“พนาสันต์ สุนันต๊ะ” หนุ่มดิจิตัล ตบเท้าร่วม “เพื่อชาติ” สร้างไทยก้าวไกลเทคโนโลยี

สีสันคนรุ่นใหม่เข้าร่วมการเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ยังคงมีให้ได้ชม ท่ามกลางหลายพรรคที่เปิดตัวพร้อมเนื้อหาเพื่อเป็นทางเลือกในการตัดสินใจให้กับประชาชน โดยวันนี้ (S)election เกาะติดเลือกตั้ง62 พาไปพบกับ อีกหนึ่งคนรุ่นใหม่จากพรรคเพื่อชาติที่หมายมั่นเสนอตัวเป็นแคนดิเดต ส.ส.แบบเขตในเขต 2 สุโขทัย อย่าง พนาสันต์ สุนันต๊ะ ที่มีความสามารถเด่นระดับโลกในเรื่องเทคโนโลยีดิจิตัลและปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ พ่วงดีกรีเหรียญทองคอมพิวเตอร์โอลิมปิก

พนาสันต์ สุนันต๊ะ พลเมืองดิจิตอลซึ่งเคยได้รับเหรียญทองคอมพิวเตอร์โอลิมปิก ผู้เชี่ยวชาญปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยผลงานพัฒนาโครงการ “ปัญญาประดิษฐ์เพื่อการคัดกรองวัณโรค” ของทีมพนาสันต์ได้รับคัดเลือกไปนำเสนอในงานประชุม IDWeek ซึ่งเป็นงานประชุมโรคติดเชื้อระดับโลกที่ เมืองซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อ 3-7 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมานี้ ในสมัยเป็นนักศึกษามธ. ทีมของพนาสันต์ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับสองโครงการแข่งขันส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นด้วย Algorithmic Trading อีกด้วย

 

เหตุตัดสินใจเลือก “เพื่อชาติ”

พนาสันต์ เผยว่าที่ตัดสินใจเข้าสู่วงการเมืองแบบเต็มตัวและเลือกเข้าพรรคเพื่อชาติ ด้วยเหตุผล 2 ประเด็น คือ 1.การที่ตัดสินใจเข้าสู่การเมืองต้องบอกว่าในสมัยที่เรียนโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ คือ ในตอนมัธยมปลาย ผู้อำนวยการเขาจะพูดเสมอ เราเป็นคนที่โชคดีกว่าทุกคนอื่น เรามาเรียนที่นี่ด้วยภาษีประชาชน เราจะต้องพัฒนาประเทศ จะเน้นย้ำว่าเป็นหัวรถจักรในการพัฒนาประเทศ ซึ่งตรงนี้ทำให้เราคิดว่าการที่จะพัฒนาประเทศมีทางไหนได้บ้าง คือ ตอนที่อยูในโรงเรียนนั้น ผอ.เสนอมาว่า วิธีที่จะพัฒนาประเทศก็คือ การเป็นนักวิจัย แต่เราก็ค้นพบว่ามันมีมากกว่าหนึ่งวิธีที่จะพัฒนาประเทศ คือ หนึ่ง การใช้ธุรกิจนำ เลยทำให้ผมตัดสินใจเข้าเรียนที่ ม.ธรรมศาสตร์ คณะบริหารธุรกิจการเงินครับ และอันที่สอง ธุรกิจนำไม่พอจะต้องขับเคลื่อนตัวเองโดยวิธีการใช้การเมือง ตรงนี้คือเรามีจุดลึก ๆ ในใจ สิ่งที่จะแก้ปัญหาให้ประเทศพัฒนาได้จะต้องใช้สองอย่างควบคู่กัน อันนี้เลยเป็นจุดที่ผมสนใจในด้านนี้

