ประกวดเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ : สัจนิรันดร์ของวันอาทิตย์

AFP PHOTO / FEDERICO PARRA

โดย : ณพรรธน์ ตรีผลาวิเศษกุล

เช้านี้คือเช้าที่วันอาทิตย์หายไปครบรอบ 2 ปี

ฉันตื่นขึ้นด้วยแสงอาทิตย์ที่ส่องกระทบเปลือกตา ย้ำเตือนฉันว่าดวงอาทิตย์ยังคงอยู่ที่เดิมตรงนั้นไม่ได้ขยับหายไปไหน เพียงแต่ว่ามันมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น

วันเดียวกันนี้เมื่อ 2 ปีก่อน ฉันไม่ได้ถูกปลุกด้วยแสงอาทิตย์ แต่เป็นเพราะเสียงประกาศของรัฐบาลที่ดังขึ้นจากลำโพงประจำบ้าน เสียงประกาศนั้นยาวนาน และนับเป็นเรื่องประหลาดในศตวรรษที่ 22 ซึ่งเราแทบไม่ได้ยินเสียงประกาศจากรัฐบาลดังขึ้นในลำโพงประจำบ้านกันเท่าไรแล้ว-ก็ทั้งโลกสงบสุขเสียขนาดนั้น อย่างไรก็ตาม ฉันพยายามฟังมันด้วยสภาวะงัวเงียกึ่งตื่นกึ่งหลับ ไม่นานสาระสำคัญในประกาศก็กระชากฉันออกมาจากสภาวะงัวเงียได้ชะงัดนัก

ใจความของเสียงประกาศนั้นมีอยู่ว่า วงโคจรของโลกซึ่งเคลื่อนโคจรอย่างปกติเรื่อยมาเป็นเวลาหลายพันล้านปี และควรจะโคจรเช่นนั้นไปอีกตลอดกาล กลับผิดเพี้ยนไป จู่ๆ วงโคจรของโลกก็แคบลงกะทันหันในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน โลกโคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ไปเล็กน้อย อย่างไรก็ดี โลกยังคงรักษาตำแหน่งแห่งที่ของการโคจรนั้นไว้ได้ โลกจะไม่เคลื่อนที่เข้าใกล้ดวงอาทิตย์ไปมากกว่านี้ แต่ก็จะไม่เคลื่อนที่ออกมาไกลกว่านี้ อุบัติเหตุแห่งการโคจรนั้นทำให้โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นราว 0.5 องศาเซลเซียส และที่สำคัญเมื่อวงโคจรแคบลง โลกก็จะโคจรครบรอบดวงอาทิตย์เร็วขึ้น

เมื่อถึงตรงนี้ก็กลายเป็นว่าฉันกำลังนั่งฟังอย่างจดจ่อบนเตียงไปเสียแล้ว ในใจก็พลางนึกไปว่ารัฐบาลจะรับมือกับปัญหาอันใหญ่หลวงนี้อย่างไร และพลเมืองอย่างฉันจะมีส่วนช่วยในการแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไรบ้าง

ฉันพลิกตัว ความเหนอะหนะดึงฉันออกมาจากห้วงความคิด รอบเดือนของฉันเปรอะไปทั่วผ้าปูที่นอนสีขาว ยังดีที่ผืนผ้าในปัจจุบันถูกถักทอขึ้นด้วยนวัตกรรมพิโคเทคโนโลยีจึงไม่ยากต่อการทำความสะอาด ฉันรีบเคลื่อนตัวลงจากเตียงไปที่ห้องน้ำ ปลดเปลื้องเสื้อผ้า และก้าวเท้าเข้าไปใต้ฝักบัวเพื่อชำระล้างร่างกาย ระบบปรับอุณหภูมิน้ำอัตโนมัติเริ่มปรับอุณหภูมิให้เหมาะสม ฉันสังเกตเห็นว่าอุณหภูมิน้ำบ่งบอกตัวเลขที่สูงกว่าทุกวัน 0.5 องศาเซลเซียส

