ประกวดเรื่องสั้นทั่วไป : ความปราชัยครั้งสุดท้าย

โดย : สุชาติ สุขประสิทธิ์

ตั้งแต่เช้า ข้าพเจ้าไม่ได้ขยับไปไหนไกลกว่าเตียงนอน นั่นทำให้ยังไม่มีอาหารตกถึงท้องเลย ช่างยากเย็นเหลือเกินกับการยันร่างลุกขึ้น ด้วยมีบางความขลาดกลัวกดทับอยู่ในใจ ยังไม่นับความอัปยศอดสูที่เป็นดั่งคำประณามหยามเหยียด ที่สำคัญ ต่างรุมกระทำไปพร้อมๆ กันอย่างเลือดเย็น

ครั้นพลิกตัวหลบหนี แต่นาฬิกาที่แขวนอยู่เหนือบานประตูกลับเติมความหงุดหงิดเพิ่มเข้ามา เวลาอันซ้ำซากไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย จากนั้นก็พาลโมโหเอากับชีวิตที่ผ่านมา ต้นเหตุของอาการเจ็บไข้ได้ป่วย ซึ่งรุมเร้าจนทั้งร่างกายและจิตใจตกอยู่ในสภาพย่ำแย่

เปรียบไปชีวิตข้าพเจ้าก็คงไม่ต่างจากท่อนไม้ผุ ที่โดนมอดโดนปลวกรุมกัดแทะมานานปี แก่นแกนจึงกลวงโบ๋ภายใต้กระพี้ที่ห่อหุ้มไว้อย่างลวงตา ดูไปช่างไร้ราคาสิ้นดี ซ้ำร้ายยังถูกวางนิ่งอยู่ใต้ชายคา จึงต้องตากแดดตากลม เปียกฝนวนซ้ำวันแล้ววันเล่า แม้มีคนคิดเก็บไปทำฟืนก็คงติดไฟได้เพียงชั่วครู่ชั่วยาม เป็นเชื้อเพลิงชั้นเลว ก่อนมอดไหม้กลายสภาพเป็นขี้เถ้าไร้ประโยชน์ และสายควันลอยคว้างหายไปในอากาศธาตุ

คิดมาถึงตรงนี้จึงได้แต่สมเพชตัวเอง

ทุกวันนี้ แม้จะผละออกมาจากบรรดาสมรภูมิเดิมๆ แล้วก็ตาม แต่ในชีวิตจริงกลับต้องมาตกอยู่ในสมรภูมิแห่งใหม่ ที่มีทั้งข้าศึกเก่าข้าศึกใหม่ร่วมมือกันโจมตีอย่างไร้ความปรานี ข้าพเจ้าต้องทนรับชะตากรรมอยู่วันแล้ววันเล่า ผ่านการถูกทวงคืนชนิดคิดดอกเบี้ยทบต้น

ครั้งหนึ่งเมื่อสุดทน จึงท้าทายผ่านเสียงดังลั่นบ้านอย่างเหลืออดว่า ฆ่ากันให้ตายๆ ไปเลยดีกว่าจะได้จบๆ เรื่อง

หลังความฟุ้งซ่านเบาบางลง ข้าพเจ้าพยายามยันร่าง ฝืนใจลุกเดินเข้าครัวไปกินข้าวต้มได้สามสี่คำพร้อมเสียงกลองเพล จนล่วงเข้าสู่ยามเย็น เข็มนาฬิกายังเดินผ่านตัวเลขเดิมอย่างเที่ยงตรง แต่แทนที่จะหงุดหงิดกลับเป็นคำถามว่า หรือเป็นเพราะเห็นโลกด้านเลวร้ายมามากจนเกินไป ความคิดจึงวนเวียนอยู่เพียงด้านลบไม่จบสิ้น ก่อนหมดเรี่ยวแรงแข็งขืนกับทุกสิ่ง อยากปล่อยร่างทิ้งลงนอนแผ่หลา เพื่อรอจนถึงวันนั้นที่นาฬิกาชีวิตหมดลานไปเอง

นั่นคือสภาพจิตใจของข้าพเจ้าในช่วงสัปดาห์แรกของการกลับสู่บ้านเกิด

ข้าพเจ้าพลัดหลงกับเพื่อนตอนที่ยิงปะทะกับฝ่ายตรงข้าม ความชุลมุนวุ่นวายและการหนีตายเอาตัวรอด จึงไม่อาจรู้ได้ว่าสหายร่วมรบทั้งสองเป็นตายร้ายดีอย่างไร