และอีกสาเหตุในการตัดสินใจเข้าพรรคเพื่อชาติ ต้องบอกว่าถ้า เป็นพรรคอื่น ๆ ใหญ่ ๆ แบบนี้ ถ้าเป็นเด็กธรรมดาที่ no name แบบนี้ไม่มีทางทีจะมาทำงานตรงจุดนี้แน่นอน เพราะหนึ่งคือเราไม่ได้เป็นลูกนักการเมืองเก่า และสองคือเราไม่ได้เป็นคนรวยหรือมีเงิน เราเป็นชาวบ้านธรรมดา คือเราไม่ได้มีประสบการณ์ทางการเมืองมาก่อนอย่างนี้ แต่ว่าที่พรรคเพื่อชาติเขาเปิดโอกาสให้เราเข้ามาทำ ให้เด็กรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถเข้ามามีเวทีมายืนในตรงนี้ได้ครับ

เทคโนโลยี คือ “โอกาส”

พนาสันต์เผยต่อถึงการนำประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และความเป็นพลเมืองดิจิตอลมาใช้กับประเทศว่าถ้าเราได้มีโอกาสเข้าไปทำงานในด้านการเมือง สิ่งไหนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี เราสามารถเข้าไปช่วย ยกตัวอย่างเช่น เราได้เป็นคณะกรรมการที่ดูแลในเรื่องของเทคโนโลยี ซึ่งในเรื่องนี้เรารู้ว่างานไหนเวิร์ค งานไหนไม่เวิร์ค ตรงนี้เราสามารถใช้ความรู้ของเราไปช่วยในตรงนี้ได้ เพราะต้องบอกเทคโนโลยีในโลกทุกวันนี้ เราไม่ต้องไปมองถึง 20 ปีข้างหน้า 3 ปีข้างหน้ายังไม่มีใครรู้ ดังนั้นคือถ้าเราเอาคนที่ไม่ได้มีความรู้ความเชี่ยวชาญจริง ๆ มาบริหารด้านเทคโนโลยี เราตามโลกไม่ทันครับ ตรงนี้ตนคิดว่า ความรู้ ความสามารถที่มี เราสามารถทำให้ประเทศไทยยืนอยู่บนเทคโนโลยีได้ คือสามารถใช้เทคโนโลยีเป็นครับ อันนี้คือความถนัดของตน

 

“ปากท้อง-หนี้-ยาเสพติด” สิ่งที่ชาวบ้านยังคงเผชิญ

จากการลงพื้นที่สมัคร พนาสันต์ กล่าวว่าปัญหาหลักที่ได้เจอ คือ ปัญหาปากท้อง อันที่หนึ่งก็คือ สินค้าเกษตรไม่มีราคา ก็คือปัญหาปากท้อง รายได้ยังไม่มี ผมลงพื้นที่เด็กวัยทำงาน เช่น เด็กวัยทำงานอายุ 25-40 ปี แทบจะไม่มีเลย ในแต่ละบ้านเหลือแค่คนแก่ ๆ กับเด็กที่กำลังเรียนหนังสืออยู่ เป็นสิ่งที่ผมมองว่าถ้าเรายังมีปัญหาปากท้อง โครงสร้างทางสังคมมันมีปัญหาแล้ว เพราะว่าต่างจังหวัดเหลือคนแก่กับเด็ก