ระหว่างอาบน้ำ ฉันไพล่นึกไปถึงเสียงประกาศของรัฐบาลเมื่อ 2 ปีก่อนอีกครั้ง ในเรื่องวิธีการรับมือกับปัญหาวงโคจรที่แคบลงของโลก ประการหนึ่งคือรัฐบาลจะต้องรักษาอุณหภูมิของโลกให้คงที่ เพื่อไม่ให้ธารน้ำแข็งขั้วโลกละลาย และเกิดอุทกภัยใหญ่หลวงพาโลกทั้งใบจมลงสู่ใต้สมุทร

ปัญหานี้ไม่ยากเท่าไรนัก เพียงไม่กี่สัปดาห์รัฐบาลประเทศต่างๆ ทั่วโลกก็ร่วมประชุมหารือกัน ระดมสติปัญญาของนักวิทยาศาสตร์แขนงต่างๆ จนกระทั่งได้ข้อสรุปและรักษาอุณหภูมิของโลกไว้ได้ในที่สุด (ฉันไม่รู้หรอกว่าวิธีแก้ปัญหานั้นมีรายละเอียดอย่างไร รู้เพียงว่าพวกเขาแก้ปัญหานั้นได้ฉันก็โล่งอกเหมือนกับคนอื่นทั่วโลกแล้ว)

อีกประการหนึ่งที่อาจสำคัญกว่าคือ เมื่อวงโคจรของโลกแคบลง โลกโคจรครบรอบดวงอาทิตย์เร็วขึ้น จำนวนวันต่อปีที่ควรจะมี 365 ถึง 366 วัน จึงลดลง ความโชคดีในความโชคร้ายของโลกใบนี้คือเมื่อคิดคำนวณออกมาแล้วจำนวนวันต่อปีที่ลดลงไปนั้นเท่ากับ 52 วันพอดิบพอดี เช่นนี้รัฐบาลจึงประชุมหารือกัน (เหมือนอย่างการแก้ปัญหาอุณหภูมิของโลก) และหาข้อตกลงได้ว่า 1 วันต่อสัปดาห์จะต้องถูกตัดออกไป นับแต่นี้สัปดาห์หนึ่งจะมีเพียง 6 วัน และเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการเปลี่ยนแปลงของดวงอาทิตย์ วันที่ถูกตัดไปนั้นก็คือ วันอาทิตย์

แม้จะหาข้อตกลงจากรัฐบาลทั่วโลกได้แล้ว แต่ยังมีคนจำนวนหนึ่งที่ไม่พอใจนักกับการที่วันอาทิตย์ต้องหายไป นั่นคือ “พวกกลุ่มความเชื่อเก่า” คนพวกนี้ยังคงยึดมั่นในศาสนา พวกเขาไม่พอใจที่วันอันศักดิ์สิทธิ์สำหรับพวกเขาต้องหายไป “วันอาทิตย์คือวันพักผ่อนของพระเจ้า และพระองค์ทรงจัดให้เป็นวันศักดิ์สิทธิ์” พวกเขากล่าว “วันอื่นควรเป็นวันที่ต้องหายไปแทนวันอาทิตย์” พวกเขาเรียกร้องอย่างนั้นเสมอมา

ในโลกศตวรรษที่ 22 ที่ทุกคนเชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์ แต่ก็ยังคงมีที่ทางให้กับพวกหัวโบราณอยู่บ้าง มนุษย์ควรให้เกียรติผู้อื่น แม้ว่าเขาจะมีความคิดที่ล้าหลังบ้างก็ตาม ดังนั้นการประท้วงของ “พวกกลุ่มความเชื่อเก่า” จึงเป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าการประท้วงของพวกเขากลับใหญ่โตขึ้นทุกที เมื่อปีก่อนในงานวันครบรอบการหายไปของวันอาทิตย์ครบ 1 ปี การประท้วงอย่างใหญ่โตของพวกเขาเกือบจะบานปลายไปสู่การจลาจล แต่รัฐบาลมีความอดทนมากพอที่จะไม่ใช้ความรุนแรงกับพวกเขา พูดก็พูดเถอะ พอฉันได้เห็นความถือมั่นอย่างสูงสุดในความเชื่อประหลาดเพี้ยนของพวกเขาแล้ว จิตใจของฉันก็อดคลอนแคลนไปตามพวกเขาไม่ได้ บ่อยครั้งที่ฉันต้องบอกกับตัวเองว่า อย่าฟังคำพวกล้าหลังหัวโบราณและจงเชื่อมั่นในรัฐบาล

