เที่ยวสุดขอบฟ้า ดินแดนฟ้าขาว ‘อาร์เจนตินา’

เที่ยวสุดขอบฟ้า ดินแดนฟ้าขาว อาร์เจนตินา (1)

ทําไมจึงเป็นอาร์เจนตินา (Argentina)

เพราะว่า : อาร์เจนตินาอยู่ห่างไกลจากเมืองไทยมาก

คนไทยไม่ค่อยรู้อะไรมากนักเกี่ยวกับอาร์เจนตินา นอกจากความเก่งกาจของทีมฟุตบอลอาร์เจนตินา และเมสซี่

และเป็นที่ผมพำนักอยู่ในอเมริกา ไม่ห่างไกลมาก ทำให้การเดินทางไปอาร์เจนตินาเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ง่ายดาย

เลือกสายการบิน Aerolineas Argentinas ของอาร์เจนตินา ที่อยู่ในทีม SKYTEAM เพราะเป็นสายการบินเดียวที่บินตรงจากสนามบิน JFK นิวยอร์กสู่สนามบินนานาชาติ Ministro Pistarini (EZE) แห่งบัวโนสไอเรส (Buenos Aires) เมืองหลวงของอาร์เจนตินา

มีสายการบินของอาร์เจนตินาอีกสายคือ Latam ต้องแวะเปลี่ยนเครื่องที่ Panama City และสายอื่นอีกสายแวะเปลี่ยนเครื่องที่ Sao Paulo

เที่ยวบินนี้บินด้วยเครื่อง Airbus A330-200 ใช้เวลาบิน 10 ชั่วโมง 55 นาที เป็นครั้งแรกที่ผมบินกับเครื่องของอเมริกาใต้ อาหารอร่อย ไวน์แดงอาร์เจนตินาที่เสิร์ฟบนเครื่องอร่อยมาก เห็นยังมีไวน์ขาวและไวน์อื่นเสิร์ฟอีกสองอย่าง

อาร์เจนตินาเป็นแหล่งปลูกองุ่น ผลิตไวน์เลิศรสอีกแหล่งหนึ่งของโลก แถมราคาไม่แพง ที่เสิร์ฟกันในภัตตาคารหรูในบัวโนสไอเรส แค่ขวดละ 1,200 เปโซ ราว $ 32 แค่ขวดละหนึ่งพันบาทเอง

คนอาร์เจนติเนียนดื่มไวน์เหมือนดื่มน้ำ ดินเนอร์สองคนก็ต้องเสิร์ฟด้วยไวน์หนึ่งขวด

เที่ยวบิน AR 1301 ออกบินจาก JFK บ่าย 4 โมงครึ่ง ปลุกขึ้นมากินอาหารเช้าตอนตีหนึ่ง ก่อนเครื่องลง 2 ชั่วโมง

ข้อดีของการบินมาอาร์เจนตินาก็คือ ถึงแม้จะต้องบินราว 11 ชั่วโมงจากซีกโลกอเมริกาเหนือสู่ซีกโลกอเมริกาใต้ แต่ Time Zone ของเวลาต่างกันเพียงหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น คือเวลาของอาร์เจนตินาอยู่ข้างหน้าอเมริกาตะวันออกแค่ชั่วโมงเดียว

ดังนั้น เวลาบินมาบัวโนสไอเรส ร่างกายจึงไม่ต้องปรับมาก ไม่เกิด Jet Lag หากบินจากตะวันออกของอเมริกาไปสู่ตะวันตก เช่น บินจาก PHL (ฟิลาเดลเฟีย) ไป LAX (แอลเอ) โซนเวลายังต่างกัน 3 ชั่วโมง คือตะวันออกของอเมริกาสว่างก่อนตะวันตกสามชั่วโมง

AR 1301 ถึง EZE เกือบตีสี่ของอาร์เจนตินา แสงไฟของบัวโนสไอเรสแลสว่างไสวกว้างไกลสุดขอบฟ้า บ่งบอกถึงความเป็นมหานครใหญ่ของโลก

