คลัสเตอร์บ่อนยังแผลงฤทธิ์ สอบกราวรูด 249 ตำรวจ ผบ.ตร. อย่าลูบหน้าปะจมูก/โล่เงิน

โล่เงิน

 

คลัสเตอร์บ่อนยังแผลงฤทธิ์

สอบกราวรูด 249 ตำรวจ

ผบ.ตร. อย่าลูบหน้าปะจมูก

ปรากฏการณ์สะเทือนแผ่นดินภาคตะวันออก เมื่อ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. สั่งสอบกราวรูดตำรวจในสังกัดกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 จ.ชลบุรี และ จ.ระยอง ทั้งสิ้น 249 นาย

ผลพวงมาจากต้นตอแพร่โควิดระลอก 2 เกิด “คลัสเตอร์บ่อน” ที่ทราบกันว่าเป็นของ “หลงจู๊สมชาย”

ซึ่งคนพื้นที่รู้กันทั้งนั้นมีบ่อนแต่กลับรอดหูรอดตาตำรวจอย่างไม่น่าเชื่อ

บ่อนตั้งอยู่บริเวณพื้นที่หลังสถานีขนส่ง (ขนส่งเก่า) จังหวัดระยอง ว่ากันว่าเริ่มลักลอบเปิดประมาณเดือนมีนาคม ถึงปลายเดือนธันวาคม 2563 และบ่อนการพนันบริเวณพื้นที่ตลาดนำชัย หรือร้านนำชัย จังหวัดชลบุรี มีการเริ่มลักลอบเปิดบ่อนการพนันประมาณเดือนกรกฎาคม ถึงปลายเดือนธันวาคม 2563

นักพนันติดโควิดเดินสายเล่นตามที่อโคจรดังกล่าว จนแพร่เชื้อโควิด-19 ในจังหวัดระยองและจังหวัดชลบุรีและกระจายไปยังพื้นที่อื่นๆ

ประจานตำรวจว่าเอาหูไปนา เอาตาไปไร่เพราะรับส่วย จนเสื่อมเสียต่อภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และยังทำให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างรุนแรงในหลากหลายมิติในภาพรวมอีกด้วย

 

ย้อนไปเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 คณะกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง ตำรวจเกี่ยวพันบ่อนพนันภาคตะวันออก ที่ ผบ.ตร.แต่งตั้ง มี พล.ต.ท.มโนช ตันตระเธียร จเรตำรวจ (สบ8) เป็นประธาน สั่งฟันวินัยร้ายแรง 5 ข้อหา ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 กับ พล.ต.ต.ปภัชเดช เกตุพันธ์ ผบก.ภ.จว.ระยอง, พล.ต.ต.ประการ ประจง ผบก.ภ.จว.ชลบุรี, พ.ต.ท.เกียรติพงศ์ กมขุนทด รอง ผกก.ป.สภ.เมืองระยอง, พ.ต.ท.โกศล เกิดมณี รอง ผกก.สส.สภ.เมืองระยอง, พ.ต.ท.ณัฐกร มงคลมหา รอง ผกก.ป.สภ.บางละมุง, พ.ต.อ.ธนา วิเศษชัย สวป.สภ.เมืองระยอง, พ.ต.ท.คำพันธ์ ขวัญทอง สว.สส.สภ.เมืองระยอง

ต่อมาคณะกรรมการสืบสวนพิจารณาพยานหลักฐานในเบื้องต้นแล้ว เห็นว่าการสืบสวนพาดพิงไปถึงข้าราชการตำรวจอื่นว่ามีส่วนร่วม หรือมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องที่สืบสวนนี้อยู่ด้วย ประกอบด้วยข้าราชการตำรวจผู้รับผิดชอบพื้นที่ดังกล่าวข้างต้นที่จะต้องถูกพิจารณาความบกพร่อง ตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) 234/2558 ลงวันที่ 27 เมษายน 2558 สำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 234/2558 ที่ระบุตัวผู้รับผิดชอบไว้ตั้งแต่ตำรวจสายตรวจและสายสืบชั้นประทวน ไปจนถึงหัวหน้าสถานีตำรวจ กองกำกับการสืบสวน กองบังคับการสืบสวน และระดับกองบัญชาการ

โดยคำสั่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงล็อตนี้ เป็นตำรวจเมื่อครั้งเคยดำรงตำแหน่ง และผู้ที่ยังอยู่ในพื้นที่ จำนวน 249 นาย มีตั้งแต่ระดับผู้บัญชาการ (พล.ต.ท.) ไปจนถึงยศสิบตำรวจตรี (ส.ต.ต.)