อย่างไรก็ดี เหตุการณ์วันนั้นจบลงตรงที่ “พวกกลุ่มความเชื่อเก่า” แยกย้ายกันกลับไป ข้อเรียกร้องของพวกเขาไม่สำเร็จ อันที่จริงฉันคิดว่าข้อเรียกร้องนั้นไม่เคยถูกรับไว้พิจารณาเลยเสียด้วยซ้ำ ในโลกศตวรรษที่ 22 ที่วิทยาศาสตร์คือความสูงสุด ข้อเรียกร้องนั้นก็เป็นเพียงสิ่งน่าขบขันเท่านั้น

ฉันเดินออกจากห้องน้ำ ตรงไปที่เตียงนอนเพื่อทำความสะอาด สีแดงฉานที่เปรอะไปทั่วทำฉันอดวิตกกังวลไม่ได้ ด้วยเหตุว่าในเมื่อไม่มีวันอาทิตย์อยู่อีกต่อไป รัฐบาลจึงออกกฎให้ทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับวันอาทิตย์เป็นสิ่งที่ห้ามมีไว้ในครอบครอง สิ่งประดิษฐ์ ผลิตภัณฑ์ที่ถูกผลิตขึ้นในวันอาทิตย์ งานวิชาการไปจนถึงงานศิลปะที่อ้างถึงวันอาทิตย์ แม้กระทั่งสีแดงซึ่งเป็นสีประจำวันอาทิตย์ก็กลายเป็นสีต้องห้ามเช่นกัน สีแดงไม่เคยปรากฏในที่สาธารณะมากว่า 2 ปีแล้ว ฉันเบือนหน้าไปจากเลือดแดงฉาน แล้วเอื้อมมือไปกดปุ่มหนึ่งที่หัวเตียงเพื่อให้มันจัดการทำความสะอาดตัวเอง จากนั้นจึงจัดแจงแต่งเนื้อแต่งตัว

วันนี้ฉันมีงานใหญ่ที่สำคัญสำหรับวันครบรอบการหายไปของวันอาทิตย์รออยู่

ฉันทำงานอยู่ในหน่วยประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลมาเกือบ 1 ปีแล้ว หน้าที่ของฉันคือการเป็น “นางแบบ” ให้กับรัฐบาลในการสร้างสื่อประชาสัมพันธ์ที่รัฐบาลผลิต ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารให้พลเมืองเข้าใจในนวัตกรรมต่างๆ ที่มีเพิ่มมากขึ้นแทบทุกวันเพื่อให้ชีวิตพลเมืองง่ายขึ้น ไปจนกระทั่งการสื่อสารให้พลเมืองเข้าใจใน “ข้อตกลง” ใหม่ๆ ของรัฐบาล เพื่อการปฏิรูปโลกทั้งใบให้ดำเนินไปในทิศทางที่มั่นคงและยั่งยืน

วันนี้ซึ่งเป็นวันครบรอบการหายไปของวันอาทิตย์ จะมีงานเปิดสถานที่สำคัญแห่งใหม่ขึ้น นั่นคือ “อนุสรณ์สถานวันอาทิตย์” สถานที่ที่จะรวบรวมทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับวันอาทิตย์เอาไว้ สิ่งต้องห้ามเกี่ยวกับวันอาทิตย์จะถูกนำมาจัดแสดงอยู่ที่นี่ แม้วันอาทิตย์จะไม่มีอยู่แล้ว แต่รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับวันอาทิตย์ได้อย่างน่าชื่นชม