ตม.ที่สนามบินบัวโนสไอเรสไม่มีการกรอกใบเข้าเมือง เพิ่งเจอที่นี่เป็นแห่งแรกของโลก นับว่าก้าวหน้านำสมัยมาก พาสปอร์ตไทยและพาสปอร์ตอเมริกันไม่ต้องวีซ่า เขาเพียงแต่ถามว่าจะมาทำไม มาท่องเที่ยวหรือมาทำธุรกิจ จะอยู่กี่วัน พักโรงแรมไหน จำชื่อโรงแรมไม่ได้ก็ไม่เป็นไร

เพิ่งจะเช้ามืดตีสี่ครึ่ง ในสนามบินไม่มีร้านให้แลกเงินเลยสักแห่งเดียว แต่ยังดีที่ซุ้มแท็กซี่ที่เรียงรายกันด้านนอกสามซุ้มรับบัตรเครดิต เข้าเมืองคราวนั้นคิดค่ารถ $ 38 แพงกว่าราคาแท็กซี่ทั่วไป เพราะเป็นรถแท็กซี่ป้ายดำ

ถนนจากสนามบินเข้าเมืองต้องผ่านด่านเก็บเงินทางด่วน 3 ด่าน ผ่านย่านชานเมืองที่คนเริ่มออกมาคอยรถเมล์เที่ยวแรก พอเข้าเขตกลางเมืองถนนเริ่มกว้างขึ้น รถวิ่งแบบวันเวย์ มีรถตำรวจวิ่งตรวจตราไปมา เปิดไฟแว้บบนหลังคารถแต่ไม่เปิดเสียงไซเรน

โรงแรมที่จองไว้อยู่ในย่านกลางเมือง แต่อยู่ในซีกที่เป็นเมืองเก่า ถนนหน้าโรงแรมเป็นถนนสายเล็กๆ พื้นถนนปูด้วยอิฐเรียงเป็นก้อนๆ เหมือนย่านเมืองเก่าในอิตาลี

มาถึงโรงแรมตั้งแต่ยังไม่หกโมงเช้า ยังไม่มีห้องว่างให้เช็กอิน แต่มีโซฟาให้นั่งพัก จะเช็กอินได้ตอนบ่ายโมง แต่ยังดีที่ตอนเก้าโมงเช้าเขาเปิดห้องเซาน่าให้เข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า

แค่นี้ก็สดชื่นพอจะออกไปทำความรู้จักกับบัวโนสไอเรสแล้ว

เป็นเวลาเกือบสิบโมงเช้าของต้นเดือนตุลาคม 2018 ในบัวโนสไอเรส ถามทางจากฟรอนต์ของโรงแรม เดินออกมาด้านซ้ายสองบล๊อกแล้วเลี้ยวขวาไปหกเจ็ดบล๊อก เลี้ยวซ้ายอีกสองสามบล๊อกก็จะถึงศูนย์กลางของบัวโนสไอเรส

ลมหนาวพัดกรีดแรงมาตามถนน ด้วยเป็นต้นฤดูใบไม้ผลิที่บัวโนสไอเรส อากาศหนาวเย็นกว่าต้นฤดูใบไม้ร่วงที่เรดดิ้ง เพนซิลเวเนีย หนาวจนต้องกระชับเสื้อหนาวและผ้าพันคอให้กระชับขึ้น

เจอร้านกาแฟร้านแรก มีเก้าอี้ให้คนนั่งดื่มกินที่ริมฟุตปาธนอกร้าน มีคนนั่งอยู่แค่สองโต๊ะ เพราะข้างนอกหนาวมาก ข้างในนั่งกันอยู่หลายโต๊ะ เมนูมีแต่ภาษาสแปนิส ไม่มีภาษาอังกฤษและไม่มีใครพูดอังกฤษ