ประเด็นที่สองที่เราเจอคือ พอเขารายได้ไม่มี ต้องบอกว่าต่างจังหวัดในแหล่งงานที่รายได้สูงไม่มีนะครับ งานหลักของต่างจังหวัดก็มีแค่เกษตร กับคนที่อยู่ได้บางกลุ่ม อย่างเช่น ข้าราชการ คือต้องบอกว่าปัญหานี้มันส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ชาวบ้านที่มีรายได้หลักเป็นเกษตรกร รายได้ไม่พอมันเลยส่งผลกระทบมายังพ่อค้า แม่ค้าที่ขายของยังตลาด ในส่วนนั้นก็ไม่มีรายได้เหมือนกัน ต่อมาพอมีปัญหา ก็เกิดปัญหาที่เรียกว่า “หนี้” 2 แบบ คือ หนี้ในระบบและหนี้นอกระบบ หนี้ในระบบอย่างเช่น ธกส. ก็ยังดีหน่อย อย่างมากก็แค่โดนยึด แต่ว่าสิ่งที่ผมเจอหนัก ๆ คือ ชาวบ้านพวกนี้เขาไม่มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงิน คือ 1. พอรายได้ไม่มี ไปกู้ธนาคารมาทำธุรกิจ มาสร้างเนื้อสร้างตัวก็ไม่ได้ เขาก็ไม่รู้จะไปหาเงินอย่างไร ก็ต้องไปกู้นอกระบบ ซึ่งไปเจอหลายคนมีดอกเบี้ยเดือนหนึ่ง 40 เปอร์เซ็นต์นะครับ บางคนกู้มาเป็นหมื่นเดียว ทำไมไป ๆ มา ๆ ถ้าเขาขาดส่งไปปีเดียว กลายเป็นหลักแสน-สองแสนครับ ตรงนี้คือเจอปัญหาที่เยอะมาก คนกลุ่มนี้ไม่ได้รับการช่วยเหลือ เพราะว่าหนึ่งคือมันไม่รู้จะไปหาใคร ตำรวจก็ช่วยไม่ได้ ไปหาศูนย์ดำรงธรรมก็ช่วยไม่ได้ จะไปกู้ธนาคารก็ไม่ได้เพราะไม่มีหลักทรัพย์ อันนี้คือ สิ่งที่ตามมา

ประเด็นที่ 3 คือเรื่องยาเสพติด ตอนนี้ซื้อง่ายขายคล่องยิ่งกว่าขนมอีกนะครับ ยิ่งตอนนี้มี 4G เขาซื้อกันผ่าน Line สั่งให้ไปส่งที่ไหนได้เลย อันนี้เป็นปัญหาหนักมากขึ้นที่เราเจอ คือ จริง ๆ มันเริ่มมากจากปัญหาที่หนึ่ง เราต้องมองโครงสร้างทางสังคมของจังหวัดสุโขทัย ยกตัวอย่าง เราต้องมองก่อนว่าประชากรจำนวนมากมีรายได้มาจาก นา ข้าว อ้อย พอสินค้าเกษตรไม่มีราคา ส่งผลให้ไม่มีกำลังซื้อ พอไม่มีกำลังซื้อ ส่งผลให้พ่อค้าแม่ค้าในตลาดร้านค้า วัสดุก่อสร้าง ไม่มีกำลังซื้อมันก็เลยซบเซา พอบางคนไปกู้มา กู้มาสร้างพอไม่มีกำลังซื้อก็ต้องโดนยึด พอโดนยึดก็ไม่รู้จะเริ่มใหม่ยังไง พอไปกู้ที่เรียกว่า Refinance ไม่มีหลักทรัพย์อะไรก็ไปเข้าสู่หนี้นอกระบบ ก็ไปกู้ดอกเบี้ยร้อยละ 40 ต่อเดือน จากไม่กี่หมื่นตอนนี้ก็กลายเป็นหลายแสนเลยครับ คราวนี้ก็ดอกเบี้ยทบต้นเขาไม่รู้หลอกว่ามันโหด ก็เกิดปัญหาที่ตามมาก็คือ ปัญหายาเสพติด ไม่ใช่มาจากรายได้ แต่มาจากอำนาจรัฐที่ไม่ได้คุมกันชัดเจน คือ ตอนนี้ซื้อ – ขายกันเยอะมาก และส่งผลกระทบอีกกลายเป็นว่าวัยทำงาน โครงสร้างของคนในวัยทำงาน ในต่างจังหวัดเขาเข้าไป กทม. ไปชลบุรี ไประยองกันหมด ตรงนี้ก็จะเกิดปัญหาสังคมที่ตามมาอีกครับ

บทความก่อนหน้านี้“สมาคมประมง”พบแกนนำเพื่อไทย เล่าปัญหากม.ยุคคสช. อัด รัฐไม่สนเสียงชาวประมง
บทความถัดไปสนช.ผ่านร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ เพิ่มค่าชดเชยเลิกจ้าง 6 กรณี-ชายหญิงได้เงินตอบแทนเท่ากัน