ขณะที่ถอยหนีไม่เป็นท่าออกห่างจากร่างไร้วิญญาณ บางคำถามได้ผุดขึ้นในใจซ้ำๆ ว่า นางตายตั้งแต่กระสุนนัดแรกแล้วใช่ไหม จนเมื่อออกมายังชายป่าละเมาะท้ายหมู่บ้าน ก็กระเซอะกระเซิงไปอย่างไร้จุดหมาย รู้เพียงไม่เหยียบกับระเบิดตายเป็นใช้ได้ งานนี้ถึงจะไม่เคยตายมาก่อน แต่การมีโอกาสเห็นความตายต่อหน้าต่อตาย้ำเสมอถึงความทุกข์ทรมาน

เมื่อตกอยู่ในสภาพผู้ปราชัยสมบูรณ์แบบ แถมมือไม้อ่อนและใจคอสั่นหวิว มีเพียงน้ำเหลือติดก้นกระติกช่วยต่อชีวิตไว้ได้ในยามนี้ ตอนที่ทรุดร่างนั่งลงใต้โคนต้นไม้ใหญ่ ในหัวสมองยังคล้ายมีเสียงปืนดังก้องอยู่เป็นช่วงๆ ไม่อยากเชื่อเลยว่าเรื่องราวเมื่อเช้าจะเป็นความจริง หญิงชาวบ้านขี่จักรยานผ่านมาเห็นทหารสามนายเดินลาดตระเวนอยู่ ตกใจลนลานจนเสียหลักลงไปข้างทาง

นาทีนั้น ภาพเก่าที่เลือนจางไปนานกลับมาแจ่มชัดอีกครั้ง แม้เพื่อนจะร้องบอกให้ระวังตัว แต่ข้าพเจ้าจะทนได้อย่างไรทั้งๆ ที่เห็นเต็มสองตาว่านางร้องโอดครวญเจ็บปวด จังหวะที่วิ่งตรงเข้าไปหวังช่วยเหลือ เสียงปืนดังลั่นจากปลายกระบอกปืนของเพื่อน ขณะที่นางนกต่อมีสติแค่เงื้อมีดพกในมือ

เสี้ยววินาทีนั้น ข้าพเจ้าทิ้งตัวลงกับพื้นพร้อมลั่นกระสุนสังหารออกไป

นับครั้งไม่ถ้วนที่ถูกชะตากรรมไล่ต้อนจนมุม ข้าพเจ้ากลายเป็นคนที่ใช้เวลาหมดเปลืองไปกับความพ่ายแพ้อย่างซ้ำซาก ทั้งที่เรื่องราวเหล่านั้นเป็นอดีตไปนานแล้ว แต่เพียงชั่วแล่นความคิด สมองได้ออกคำสั่งให้ขาลุกยืน ไม่ใช่กล้าเก่งใดๆ แค่สัญชาตญาณธรรมดา

และแทบไม่น่าเชื่อ เพียงก้าวเดียวที่พ้นประตูหน้าบ้านออกไป ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ อากาศหน้าบ้านหายใจได้เต็มปอดกว่าบนเตียงนอนอับชื้น เหมือนอยู่กันคนละโลกเลยทีเดียว

ข้าพเจ้าละอายใจในความเขลาที่เกาะกุมมาเนิ่นนาน อายุก็ปาเข้าไปตั้งสี่สิบห้าแล้ว แต่ดันสร้างคอกขังตัวเองขึ้นมาเสียได้ หลังตั้งสติได้ว่าบ้านมีมุมอื่นๆ อีกมากมายให้หายใจได้สะดวก กระทั่งยามทอดสายตาไปยังถนนหน้าบ้าน บางความตั้งใจค่อยๆ ก่อรูป แม้มันจะมีภาพความเจ็บปวดเปื้อนปนอยู่ไม่น้อย แต่พลังใจที่พอมีอยู่ในยามนี้ ได้รวบรวมกันทัดทานและถึงขั้นต่อสู้ ในที่สุดจึงได้พบกับชัยชนะ มันเป็นชัยชนะที่ห่างหายไปเสียนาน นานจนไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้สัมผัสมันอีก

เป็นวันที่ข้าพเจ้าตื่นแต่เช้าด้วยความปลอดโปร่ง กลับมากินอาหารได้ตามปกติ และอย่างไม่รอช้ารีบลงไปใต้ถุนบ้าน จูงจักรยานคันเก่าที่เคยใช้ตั้งแต่สมัยอยู่บ้านนอกออกมา ประเมินจากสายตาแล้วตัวถังยังดีอยู่ ซึ่งนั่นมากพอกับการนำกลับมาใช้อีกครั้ง สำหรับส่วนอื่นๆ เพียงแค่ซื้ออะไหล่มาเปลี่ยนก็เป็นอันใช้งานได้