หน้าที่ของฉันในวันนี้คือการเป็นนางแบบในพิธีเปิดอนุสรณ์สถานวันอาทิตย์ ฉันต้องยืนบนเวทีร่วมกับนางแบบอีก 6 คน ต่อหน้ามวลชนจำนวนมากที่มาร่วมพิธีเปิด นางแบบแต่ละคนคือตัวแทนของแต่ละวันในสัปดาห์ ฉันคือตัวแทนของวันอาทิตย์ ชุดที่ฉันใส่จะเป็นสีแดงสด สีที่ไม่มีใครเคยเห็นในที่สาธารณะมาเป็นเวลากว่า 2 ปีแล้ว ฉันตื่นเต้นอย่างมากที่จะได้เห็นและได้ใส่ชุดนั้น ไม่ต่างกับนางแบบคนอื่นๆ

ระหว่างทาง ฉันนั่งอยู่บนรถที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเองบนถนนลอยฟ้า ผ่านจอประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลขนาดใหญ่มากมาย ในจอประชาสัมพันธ์หนึ่งมีนางแบบกำลังเดินตัวปลิวกระฉับกระเฉง นั่นคือฉันเอง ตัวหนังสือปรากฏอยู่ด้านล่างของจอ ความว่า “สละวันอาทิตย์ ละทิ้งภาระ เพื่อหนึ่งปีที่กระฉับกระเฉงขึ้น” ฉันมองจอโฆษณานั้นพลางคิดว่า คนอื่นๆ จะมองตัวฉันบนจอด้วยสายตาอย่างไร จะรู้สึกกระฉับกระเฉงเหมือนอย่างที่ฉันนำเสนอหรือเปล่า แล้วจะทำให้พวกกลุ่มความเชื่อเก่า เห็นด้วยกับการสละละทิ้งวันอาทิตย์ได้หรือไม่

รถขับเคลื่อนด้วยตัวเองพาฉันมาถึงอนุสรณ์สถานวันอาทิตย์ คนจำนวนมากมารออยู่ที่นี่กันแล้ว ขณะลงจากรถ ฉันได้ยินเสียงโหวกเหวกดังมาจากฝูงชน พลันนั้นฉันก็รู้ได้ทันทีว่าต้องเป็นพวกกลุ่มความเชื่อเก่าเป็นแน่ งานพิธีใหญ่โตเกี่ยวกับวันอาทิตย์อย่างนี้ พวกเขาคงไม่พลาดโอกาสที่จะมาประท้วง เสียงของการประท้วงทำให้ฉันรู้สึกมวนท้อง อย่างไรก็ตาม ฉันแสร้งทำเป็นไม่สนใจการประท้วงนั้น และเดินตรงเข้าไปในสถานที่จัดงาน

อนุสรณ์สถานวันอาทิตย์เป็นอาคาร 2 ชั้น ด้านในกว้างขวาง พรมสีแดงปูไปทั่วพื้นโถงของอาคาร ชั้นล่างของอาคารมีงานศิลปะจัดแสดงรอบผนังทั้ง 4 ด้าน ทางเข้าด้านหน้ามีเสาใหญ่ต้นหนึ่งค้ำยันอาคารไว้ บนเสานั้นมีภาพวาดจิตรกรรมโบราณแขวนอยู่ ฉันเดินเข้าไปดูใกล้ๆ มีป้ายเขียนบอกชื่อชิ้นงานนั้นไว้ว่า “A Sunday Afternoon on the Island of La Grande Jatte” ลงชื่อศิลปิน ฌอร์จ-ปิแยร์ เซอราต์ ความใหญ่โตของภาพวาดนั้นทำเอาฉันต้องเพ่งพินิจพิจารณาถึงรายละเอียดของมัน ว่ากันตามจริง ฉันไม่ได้เห็นภาพวาดจิตรกรรมมานานแล้ว และตรงหน้าคือภาพวาดที่ฉันได้เห็นในรอบหลายปี ที่สำคัญมันคือภาพที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับวันอาทิตย์