เดินต่อไปตรงมุมที่ถนนตัดกัน มีอนุสาวรีย์คนขี่ม้าอยู่กลางถนน อาคารยุคโคโลเนียนสวยงามปรากฏอยู่แถบนี้ ร้านกาแฟที่ตั้งโต๊ะบนฟุตปาธมีอยู่ตรงมุมถนน ไปดูเมนูหน้าร้านด้วยอยากกินซุปร้อนๆ แต่ยังไม่มีให้เห็น

ที่มุมถนนอีกด้านเป็นทางลงรถใต้ดิน ตรงช่องบันไดทางลงมีป้ายโฆษณาเสื้อผ้าดีไซเนอร์ชาวอาร์เยนติเนียนมองดูหรูหราสวยงาม เสียดายที่ไม่ได้มุดลงไปดูความงามของสถานีใต้ดินว่าเป็นเช่นใด เพราะตอนนั้นเริ่มหิวแล้ว

กางแผนที่เดินเลี้ยวไปทางขวาหนึ่งบล๊อกแล้วเลี้ยวไปทางซ้าย เจอร้านจีนร้านแรก แต่เขายังไม่เปิดร้าน ป้ายบอกว่าเปิดตอน 11 โมง

ฝั่งตรงข้ามเป็นร้านขายขนม กาแฟ ร้านขนาดใหญ่สามห้อง ป้ายที่ผนังบอกว่าร้านนี้ตั้งมาแล้ว 150 ปี โต๊ะเก้าอี้เป็นยุคโบราณ ขนมในตู้โชว์มีหลากชนิดโดยเฉพาะครัวซองต์มองน่ากินมาก มีลูกค้านั่งอยู่หลายโต๊ะรวมทั้งลูกค้าหลายคนเข้าคิวซื้อทูโกกลับบ้าน แสดงว่าต้องเป็นร้านที่มีชื่อเสียง

คนสแปนิสเข้ามาบุกเบิกดินแดนแถบนี้ อาหารการกินจึงเป็นสไตล์สแปนิส แต่พอหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้อพยพรุ่นใหม่ที่เข้ามาคืออิตาเลียนและเยอรมน จึงมีภัตตาคารอิตาเลียนหลายแห่ง เจอร้านอาหารเยอรมันร้านเดียว

เดินวนย้อนกลับมาเป็นรูปสี่เหลี่ยม เจอร้านกาแฟน่าสนใจ หญิงสาวหนึ่งเดียวที่ให้บริการเธอพูดภาษอังกฤษได้ จึงได้กินซุปผักร้อนๆ กับกาแฟเลิศรสและครัวซองต์แสนอร่อย

เพียงแค่นี้ก็เพิ่มพลังเต็มเปี่ยมให้ทำความรู้จักกับบัวโนสไอเรสในวันแรกแล้ว

หยิบ น.ส.พ.สแปนิสฉบับวันอังคารที่ 9 ตุลาคม 2018 ขึ้นมาดูแล้วต้องตื่นตาตื่นใจกับรูปทีม “หมูป่า” จากเชียงรายที่อยู่บนข่าวหน้าและสกู๊ปอีกเกือบเต็มหน้าในหน้าใน

ด้วยทีมหมูป่าทั้งทีมพร้อมผู้ปกครองและอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ได้รับเชิญจากคณะกรรมการโอลิมปิกสากลให้มาร่วมพิธีเปิด Youth Olympic 2018 ที่บัวโนสไอเรส เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2561

ถึงจะอยู่ห่างไกลคนละซีกโลก แต่ชื่อทีม “หมูป่า” และชื่อประเทศไทยก็เกริกไกรในอาร์เจนตินา

บทความก่อนหน้านี้เรื่องสั้น : เผ่าวรรณกรรม
บทความถัดไปสรุปข่าวในประเทศ : “แม้ว” ปลุกคนไทย ร่วมแก้ รธน. / ม.44 แก้ปัญหาไม่ต้องโชว์ทรัพย์สิน / คลายล็อกการเมืองที่ไม่เบ็ดเสร็จ