สองวันที่จมอยู่กับการซ่อมแซมและตกแต่ง นอกจากความสุข มันยังนำความกล้ามาเติมใจที่ขลาดกลัวอีกด้วย ตกเย็นแดดร่มลมตกจึงจูงจักรยานเพื่อออกไปขี่ หนทางข้างหน้าน่าจะพิสูจน์บางอย่างได้

แต่ข้าพเจ้ากลับล้มคว่ำไม่เป็นท่า ภาพเก่าๆ กลับมาหลอกหลอนจนต้องแพ้พ่ายอย่างยับเยิน

ราวห้าปีเศษที่โลกของข้าพเจ้าเป็นสีชมพู เริ่มจากความรัก ค่อยๆ ฟูมฟักจนเป็นครอบครัวแสนอบอุ่น และทุกครั้งที่กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดของเธอ ตกเย็นเราจะต้องขี่จักรยานเคียงคู่กันอย่างมีความสุข ไม่ต้องพะวงกับรถราให้เสียประสาท เพราะหมู่บ้านแห่งนั้นคนขับรถกันช้า ชาวบ้านไม่ต้องรีบร้อนแข่งขันกับเวลา

แม้บางครั้งอาจเสียเวลาไปบ้าง ยามเจอฝูงวัวที่เดินกันอย่างเป็นเจ้าถนน แต่เราก็ไม่ได้รีบร้อนจนต้องออกอาการโมโห บ้านไม่ได้อยู่ไกลเห็นหลังคาลิบๆ

เมื่อกลับมาสู่เมืองกรุง เรายังติดใจการขี่จักรยาน และพูดถึงมันบ่อยๆ อย่างไม่รู้เบื่อ อีกอย่างช่วงนั้นกำลังเป็นกระแสอยู่พอดี ข้อมูลต่างๆ จึงหลั่งไหลเข้ามามากมาย ข้าพเจ้าเสนอว่า จะซื้อจักรยานคนละคันไว้สำหรับขี่ออกกำลังกาย นอกจากนั้นยังขี่ไปตลาด หรือไม่ก็ห้างสรรพสินค้าได้อีก ประหยัดทั้งค่ารถ ค่าน้ำมัน แถมช่วยลดโลกร้อนอีกด้วย

ทันทีที่พูดจบเธอส่งขวดชาเขียวให้ ทำนองว่าพูดมากคงคอแห้ง แต่นี่คือฉากความทรงจำอันตราตรึงมาถึงทุกวันนี้

เมื่อทุกอย่างลงตัวเธอเสนอว่า เราควรเข้าร่วมกับชมรมจักรยานที่ทางเขตตั้งขึ้น ข้าพเจ้าเห็นดีเห็นงามกับเรื่องนี้อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง จากนั้นเพียงแค่สองสัปดาห์หลังสมัครเป็นสมาชิก ก็ได้รับข้อมูลผ่านหน้าเพจของชมรมว่า จะมีการออกทริปไปต่างจังหวัด

แน่นอนว่าเราลงชื่อร่วมเดินทางด้วย ต่างคนต่างตื่นเต้นที่จะได้ไปอยุธยา แม้จะเคยไปที่นั่นและผ่านทางมานับครั้งไม่ถ้วน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เราจะไปถึงด้วยการปั่นสองล้อ

น่าเสียดาย เราขี่จักรยานไปถึงเพียงแค่นวนครเท่านั้น การออกทริปครั้งแรกก็ต้องยุติลง คนเมาขับรถเก๋งเสยเข้าด้านหลังขบวนอย่างจัง จนต้องนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลโดยด่วน ช่างเป็นเช้าตรู่อันแสนหดหู่ ข้าพเจ้านั่งกุมมือเธอไปตลอดทาง พยายามมีสติยามมองร่างไร้สติ ภายในใจเต้นโครมครามราวจะระเบิดออกมา

ภาพติดตาตอนเธอกระเด็นไปข้างทางยังแจ่มชัด จนเมื่อถึงมือหมอ ความรู้สึกกังวลที่สุมอยู่จึงค่อยคลี่คลาย แต่ผลเอ็กซเรย์ที่ออกมา หัวสมองของเธอได้รับการกระทบกระเทือนอย่างแรง หมอบอกให้ทำใจ คืนนั้นเธอจากไปตลอดกาล