ภาพนั้นเป็นภาพของบ่ายวันอาทิตย์ ต้นไม้ใบหญ้าลู่ลมดูเย็นสบายและเงียบสงบ ผู้คนอยู่ในท่าทีผ่อนคลาย บ้างนอนเอกเขนก บ้างพูดคุยกับคนรอบข้าง หลายคนสวมเสื้อผ้าสีแดงสดใส เป็นวันอาทิตย์ที่งดงามอะไรเช่นนี้ ในขณะที่ฉันกำลังพินิจพิจารณาภาพวาดอยู่นั้น เสียงประท้วงก็ดังอื้ออึงเข้ามาถึงด้านในอนุสรณ์สถาน คำต่อต้านรัฐบาลและเชิดชูวันอาทิตย์ที่ฉันเห็นว่ามันน่าขบขัน มีแวบหนึ่งที่ฉันรู้สึกเห็นด้วยกับพวกเขา ฉันมองภาพวาดแห่งวันอาทิตย์นั้นไปและคิดว่าหากได้ลองใช้ชีวิตยามบ่ายวันอาทิตย์ เอนกายเอกเขนกบนพื้นหญ้าริมน้ำก็อาจจะดีเหมือนกัน

“สวัสดีครับ” เสียงคุ้นหูของใครสักคนดังขึ้น ฉันหันไปทางเสียงนั้น

“สวัสดีค่ะ วัชระ” ฉันยื่นมือออกไปทักทาย วัชระเป็นเพื่อนร่วมงานในหน่วยประชาสัมพันธ์ แต่ด้วยการทำงานที่ไม่ค่อยคาบเกี่ยวกันเราจึงไม่ได้คุยกันเท่าไรนัก อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เขาได้กลายเป็นหัวหน้าผู้ดูแลอนุสรณ์สถานวันอาทิตย์แล้ว

“ภาพนี้สวยดีนะคะ” ฉันหันไปมองภาพวาดนั้นอีกครั้ง บ่ายวันอาทิตย์แสนสงบทำฉันไม่อยากละสายตาไปเลย

“เห็นคุณมองดูอยู่นานแล้วล่ะครับ แต่ขอโทษจริงๆ ผมคงต้องปลดภาพนี้ลงก่อน”

เมื่อเขาพูดจบ ก็เรียกเจ้าหน้าที่ 2-3 คนที่อยู่ใกล้ๆ มาปลดภาพวาดนั้นลง ฉันรู้สึกปั่นป่วนในใจเล็กน้อยแต่ไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรให้เขาเห็น วัชระพาฉันไปยังห้องแต่งตัว ในห้องมีนางแบบอีก 6 คนรออยู่แล้ว ดูท่าฉันจะมาสาย บางทีอาจเป็นเพราะเสียเวลากับการคิดสะระตะนานเกินไปหน่อย

เจ้าหน้าที่ฝ่ายเสื้อผ้ายื่นชุดกระโปรงยาวสีแดงสดให้ฉัน ด้วยความรู้สึกผิดที่มาสายฉันรับชุดสีแดงสดนั้นมาและรีบจัดแจงเปลี่ยนชุดทันที

นางแบบ 7 คน แต่งชุดกระโปรงยาวตามสีสันประจำวัน ฉันกำลังยืนอยู่ด้านหลังเวทีกับเพื่อนนางแบบ เสียงปรบมือโห่ร้องยินดีดังกึกก้อง ฉันไม่ได้ยินเสียงประท้วงอีกแล้ว

“คงโดนจับไปหมดแล้วล่ะ” นางแบบประจำวันจันทร์พูดขึ้น

“พวกล้าหลังพวกนี้ ไม่น่ามีชีวิตรอดมาได้จนป่านนี้เลยนะ” นางแบบประจำวันเสาร์สมทบ

เจ้าหน้าที่ผู้หญิงคนหนึ่งเรียกให้พวกฉันขึ้นไปบนเวที ฉันเดินขึ้นไปพร้อมกับนางแบบคนอื่นๆ พลันนั้นเสียงปรบมือก็ดังสนั่นขึ้นกว่าเดิม ฉันในชุดสีแดงสดประจำวันอาทิตย์ถูกจัดตำแหน่งให้อยู่ตรงกลางระหว่างนางแบบทั้ง 7 คน เมื่อจัดที่ทางการยืนได้แล้ว ชายร่างท้วมผู้เป็นประธานของพิธีก็ร่ายปาฐกถาเปิดงาน ใจความสำคัญของเขาคือการรำลึกถึงวันอาทิตย์ที่หายไป และชื่นชมพลเมืองทุกคนที่ยอมเสียสละวันอาทิตย์ เพื่อขับเคลื่อนโลกทั้งใบไปข้างหน้า

