เลขา ครป. ชี้ “ประยุทธ์” คงอยู่ได้อีกไม่นาน เปรียบดั่งอาทิตย์อัสดง จี้กองทัพหยุดรับใช้

เลขา ครป.เปรียบนายกฯ เหมือนอาทิตย์อัสดง จันทร์โอชาคงอยู่ได้อีกไม่นาน จี้กองทัพปฏิรูป หยุดรับใช้ระบอบประยุทธ์และรัฐอำนาจนิยม

วันที่ 27 พฤษภาคม 2564 นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 และเลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งคณะสามัคคีประชาชนเพื่อประเทศไทย กล่าวบนเวทีไทยไม่ทนออนไลน์วันนี้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ เปรียบเหมือนอาทิตย์อัสดง และจันทร์โอชาคงอยู่ได้อีกไม่นาน ท่านเหมือนอาทิตย์อัสดงที่แก่ชรา ที่มีระบบ ส.ว.ตามบทเฉพาะกาล คอยเป็นแขนขาประครองในการอยู่ในอำนาจ ดังนั้นวิกฤติบ้านเมืองที่เกิดขึ้น นอกจากพรรคร่วมรัฐบาลควรถูกประณามแล้ว ส.ว.ทุกคนก็ควรถูกประนามด้วยเช่นกัน

เมื่อบ้านเมืองเข้าสู่วิกฤตอำนาจและกับดักรัฐธรรมนูญดุจดั่งความมืดของรัตติกาล ดวงจันทร์ที่สว่างไสวอยู่ในราตรีนั้นก็เป็นเพียงชั่วคราว เพราะบทเพลงแห่งอรุณรุ่งและอนาคตของชาติ อันหมายถึงเยาวชนคนหนุ่มสาวของสังคมไทยคือของจริง ที่กำลังจะผลิดอกเบ่งบาน เป็นดอกไม้ประชาธิปไตยที่จะมาแทนที่เผด็จการอำนาจนิยม เช่นเดียวกับกฎแห่งกาลเวลาที่จันทร์โอชาจะเป็นแค่ค่ำคืนที่เหน็บหนาวและฝันร้ายของประเทศไทยที่กำลังผ่านไป

เพื่อไม่ให้ระบบราชการเป็นเครื่องมือรับใช้ระบอบอำนาจนิยมของพล.อ.ประยุทธ์ และกับดักรัฐธรรมนูญที่ พวกเขาเขียนสืบทอดอำนาจไว้ ผมจึงขอให้เพื่อนข้าราชการทั้งมวลหยุดรับใช้พล.อ.ประยุทธ์ และพวก หันมารับใช้ประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์แทน

วันนี้กลุ่มไทยไม่ทน คณะสามัคคีประชาชนเพื่อประเทศไทย จึงจำเป็นที่จะต้องเคลื่อนไหวและเรียกร้องให้ข้าราชการของแผ่นดิน ที่เป็น ส.ว.โดยตำแหน่ง ลาออกจากตำแหน่ง ส.ว.ในทันที เพื่อไม่ให้ระบบราชการไปรับใช้เผด็จการระบอบประยุทธ์ และขอเรียกร้องให้ ส.ว.ที่เหลือทั้งหมดที่ไม่ใช่ข้าราชการ หยุดรับเงินเดือนเพื่อรับใช้ชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง อย่าเห็นแก่ตัวและอย่าเห็นแก่เงินตรา เอาเปรียบประชาชนในยุคข้าวยากหมากแพง และกำลังสิ้นไร้ไม้ตอก

ผู้บัญชาการกองทัพบก ต้องแสดงเป็นตัวอย่างให้เห็นว่า จะต้องทำกองทัพทหารอาชีพ ออกจากพวกทหารการเมืองที่หากินกับอำนาจรัฐ มาคงสถานะที่แนบแน่นกับประชาชน เป็นกำลังสำคัญของบ้านเมืองและรั้วของชาติอย่างแท้จริง ประชาชนไทยยืนตรงเคารพธงชาติ ก็เพราะเราถือว่าชาติคือแรงบันดาลใจของประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และสันติภาพ ที่บรรพชนเราต่อสู้และเสียสละร่วมกันสร้างมันขึ้นมา ทหารได้รับเกียรติและเอกสิทธิ์เป็นผู้กุมอาวุธและกําลังรบของประเทศ เป็นที่เคารพและเกรงขามในหมู่ชนทั่วไป ทหารจึงต้องปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับที่ตนได้รับความไว้วางใจ ไม่ควรไปทําหรือเกี่ยวข้องในกิจการที่ไม่อยู่ในหน้าที่โดยเฉพาะของตน เช่น การไปเล่นการเมือง

ปัจจุบันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นตัวแทนของฝ่ายอนุรักษ์นิยม ที่ต้องการสร้างระบบราชการรวมศูนย์ไว้ที่คณะของพวกท่าน ไม่ต้องการกระจายอำนาจไปให้ประชาชน กองทัพจะต้องทบทวนประวัติศาสตร์ว่า พวกท่านเป็นทหารของประชาชน ไม่ใช่ทหารของพวกกบฎที่แอบอ้างการรักษาสถาบันกษัตริย์ แต่กลับแยกประมุขของรัฐออกจากประชาชน และแยกประชาชนออกจากสถาบันโดยสร้างความขัดแย้งขึ้นมาเพื่อรักษาอำนาจตนเอง อย่าหลงผิดเหมือนกบฏบวรเดชในอดีต

กองทัพในศตวรรธที่ 21 ต้องปรับตัวให้ทันความเป็นรัฐชาติสมัยใหม่ที่มีพลเมืองเป็นศูนย์กลาง เช่นเดียวกับนายทหารประชาธิปไตยในอดีตที่ตั้งใจรักษาชาติบ้านเมืองไว้ในสถานการณ์วิกฤตหลายยุค คุณูประการของทหารคณะราษฎรก็มีมากมาย ทั้งการรักษาสถาบัน ทำให้เกิดรัฐธรรมนูญ จัดตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง จัดตั้งโรงพยาบาลของรัฐทั่วประเทศ จัดตั้งกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย สร้างรัฐไทยที่ทันสมัยมาจนถึงวันนี้ ผลงานของเสรีไทยส่วนหนึ่ง ยังร่วมกันปกป้องชาติบ้านเมืองทำให้ประเทศไทยไม่เป็นผู้แพ้สงคราม

กองทัพจึงอย่าติดกับดักอำนาจนิยม ที่รัฐบาล 3 ป.ใช้พวกท่านเป็นฐานค้ำอำนาจอีกเลย กองทัพที่ทันสมัยจะต้องมีการปฏิรูปตนเองอยู่เสมอ เช่นเดียวกับกองทัพของเกาหลีใต้ ที่เสนอแผนปฏิรูปองค์กรทุก 5 ปี ต่อรัฐสภา โดยมีการตั้งคณะกรรมาธิการปฏิรูปกองทัพ และเป็นกองทัพใต้รัฐบาลพลเรือนอย่างแท้จริง

ดังนั้นจึงต้องแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 ยกเลิกการให้อำนาจ 7 อรหันต์ภายในกองทัพแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการทหารเท่านั้น แต่ให้กลับมาสู่อำนาจของนายกรัฐมนตรีเหมือนเดิม เพื่อเป็นกองทัพภายใต้รัฐบาลพลเรือน และอยู่ภายใต้การตรวจสอบของรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

หลังรัฐประหารในปี 2549 การออก พ.ร.บ.กลาโหมนั้น เป็นการทำให้กองทัพเป็นรัฐ 2 รัฐ ที่ให้อำนาจการเลือกผู้บัญชาการเหล่าทัพเป็นของกองทัพเอง ทั้งที่กองทัพควรอยู่ใต้รัฐบาลพลเรือน และหลังการรัฐประหารครั้งใหม่ก็มีการแก้ไขกฎหมายกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภาย ในให้อำนาจหน่วยงานนี้อย่างล้นหลาม รวมถึงกฎหมายการรักษาความมั่นคงภายในด้วยเช่นกัน