ข้าพเจ้ายกจักรยานให้เพื่อน พร้อมๆ กับพาตัวเองออกไปไกลจากความทรงจำอันปวดร้าว

จนแล้วจนรอด ข้าพเจ้าต้องกลับมานอนซมหมดสภาพอีกครั้ง โลกที่อากาศถ่ายเทสะดวกเปิดโอกาสให้ได้สัมผัสเพียงชั่วคราว จากนั้นราวกับมีมือกระชากตัวกลับ ให้ต้องมาจำนนทนทุกข์อยู่บนที่นอนอับชื้น เหม่อมองนาฬิกาเรือนเก่าอันน่าชัง ซ้ำร้ายเข็มสั้น-เข็มยาวราวเดินย้อนทิศ หวนคืนกลับไปสู่เรื่องราววันวานอันทุกข์ทน รอบแล้วรอบเล่า เข็มนาฬิกา ความทรงจำ และความตายต่อหน้าต่อตา

จากชีวิตทหารในเมืองกรุง ข้าพเจ้าทำเรื่องขอย้ายไปยังพื้นที่ความขัดแย้ง เพื่อหนีจากความทรงจำแสนปวดร้าว ด้วยความตายของเธอยังอยู่รอบตัว เพียงข้ามเดือนความต้องการนั้นก็ได้รับการตอบรับ

เดือนแล้วเดือนเล่าที่สองมือจับปืนลาดตระเวนไปทั่วพื้นที่รับผิดชอบ แม้ไม่บ่อยนักกับการปะทะกับฝ่ายตรงข้าม และทุกครั้งก็สามารถยึดคืนพื้นที่ได้แบบไม่เสียเลือดเนื้อ หน้าที่การงานช่วยเยียวยาหัวใจที่บาดเจ็บเรื้อรัง จนแผลร้ายเริ่มสมานได้บ้าง

แต่ขึ้นชื่อว่าชีวิตคงไม่มีใครชนะได้เสมอ การลาดตระเวนครั้งนั้นนำความพ่ายแพ้มาเยือนจนได้ หลังสิ้นเสียงกระสุนปลิดชีพจากกระบอกปืนของข้าพเจ้า ฝ่ายตรงข้ามระดมยิงกันมาไม่ยั้ง เมื่อประเมินแล้วว่าสู้ไม่ได้ จึงต้องเลือกหนีตายกันอย่างหัวซุกหัวซุน

มารู้ตอนหลังว่าสหายร่วมรบทั้งสองก็ตกอยู่ในสภาพไม่ต่างกัน โชคยังดีต่างกลับมาถึงฐานได้อย่างครบสามสิบสอง และในที่สุด ทุกคนได้ถูกย้ายกลับต้นสังกัดเดิม

จริงอยู่มันคือบำเหน็จจากการกรำงานเสี่ยงชีวิตมาแรมปี แต่จะมีใครรู้บ้างว่า แท้จริงแล้วนี่คือการพาชีวิตของบางคนกลับไปสู่วังวนอันโหดร้าย

ไม่ถึงปีข้าพเจ้าตัดสินใจลาออก พกความพ่ายแพ้ทั้งในสมรภูมิรบและสมรภูมิชีวิตกลับบ้านเกิด

ถนนสายเก่าที่แทบจะนับจำนวนรถที่สัญจรไปมาได้ในแต่ละวัน คนในหมู่บ้านหันไปใช้ถนนสายใหม่กันหมดแล้ว เพราะสภาพดีกว่าและยังย่นระยะทางได้อีก ทุกวันนี้มันจึงเป็นเส้นทางที่ราวไม่มีอยู่จริง แทบไม่น่าเชื่อว่า ข้าพเจ้ากลับมาเริ่มต้นขี่จักรยานได้อีกครั้งบนถนนสายนี้ แม้จะล้มคว่ำไม่เป็นท่านับครั้งไม่ถ้วน แต่เมื่อรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี จึงสามารถทรงตัวบนอานได้ในที่สุด

วันนี้ก็เช่นกัน ตั้งแต่ออกจากบ้านยังไม่มีรถขับแซงหรือสวนทางเลยสักคัน ข้าพเจ้ากลายเป็นเจ้าถนนไปโดยปริยาย ทั้งยังมีจังหวะให้ทอดสายตามองท้องทุ่งนาเขียวขจี ขณะที่อีกฝั่งถนน แดดสะท้อนผืนน้ำใสในลำคลองเป็นประกาย ทั้งผืนนาและผืนน้ำมีส่วนช่วยเยียวยาจิตใจได้อย่างไม่น่าเชื่อ