 

มีรายชื่อที่น่าสนใจ อาทิ พล.ต.ท.มนตรี ยิ้มแย้ม ผบช.ปส. เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผบช.ภ.2, พล.ต.ท.วีระ จิระวีระ ผบช.ภ.2 เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รอง ผบช.ภ.2 รักษาราชการแทน ผบก.ภ.จว.ระยอง, พล.ต.ท.ธีระพล จินดาหลวง เกษียณอายุราชการเมื่อ 1 ตุลาคม 2563 เมื่อครั้งมียศ พล.ต.ต. ดำรงตำแหน่งรอง ผบช.ภ.2, พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ รอง ผบช.ภ.2

รายชื่อทั้งหมดเป็นกรณีที่ ตร.พิจารณาแล้วสงสัยว่าข้าราชการตำรวจ 249 นาย กระทำผิดวินัยตามที่ คกก.เสนอประธาน กก.สืบสวน

เพื่อให้ปรากฏรายละเอียดข้อเท็จจริงว่าข้าราชการตำรวจผู้รับผิดชอบพื้นที่ดังกล่าวมีส่วนร่วมหรือมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องที่สืบสวนดังกล่าวด้วยหรือไม่ อย่างไร

จึงให้ดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงกับข้าราชการตำรวจดังกล่าว ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการสืบสวนข้อเท็จจริง พ.ศ.2556 ให้แล้วเสร็จ แล้วเสนอสำนวนการสืบสวนข้อเท็จจริงมาเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป

 

ด้าน พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) เปิดเผยว่า หลังจากนี้คณะกรรมการคงจะแจ้งข้อสงสัยไปยังผู้ที่มีรายชื่อทั้งหมดให้เข้ามาชี้แจงเป็นเอกสาร หรือมาให้การด้วยตนเองก็ได้ ขั้นตอนนี้เป็นการรับฟังข้อเท็จจริง สามารถนำพยานหลักฐานมาหักล้างกัน เหตุผลแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน ก็รับฟัง

ยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ผิดก็ว่าไปตามผิด

สำหรับบางรายที่เกษียณไปไม่ถึง 1 ปี ก็สามารถเอาผิดย้อนหลังได้ มีระเบียบอยู่ ซึ่งเมื่อตรวจสอบย้อนหลังไป พบว่าบ่อนเปิดมาระยะเวลานาน มีตำรวจที่เคยปฏิบัติหน้าที่ อาจจะย้ายไปที่อื่น เมื่อเขาเคยอยู่ในตำแหน่งและพื้นที่มีบ่อน เมื่อพิสูจน์ได้ว่าไม่มีการจับกุมก็ผิดวินัย

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดจะมีความผิดไม่เท่ากัน เป็นไปตามมูลเหตุและความเป็นจริง ส่วนจะผิดมากผิดน้อย อยู่ที่คณะกรรมการ หรือบางคนอาจจะไม่มีความผิดก็ได้

 

กรณีปรากฏชื่อ พล.ต.ต.ยิ่งยศถูกตั้งกรรมการสืบสวนด้วยนั้น เจ้าตัวชี้แจงทำความเข้าใจว่า เนื่องจากเป็นรองผู้บัญชาการในพื้นที่ในช่วงเวลาเกิดเหตุ จึงอยู่ในข่ายที่คณะกรรมการเรียกไปสอบถาม ว่าไปมีส่วนรู้เห็นหรือไม่

“ผมก็ตอบไปว่า ไม่มีส่วนรู้เห็น และไม่รู้จักใครที่นั่น แม้แต่ไปทำงานที่ภาค 2 ยังแทบไม่ได้ไปเลย เพราะทำหน้าที่โฆษก ตร. สื่อมวลชนก็เห็นว่าผมอยู่ส่วนกลางแทบทุกวัน เพิ่งไปรับตำแหน่งรอง ผบช.ภ.2 เมื่อ 1 ตุลาคม 2563 และมีคำสั่งให้มาทำหน้าที่โฆษก ตร.เมื่อ 2 ตุลาคม 2563” พล.ต.ต.ยิ่งยศกล่าว

พร้อมระบุอีกว่า หนังสือคำสั่งให้สืบสวนข้อเท็จจริง เป็นกระบวนสืบสวนสอบสวนตามปกติของระบบราชการ ที่ไม่ได้บ่งชี้ว่าใครผิดหรือไม่ผิด เขาเอาคนในพื้นที่ทั้งหมดมาเข้าสู่กระบวนการเพื่อคัดแยกว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้อง จะได้สิ้นสงสัย

พล.ต.ต.ยิ่งยศบอกอีกว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างร่างหนังสือตอบข้อสงสัยของคณะกรรมการ และรวบรวมพยานหลักฐาน ประกอบหนังสือคำสั่งที่ให้ตนมาปฏิบัติหน้าที่โฆษก ตร. ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ต้องหาหลักฐานมายืนยัน และการแสดงจุดยืนอย่างไรว่าไม่เกี่ยวข้อง ไม่เคยรู้จัก ไม่เคยรับผลประโยชน์

พร้อมยืนยันว่าไม่ได้วิตกกังวลอะไร บริสุทธิ์ใจให้ตรวจสอบ จะพาตรวจสอบอย่างไรพร้อมเต็มที่อยู่แล้ว เพราะผลสุดท้าย 100% ไม่ได้รู้จัก ไม่เกี่ยวข้อง

แน่นอนว่าการสืบสวนข้อเท็จจริงในเรื่องที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์ขององค์กร ผบ.ตร.ต้องทำให้เห็นว่ามีโปร่งใส น่าเชื่อถือ อย่าลูบหน้าปะจมูก เพราะสังคมยังรอคำตอบว่า เรื่องนี้จะหาคนผิดมาลงโทษได้หรือไม่

บทความก่อนหน้านี้นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ คีย์แมน ร.พ.เอกชน เชียร์กระจายวัคซีนฟื้นเศรษฐกิจ/บทความพิเศษ ศัลยา ประชาชาติ
บทความถัดไปอินเดีย กับหายนะโควิด-19 ระลอกที่ 2/บทความต่างประเทศ