“พวกแกมันไอ้ตอแหล!” เสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังมาจากฝูงชนด้านล่างเวที

ประธานยังคงพูดต่อไปราวกับว่าไม่ได้ยินการด่าทอนั้น ฉันมองลงไปที่ฝูงชนด้านล่างเพื่อหาต้นตอของเสียง เช่นเดียวกับฝูงชนที่เริ่มมองหน้ากันไปมา

“ฉันรู้ว่าโลกยังอยู่ที่เดิม พวกแกโกหก!” เสียงเดิมดังขึ้นอีกครั้ง

หล่อนกำลังหมายถึงอะไร ฉันไม่เคยได้ยินถ้อยคำประท้วงแปลกประหลาดอย่างนี้มาก่อน วัชระรีบวิ่งห้อมาจากหลังเวที เขากระซิบให้ประธานถอยออกมาจากไมโครโฟน และเข้าไปยืนแทนตำแหน่งของประธานเอง ฉันรู้สึกว่าวัชระมีท่าทางคร่ำเครียดอย่างมากแต่กำลังสะกดความรู้สึกนั้นไว้

“คุณกำลังล้ำเส้นการประท้วงอยู่ กรุณาหยุดการกระทำนี้ด้วยครับ” วัชระพูดอย่างใจเย็น

“แกสิที่ต้องหยุด! พวกเรารู้แล้วว่าทั้งหมดนี้เป็นแผนการโสโครก วงโคจรของโลกไม่เคยแคบลง วันอาทิตย์ไม่จำเป็นต้องหายไปไหน หรือแม้กระทั่งวันอื่นๆ ก็ด้วย!”

สิ้นเสียงของหล่อน ฝูงชนก็แหวกออก ในที่สุดฉันก็เห็นต้นตอของเสียงนั้น หล่อนเป็นหญิงสาวร่างผอมดูไร้เรี่ยวแรง แต่กลับมีแววตาที่เห็นได้ชัดว่าหล่อนเป็นคนไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ ทันทีทันใดนั้นเจ้าหน้าที่ของรัฐบาล 4 คนก็พุ่งตัวไปหาหล่อน และจับล็อกตัวให้นั่งลง

“สิ่งที่คุณพูดเป็นการดูหมิ่นรัฐบาลอย่างที่สุด กรุณาถอนคำพูดด้วยครับ”

“ไม่! มันคือเรื่องจริง ฉันรู้ว่าพวกแกกำลังทำอะไร!”

เจ้าหน้าที่คนหนึ่งตบหน้าหล่อนเข้าอย่างจัง ฝูงชนกรีดร้องและแตกฮือมากกว่าเดิม เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลไม่เคยกระทำการรุนแรงกับพลเมืองมานานมากแล้ว วัชระมองดูแล้วผายมือขึ้นห้ามปราม

“เอาล่ะ เพียงคุณยอมถอนคำพูด เราจะไม่เอาความอะไรกับคำพูดไร้สาระของคุณ” วัชระยื่นข้อเสนอ

“ยังไงโลกก็ยังอยู่ที่เดิม!” หญิงร่างผอมตะโกนอย่างสุดเสียง

วัชระพยักหน้าให้กับเจ้าหน้าที่คนหนึ่งที่ล็อกแขนหญิงร่างผอมอยู่ เจ้าหน้าที่คนนั้นหยิบแท่งโลหะเล็กๆ คล้ายปากกาออกมาจากซองหนังข้างเข็มขัด เขาจ่อแท่งโลหะเข้าที่ขมับของหญิงสาว

“ยังไงโลกก็ยังอยู่ที่เดิม!”