คิดได้ดังนี้จึงไม่อายที่จะยิ้มให้กับสิ่งดีๆ รอบตัว

ขากลับ เมื่อถึงบริเวณทางโค้งที่มีต้นก้ามปูใหญ่ยื่นกิ่งลงไปในลำคลอง ภาพเงาสะท้อนนั้นชวนให้ต้องหยุดดู ข้าพเจ้าน่าจะดิ่งจมไปกับภาพเบื้องหน้าอย่างลืมโมงยาม หากไม่ได้ยินเสียงคนคุยกันดังแว่วมาตามสายลม แรกทีเดียวรู้สึกตกใจระคนแปลกใจ ด้วยไม่เคยเห็นใครผ่านทางสายนี้มานานแล้ว แต่เมื่อมองไปยังต้นเสียงที่ใกล้เข้ามา จึงพอปะติดปะต่อเรื่องราวได้

แม้จะขี่จักรยานอย่างต่อเนื่องมาร่วมเดือน จนสภาพร่างกายเริ่มอยู่ตัว แต่แปลกครั้งนี้กลับรู้สึกเหนื่อยจนคอแห้งผาก และขาล้าจวนใกล้หมดแรง ขณะที่เสียงพูดคุยดังไล่หลังชัดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อหันกลับไปมองจึงพบว่า จักรยานสองคันอยู่ห่างออกไปไม่ถึงห้าสิบเมตร หนุ่มสาวคู่นี้คงเป็นนักเรียนมัธยมปลายที่ต้องการความเป็นส่วนตัว แม้ข้าพเจ้าจะพอเข้าใจเรื่องราวทำนองนี้อยู่บ้าง แต่ในเวลานี้กลับทำใจไม่ค่อยได้

ข้าพเจ้านึกถึงอานุภาพแห่งรักขึ้นมา พร้อมๆ กับการขี่จักรยานช้าๆ เพื่อให้คลายเหนื่อย ตอนที่ทั้งคู่ขี่แซงนำหน้าขึ้นไป และหญิงสาวส่งขวดชาเขียวให้ชายหนุ่ม ภาพนั้นแม้ชวนฝันอย่างอบอุ่น แต่กลับเสียดแทงจนเจ็บแปลบไปถึงขั้วหัวใจ จังหวะนั้นจึงได้แต่ถามตัวเองว่า วันเวลาที่ผ่านมาของชีวิตเคยเก็บซับความรู้สึกเช่นนี้ไว้ได้บ้างหรือเปล่า ก่อนหัวเราะหึๆ ในลำคอ มองภาพหนุ่มสาวคู่นั้นขี่จักรยานห่างไกลออกไปจนลับตา

เมื่อกลับมาเผชิญหน้ากับความอ้างว้างที่สั่งสมมาเนิ่นนาน ข้าพเจ้ารู้อยู่แก่ใจว่ามันคงไม่ต่างจากถนนสายเก่า ที่ไม่มีโอกาสเชื่อมไปสู่ปลายทางแห่งนั้นได้อีกแล้ว และก่อนที่แดดสุดท้ายจะเลือนหาย ภาพความตายที่เคยเผชิญหน้าได้ก่อรูปขึ้นช้าๆ แม้ชวนสับสนในช่วงแรกกับการสลับฉากไปมา แต่จนแล้วจนรอดกลับกลายเป็นเรื่องราวเดียวกันไปได้

จังหวะนั้น จักรยานสะดุดกับลูกรังก้อนโตจนเซถลา แต่แทนที่ข้าพเจ้าจะกำเบรกด้วยความตกใจ หรือปล่อยร่างล้มลงไปกองข้างทาง สองแขนสองขากลับแข็งขืนต้านไว้สุดแรง ขณะที่หัวใจเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นเพื่อพ้นผ่าน แม้อาจทุลักทุเลไปบ้างท่ามกลางความมืดที่เริ่มโรยตัว แต่ในที่สุดจักรยานก็กลับมาทรงตัวได้ดังเดิม

ข้าพเจ้าบอกตัวเองว่า ความปราชัยครั้งสุดท้ายมันจบไปนานแล้ว

บทความก่อนหน้านี้กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร : “ฟีโอน่า ที่รัก”
บทความถัดไปกวีวุฒิ เต็มภูวภัทร : “ล้อเลื่อน”