ประเทศอินโดนีเซีย ไม่น่าเชื่อจะสามารถแยกกองทัพออกมาจากการเมืองมาได้แล้วหลายปี ทั้งยังมีการแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อปฏิรูปให้ทหารถอยกลับเข้ากรมกองทำหน้าที่ของตัวเอง ทั้งที่ก่อนหน้านี้กองทัพอินโดนีเซียมีบทบาททางการเมืองมาเสมอตั้งแต่ประกาศเอกราช นายพลซูฮาร์โต ขึ้นมามีอำนาจปกครองแบบยาวนาน 32 ปี กระทั่งเมื่อเขาประกาศลาออกในปี 2541 หลังถูกนักศึกษาประชาชนรวมตัวประท้วงขับไล่ ที่สำคัญ การปฏิรูปกองทัพ ถือเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องสำคัญของสังคมอินโดนีเซียพร้อมกับการรื้อฟื้นระบอบประชาธิปไตยมาจนถึงปัจจุบัน

ต่อไปนี้ ผมขอเรียกร้องให้กองทัพ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ เคารพและยอมรับนับถือหลักสิทธิมนุษยชนและนิติธรรมอันเป็นรากฐานที่สำคัญของการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย เพื่อให้เป็นไปตามพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนและบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะด้านสิทธิพลเมือง สิทธิทางการเมือง และสิทธิทางเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรม รวมทั้งการตรากฎหมายอนุวัติการเพื่อให้อนุสัญญาต่อต้านการทรมานและอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับมีผลบังคับเป็นกฎหมายในประเทศ ยกเลิกบรรดากฎหมายที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน ขัดหรือแย้งกับหลักสิทธิมนุษยชนและนิติธรรม
ต่อไปนี้ จะต้องไม่มีการคุกคามเข่นฆ่าประชาชนพลเมืองอีกต่อไป จะต้องไม่มีใครที่ถูกทรมาน ถูกอุ้มหายดังที่ผ่านมา โดยมีระบบกระบวนการยุติธรรมที่ไม่เลือกปฏิบัติ คุ้มครองความเป็นธรรมให้แก่ประชาชน ยุติการคุกคามนักปกป้องสิทธิมนุษยชน (Human Rights Defender) รวมทั้งนักเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องสิทธิทางการเมือง

ไม่ว่าจะเป็นการข่มขู่ ทำร้ายร่างกาย หรือการคุกคามโดยใช้มาตรการทางกฎหมาย (Judicial Harassment and SLAPP) ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้เป็นไปตามหลักการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมตามมาตรฐานสากล โดยเฉพาะกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ที่ต้องแยกงานสอบสวนออกจากเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือผู้บังคับใช้กฎหมาย โดยให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของอัยการตามหลักสากล นำหลักความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Justice-TJ) และความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice-RJ) มาใช้ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองของคนในชาติ รวมถึงการนิรโทษกรรมข้อหาความผิดทางการเมืองและทางความคิด เพื่อสร้างการปรองดองของคนในชาติต่อไป

ที่ผมเสนอมาทั้งหมดนี้ คงไม่ใช่แค่ความใฝ่ฝัน หากเรามีรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตย ร่วมมือกับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา พรรคการเมืองทุกพรรคและประชาชนทุกฝ่ายประสานพลังและร่วมมืออย่างจริงจังเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้า โดยร่วมกันผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง มีกลไกตรวจสอบอำนาจรัฐ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญอย่างมีประสิทธิผล ปรับเปลี่ยนอำนาจและบทบาทของสมาชิกวุฒิสภาให้สอดคล้องกับวิถีประชาธิปไตย และการปฏิรูปกองทัพให้เป็นทหารอาชีพอย่างแท้จริงที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองดังในนานาอารยะประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยมีเกียรติภูมิในประวัติศาสตร์การเมืองโลกและเปี่ยมด้วยพลังในก้าวสู่อนาคตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนต่อไป

บทความก่อนหน้านี้เมลเบิร์น “ล็อกดาวน์” เร่งด่วน คุม 7 ล้านคน-หลังคลัสเตอร์ใหม่ป่วยพุ่งไม่หยุด!
บทความถัดไปดีเดย์ 2 วันกับภารกิจพิชิต Big ears ถ้วยพี่ใหญ่ของฟุตบอลยุโรป