เพียงสิ้นเสียงตะโกน หญิงสาวก็ล้มฟุบลง ฝูงชนเริ่มอยู่ในท่าทีหวาดกลัว เจ้าหน้าที่ทั้ง 4 คน อุ้มร่างแน่นิ่งของหญิงสาวขึ้น แล้วรีบพาออกจากฝูงชนไป

ฉันยืนมองดูเหตุการณ์นั้นอย่างตื่นตระหนก เลือดในกายเย็นเฉียบ ไม่รู้ฉันคิดไปเองหรือเปล่าว่าหญิงร่างผอมคนนั้นมองมาที่ฉันอยู่แวบหนึ่ง เพียงแวบเดียวเท่านั้นก่อนที่หล่อนจะล้มฟุบไป สายตาคู่นั้นอาจจะเป็นสายตาแบบเดียวกับที่ฉันคิดสงสัยว่าคนอื่นๆ จะมองดูฉันบนจอประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลอย่างไร-หยามเหยียดระคนเอือมระอา เสียงตะโกนของหญิงสาวยังคงดังก้องอยู่ในหัวของฉัน ยังไงโลกก็ยังอยู่ที่เดิมอย่างนั้นหรือ ฉันนึกไปถึงภาพวาด “A Sunday Afternoon on the Island of La Grande Jatte” ถ้าโลกยังอยู่ที่เดิม ปีหนึ่งก็ต้องมีวันครบ 365 วัน

แล้ววันนี้จะเป็นวันอะไรกันเล่า จะเป็นวันเดียวกับวันนี้หรือจะเป็นวันอาทิตย์ หรืออาจจะเป็นวันอื่นๆ ที่เหลือในสัปดาห์

วัชระยืนอยู่ที่ไมโครโฟนกำลังพูดอะไรสักอย่างซึ่งฉันแทบไม่ได้ฟังเขาอีกแล้ว ภาพบ่ายวันอาทิตย์อันสงบร่มรื่นกำลังเลื่อนไหลอยู่ในหัว ระคนเสียงอึงคะนึงกึกก้องว่า “ยังไงโลกก็ยังอยู่ที่เดิม” ความอลหม่านในหัวของฉันกำลังเรียกร้องหาความสงบ และสิ่งที่ฉันทำกลับกลายเป็นการตะโกนออกไป

“ยังไงโลกก็ยังอยู่ที่เดิม!”

ใช่แล้ว ฉันตะโกนออกไปอย่างสุดเสียง แล้วทุกสิ่งในหัวก็เงียบลง เช่นเดียวกับสรรพเสียงรอบตัว วัชระมองเขม็งมาที่ฉัน เขาดึงแท่งโลหะเล็กๆ ขึ้นมาจากซองหนังข้างเข็มขัดแล้วเล็งตรงมา ชั่วขณะนั้นเองสีแดงฉานก็พรั่งพรูขึ้นในดวงตา สีแห่งวันอาทิตย์ซึ่งกำลังปกคลุมเรือนกายและในขณะนี้มันก็กำลังไหลอาบจิตใจของฉันด้วย

ฉันนอนแผ่ราบไปกับพื้นด้านหน้าของอนุสรณ์สถานวันอาทิตย์ สติสัมปชัญญะกำลังหลุดลอยไป แสงแดดยามบ่ายส่องกระทบเปลือกตาของฉัน ย้ำเตือนฉันว่าดวงอาทิตย์ยังคงอยู่ตรงนั้น และมันไม่ได้มีขนาดใหญ่ขึ้นหรือเล็กลง โลกยังคงอยู่ที่เดิม ฉันไม่ได้ยินเสียงอะไรอีกแล้ว ไม่นานภาพทั้งหมดก็อันตรธานไปเช่นกัน

ในที่สุด ฉันก็พบกับความสงบของบ่ายวันอาทิตย์เฉกเช่นเดียวกับภาพวาดจิตรกรรม “A Sunday Afternoon on the Island of La Grande Jatte” ของ ฌอร์จ-ปิแยร์ เซอราต์ ไม่มีผิดเพี้ยน

บทความก่อนหน้านี้พิศณุ นิลกลัด : ทำไมอังกฤษไม่เคยได้แชมป์ยูโร
บทความถัดไปพิศณุ นิลกลัด : สูตรการยิงลูกโทษที่จุดโทษ