ฐากูร บุนปาน : หยุดให้เป็น

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน

เป็นประโยคคุ้นๆ ท้ายคำโฆษณาของสถาบันการเงิน เวลาที่จะมาชักชวนคนไปลงทุน

หมายเหตุด้วยว่า

ถ้าฟังทัน

เพราะท่านเล่นพูดลิ้นรัวอย่างรวดเร็วเสียจนปืนกลเรียกพี่

แต่เอาว่าเขามีข้อกำหนดให้ประกาศคำเตือนเหล่านี้เอาไว้ให้รู้ทั่วกัน

ซึ่งผู้รับปฏิบัติก็ทำไปงั้นๆ (ฮา)

ส่วนผู้ที่เป็นเป้าหมายของการสื่อสารก็มักไม่ค่อยสนใจฟัง (จนกว่าจะขาดทุนไปแล้ว-ฮา อีกที)

สรุปคือ คำเตือนนี้ติดหู แต่ไม่ค่อยได้ผล

อันนี้ไม่ค่อยฮา

ซึ่งก็น่าจะเป็นจริง

เพราะถ้าหลักการข้างต้นได้รับความเอาใจใส่

ทุกคนที่เป็นผู้เล่นในตลาด ศึกษาหาข้อมูล-ความรู้มาเท่าหรือใกล้เคียงกัน

คดีฉ้อโกง คดีปั่นหุ้นทั้งหลายก็คงไม่เกิด ไม่เป็นข่าวอึกทึกครึกโครมซ้ำแล้วซ้ำอีก

แต่เผอิญวันนี้ไม่ได้ตั้งใจจะมาพูดเรื่องการลงทุนทางการเงิน

เพียงแต่จะขอยืมประโยคติดหูคนข้างต้นมาใช้กับสถานการณ์การเมือง ที่วันนี้ก็ยังชักคะเย่อ ยักแย่ยักยัน

ถึงแม้จะมี “การลงทุน” มหาศาล

แต่การลงทุนนั้นก็ไม่ได้ผลิดอกออกผลจนกระทั่งเป็นที่น่าพอใจ

ต้องอาศัยการลงทุนซ้ำแล้วซ้ำอีกถมลงไป

ผลก็ยังไม่ออกมาดังใจ

การลงทุนในที่นี้ไม่ได้หมายความเรื่องเงินเท่านั้น

เพราะฉะนั้น ไม่ควรจะมีใครต้องเดือดเนื้อร้อนใจไป

จะใช้ 8,000 จะใช้ 300 แล้วผลออกมาไม่แตกต่างกันเท่าไหร่

อันนั้นเป็นเรื่องที่แต่ละคนต้องกลับไปประเมินประสิทธิภาพของตัวเอง

แต่ที่น่าเป็นห่วงกว่าก็คือการลงทุนด้วยทุนชนิดอื่นๆ

ไม่ว่าจะทุนอำนาจ ทุนความชอบธรรม ทุนของมาตรฐานกฎหมาย

ฯลฯ

ที่ผ่านมาสิบกว่าปีในเมืองไทย ที่สังคมยุ่งเหยิงวุ่นวาย ก็เพราะใช้ทุนเหล่านี้กันผิดประเภท

แต่เหมือนท่านที่ถือทุนเหล่านี้อยู่จะไม่ได้ตระหนักอะไร

กลับสวมววิญญาณนักพนันหน้ามืด ทุ่มแทงและทุ่มเททุนเหล่านี้หนักมือขึ้นในการเลือกตั้งหนที่ผ่านมา

แบบที่ศัพท์ในบ่อนเขาเรียกว่า “ตามควาย”

ซึ่งไม่มีใครรู้ว่า ต่อให้ตามกลับมาได้

จำนวนควายที่ตามกลับมา กับควายที่ทุ่มแทงลงไป

อย่างไหนจะมากกว่ากัน

และที่สำคัญก็คือ หลายๆ ท่านเหล่านั้นเข้าใจผิดว่า “ทุน” ที่ท่านเอาไปเล่นอยู่ เป็นทุนเฉพาะตัว-เฉพาะกลุ่ม

ทั้งที่ทุนเหล่านั้น คือต้นทุนของพี่น้องคนไทยทั้งสังคม

ถ้าลงทุนหรือทุ่มแทงไปแล้ว งอกเงยงอกงามขึ้นมาก็ดีไป

แต่สิบกว่าปีที่ผ่านมา ยังพิสูจน์ไม่พออีกหรือว่า ยิ่งทุ่มทุนลงไป

ทุนก็ยิ่งหาย กำไรก็ยิ่งหด

ไม่ใช่แค่สตางค์ในกระเป๋าที่วัดได้ง่ายที่สุด

แต่ยังรวมไปถึงทุนอื่นๆ ที่เมื่อพร่องไปแล้วชวนใจหายชวนให้กังวล

เช่น ความรัก ความปรารถนาดี ความเชื่อถือที่มีต่อกัน ความเกรงใจซึ่งกันและกัน

ฯลฯ

ไม่ต้องให้นักวิจัยระดับ 5 ปริญญาที่ไหนมาบอก

เด็กเล็กที่ยังไม่มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งก็บอกได้ว่า

คุณสมบัติเหล่านี้ร่อยหรอลงไปจากสังคมไทยทุกที

เพราะฉะนั้น อย่าเผลอไปถามกลุ่มที่มีสิทธิ์มีเสียงและมาออกเสียงเลือกตั้งเข้าให้เชียว

เดี๋ยวเวลาน้องๆ นุ่งๆ เขาตอบแบบตอก

จะหน้าฉีกหน้าแหกกันเปล่าๆ

เทศกาลสงกรานต์นี้จึงอาจจะพอมีคุณอยู่บ้าง

ถ้าท่านนักลงทุนทั้งหลายใช้เวลาในช่วงวันหยุด หยุดทบทวนตัวเอง

ใช้น้ำที่มาราดรดให้เย็นตัว ชโลมให้ใจเยือกเย็น เห็นความจริงอย่างที่เป็นจริง เห็นสิ่งที่ถูกต้องอย่างที่ควร

ร้อนของราศีเมษก็อาจจะทุเลาลงไปได้

ทุนที่คิดว่าจะลดหดหาย ก็อาจจะเพิ่มขึ้นด้วยกุศลจิต

แต่ถ้ายังขยันลงทุนทางผิดกันอยู่ ไม่เว้นแม้แต่วันหยุดอย่างสงกรานต์

กลับมาเจอหน้ากันใหม่ เผลอๆ ไฟประลัยกัลป์ก็เรียกพี่

สงกรานต์ทั้งที

หยุดให้เป็น

อยู่ให้มีความสุข

ทุกท่านนะครับ

บทความก่อนหน้านี้คนมองหนัง : “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” ใครว่า “ละครจักรๆ วงศ์ๆ” ไม่มีอะไร “ใหม่”
บทความถัดไปจัตวา กลิ่นสุนทร : วิกฤตศรัทธา “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” (กกต.)