้น สว. 250 คนต้องมีอำนาจในการเลือกนายกฯ ประชาชนจะกำหนดอนาคตของประเทศต่อไปไม่ได้เพราะว่ามียุทธศาสตร์ 20 ปี อำนาจต่างๆไม่ได้อยู่กับประชาชนแต่อยู่กับองค์กรต่างๆที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน เขาเรียกตัวเองว่าเป็นองค์กรอิสระแต่อยู่ภายใต้การกำกับของคสช.หรือคณะรัฐประหาร ประชาชนต้องไม่มีสิทธิ์ไม่มีเสียง และนี่คือเหตุที่มีการริดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชน เพราะเขาไม่ต้องการให้ประชาชนตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล 

สิ่งเหล่านี้เป็นผลเสียต่อประเทศ ระบบแบบนี้เป็นระบบที่ไม่เป็นประชาธิปไตย สร้างความเสียหายไม่เฉพาะพรรคการเมืองที่ไม่สยบยอมกับการรัฐประหาร แต่ยังสร้างความเสียหายต่อระบบยุติธรรม การตรวจสอบถ่วงดุล สิทธิเสรีภาพของประชาชนถูกทำลายหมด รัฐบาลที่มีอยู่จึงเป็นรัฐบาลที่ไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชน ไม่มีประสิทธิภาพ ทำอะไรไม่เป็น เมื่อมีวิกฤตเกิดขึ้นมาในรัฐบาลแบบนี้ หายนะจึงเกิดกับประเทศและประชาชนทุกคน

เบื้องหน้าของเราของ ประเทศไทยมีความท้าทาย 8 ข้อ ความท้าทายใหญ่ที่ประเทศต้องเผชิญคือ

  1. เศรษฐกิจตกต่ำ โตช้า ฟื้นช้า 
  2. ความยากจน ตกงานไม่มีรายได้ และต้องมาเจอกับของแพงค่าแรงถูก พี่น้องส.ส.นักการเมืองเยี่ยมเยียนประชาชนเข้าใจอยู่ดีที่สุด ไม่มีเข้าใจดีกว่าพวกท่าน

3.หนี้สาธารณะสูง ใช้ไปอย่างสูญเปล่า หนี้ครัวเรือนสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ 

  1. ความเหลื่อมล้ำติดอันดับต้นๆของโลก 
  2. ขีดความสามารถของประเทศที่ต่ำและล้าสมัยไม่ทันโลก ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งการพัฒนาคน การศึกษาที่ไม่มีอนาคตสำหรับเยาวชนของชาติ

6.สังคมสูงวัยที่กำลังจะมาถึง 

7.โลกร้อนที่ใกล้ตัวเข้ามาทุกที แต่ไม่มีการจัดการ 

ทั้ง 7 ข้อนี้เป็นเรื่องทางนโยบายเป็นเรื่องทางมาตรการที่จะแก้ไม่ได้ ถ้าไม่แก้ข้อที่ 8 คือการไม่มีเสรีภาพของประชาชนและความไม่เป็นประชาธิปไตยของประเทศ

เราเจอกับความท้าทายใหญ่แบบนี้ 8 ข้อนี้และเรามีรัฐบาลแบบรัฐบาลประยุทธ์จันทร์ โอชา “ข้อเดียวก็แก้ไม่ได้ครับ”

พรรคเพื่อไทยจึงมีภารกิจใน 2 มิติ มิติที่ 1 คือการต่อเนื่องในการแก้ปัญหาพัฒนาประเทศ โดยการสร้างนโยบาย เอานโยบายไปสู่การปฏิบัติ และพรรคเพื่อไทยยังเป็นพรรคที่คนเชื่อ สังคมเชื่อ ว่าเป็นรัฐบาลเมื่อไหร่นโยบายที่ประกาศไว้จะทำจริงๆและทำได้ อันนี้เป็นข้อดีของพรรคเพื่อไทย

ขณะเดียวกันพรรคเพื่อไทยก็เป็นความต่อเนื่องของการต่อสู้ของเผด็จการ เป็นการต่อสู้เพื่อให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยตั้งแต่เริ่มวิกฤตินี้จนถึงปัจจุบัน เพราะฉะนั้นภารกิจในการแก้ปัญหาประเทศ พัฒนาประเทศ และการสร้างประชาธิปไตยจึงเป็นภารกิจบนบ่าของพรรคเพื่อไทยทั้งพรรค ผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยทุกคน จะต้องถือว่านี่คือภารกิจของพรรคเพื่อไทย 

พรรคเพื่อไทยมีศักยภาพในการแก้ปัญหาเหล่านี้ได้นำพาประเทศไปเจริญก้าวหน้าได้ แต่สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไรครับถ้าพรรคเพื่อไทยไม่ได้เป็นรัฐบาล แต่ถ้าพรรคเพื่อไทยจะเป็นรัฐบาลจะทำอย่างไร? ในการเลือกตั้งที่จะถึงเราต้องบอกกับประชาชนตรงๆไปเลยครับ ตรงไปตรงมา บอกว่าถ้าจะแก้ปัญหาทั้งหลายทั้งปวงของบ้านเมือง ถ้าจะให้พี่น้องพ้นจากความทุกข์ยากเดือดร้อน ต้องให้เพื่อไทยเป็นรัฐบาลและในการที่จะให้เพื่อไทยเป็นรัฐบาลไม่ใช่แค่ชนะธรรมดา ต้องชนะอย่างท่วมท้นถล่มทลาย “ต้องแลนด์สไลด์เพื่อไทย”

เรามาร่วมกันใช้ประสบการณ์ในอดีตร่วมกับความรู้ใหม่ๆ ในการที่จะทำให้ประเทศออกจากวิกฤตพัฒนาก้าวหน้าอย่างที่เคยทำมาแล้ว และเราจะทำให้ดียิ่งกว่าที่เคยทำกันมาในอดีต