วอชเชอร์ : “จีดีพีหด-ฆ่าตัวตาย-ข้าวเหนียวแพง” เศรษฐกิจไทยป่วยหนัก?

อาจกล่าวได้เต็มปากว่า เศรษฐกิจไทยเข้าขั้นอาการหนักในระดับที่รัฐบาลโดยเฉพาะหัวหน้าครม.เศรษฐกิจ อย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมายอมรับเอง

ทั้งๆที่คนบ่นถึงขั้นพูดวิจารณ์แบบปากเปียกปากแฉะหลายปีแล้ว ตั้งแต่พล.อ.ประยุทธ์ นั่งเป็นหัวหน้า คสช. แต่ดูเหมือนผู้มีอำนาจทำเป็นหูทวนลมพร้อมพูดสวนกลับไปว่า เศรษฐกิจไทยยังแข็งแรง แม้อาจไม่ได้ดีมากเพราะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว

แต่พอตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2 ล่าสุด ที่คลังสมองทางเศรษฐกิจอย่างสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติประกาศออกมาอยู่ที่ 2.3% เท่านั้น ก็ทำเอาสถาบันทางเศรษฐกิจไปถึงธนาคารขานรับการปรับลดนี้

ต้องลุ้นกันว่าจบปี 62 จีดีพีจะโตเหลือเท่าไหร่

 

ตัวเลขจีดีพีอาจดูไม่เป็นรูปธรรมและไม่รู้ว่าสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทยทั้งระบบได้แค่ไหน แต่เพียงเดือนนี้เดือนเดียว มีข่าวการทำอัตวินิบาตกรรมของผู้ประกอบธุรกิจแล้ว 5 กรณี ตั้งแต่กินน้ำยาล้างห้องน้ำ ผูกคอ ไปจนถึงรมควันในรถส่วนตัว

ภาพสะท้อนที่จับต้องได้มากที่สุดในเวลานี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่จะตามมาในไม่ช้า และดูเหมือนจะไม่จบแค่ในตอนนี้ด้วย

ก่อนหน้าที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการขนาดย่อม ก็มีกรณีเกษตรกรเลือกจบชีวิตตัวเองมาแล้วหลายราย ทำให้ปัญหาเศรษฐกิจกำลังแนวโน้มเป็นสาเหตุของการจบชีวิตตัวเองที่เกิดขึ้นในสังคมไทย

ไม่นับรวมถึงประชาชนอีกจำนวนมากที่กำลังเผชิญหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง จนหลายคนวิตกกังวลถึงอนาคต ไม่ว่าความมั่นคงในอาชีพการงานหรือการดำรงชีวิตในสังคมที่่ค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้น

 

เมื่อกล่าวถึงค่าครองชีพเพิ่มสูง นอกจากค่ารถไฟฟ้าที่สูงเกินจนกลายเป็นตัวชี้วัดชนชั้นทางสังคมไปแล้ว ล่าสุดเกิดปรากฎการณ์ข้าวเหนียวแพงขึ้น ซึ่งสาเหตุหนึ่งมาจากภัยแล้งจนส่งผลกระทบต่อผลผลิต

แม้เป็นช่วงระยะสั้นๆ แต่ก็ส่งผลเชิงจิตวิทยาของคนปกติที่กินข้าวเหนียวเป็นอาหารหลัก แค่พอเห็นราคาตามร้านหมูปิ้งจนถึงส้มตำไก่ย่างทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด พากันขึ้นราคากันโดยมิได้นัดหมายถึงห่อละ 10 บาท ในปริมาณที่เท่ากับราคา 5 บาท หรือขายราคาเดิม เพิ่มเติมคือลดปริมาณ แค่นี้ก็ทำคนหวั่นไหวกันมาก

นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่วัดความสามารถในการจัดการของรัฐบาลว่าจะประสานพ่อค้าคนกลาง เจ้าของโรงสีโดยไม่กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในช่วงคับขันได้แค่ไหน

สิ่งที่เกิดขึ้น จึงเป็นโจทย์รับน้องครม.เศรษฐกิจนำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จะสามารถแก้ไขตรงเป้าและยั่งยืนอย่างที่คุยไว้ได้จริงหรือไม่

บทความก่อนหน้านี้จรัญ พงษ์จีน : ก้าวย่าง “ประวิตร” ในพลังประชารัฐ
บทความถัดไปอุรุดา โควินท์ / อาหารไม่เคยโดดเดี่ยว : เห็ดไร้นาม