“ก้าวไกล”อัดรบ.จัดทำงบไม่ยึดโยงปชช. แฉกองทุนประชารัฐ ดึงงบท้องถิ่นหน้าตาเฉย

“ก้าวไกล”อัดรบ.จัดทำงบไม่ยึดโยงปชช. ไม่ตอบโจทย์ประเทศยุคโควิด ชี้ ท้องถิ่น กำลังเผชิญวิกฤต ไร้งบไว้พัฒนา จี้คืนอำนาจให้ปชช. จัดการเลือกตั้งท้องถิ่นทุกระดับทันที

เมื่อวันที่ 3 ก.ค. การอภิปรายร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2564  นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.พิษณุโลก พรรคก้าวไกล อภิปรายว่า เป็นงบประมาณที่ไมได้ยึดโยงกับประชาชนและไม่ตอบโจทย์ประเทศในยุคโควิดแม้แต่น้อย หากจะแก้ไขปัญหานี้จะต้องมีการกระจายอำนาจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ ที่ผ่านมาเราเห็นความเป็นไปได้น้อยมากที่ระบบราชการรวมศูนย์ที่จะสามารถแก้ไขปัญหาของประเทศไทย การกระจายอำนาจถูกขัดขวางหลายครั้งจากการรัฐประหาร แม้งบประมาณ 2564 จะมีงบประมาณสำหรับท้องถิ่นประมาณ 29%หรือประมาณ 7 แสนล้านบาท แต่พบว่างบประมาณกว่าครึ่งหนึ่งเป็นงบที่ส่วนกลางโอนเท่านั้น ไม่ใช่งบประมาณที่ท้องถิ่นสามารถใช้ได้โดยตรง ทำให้เหลืองบประมาณที่ท้องถิ่นใช้ได้จริงเพียง 24 %เท่านั้น

นายปดิพัทธ์ อภิปรายว่า ท้องถิ่นกำลังเผชิญกับวิกฤติงบประมาณอย่างรุนแรง ยิ่งนานวันจะทำให้ไม่มีงบประมาณสำหรับการพัฒนาได้เลย และถูกทำให้อ่อนแอมาตลอด ซึ่งที่ผ่านมาเป็นความผิดพลาดโดยตั้งใจ ตั้งแต่ปี 2557 ตั้งแต่คสช.เข้ามาจนถึงรัฐบาลปัจจุบัน นอกจากนี้ กองทุนประชารัฐสวัสดิการจำนวน 2,600 ล้านบาทยังเข้ามาแทรกอยู่ในงบประมาณของท้องถิ่นด้วย ซึ่งเรียกว่าเป็นงบประมาณสำหรับหาเสียง เป็นการดำเนินการที่ผิดมารยาทอย่างมาก

“งบประมาณมหาศาลถ้าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยังเป็นอย่างนี้อยู่ท้องถิ่นไม่มีวันเจริญ จึงสมควรต้องคืนอำนาจให้กับประชาชน จัดการเลือกตั้งท้องถิ่นทุกระดับทันที รวมทั้งปลดล็อคให้อิสระกับท้องถิ่นในการพิจารณาใช้เงินสะสมของท้องถิ่นเพื่อตอบสนองกับความต้องการเร่งด่วนของประชาชน” นายปดิพัทธ์ กล่าว

ต่อมาเวลา 14.15 น.นายชินวรณ์ บุณยเกียรติส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่าแม้ว่าปีนี้รัฐบาลจะสามารถจัดเก็บรายได้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาษีของประชาชนจำนวน สองล้านหกแสนล้านบาท ซึ่งเป็นงบที่ขาดดุล แต่รัฐบาลจะต้องกู้ชดเชยการขาดดุลถึงหก แสนสองหมื่นสามพันล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกันมากที่รัฐบาลจะดำเนินการเอางบมาชดเชยการขาดดุลไปเป็นรายจ่ายการลงทุนของรัฐบาล ทั้งนี้ การที่รัฐบาลในช่วงนี้ต้องนำเงินที่จะต้องกู้ชดเชยการขาดดุลมาใช้เป็นงบลงทุนนั้น แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลต้องการสร้างความสมดุลในการพัฒนาประเทศ ตนเห็นด้วย แม้หลายคนจะบอกว่าปีนร่รัฐบาล คิดเหมือนเดิม ทำเหมือนเดิม ผลลัพธ์ออกมาแบบเดิม แต่ภาวะวิกฤติแบบนี้ การที่รัฐบาลได้นำนโยบายงบประมาณแบบขาดดุลถือว่ามีความจำเป็น และเชื่อว่าหากใครมาเป็นรัฐบาลก็จะต้องนำนโยบายการขาดดุลขึ้นมา ทั้งนี้ หลายโครงการและนโยบายที่ตนติดตาม รัฐบาลก็ไม่ละเลย ที่จะบูรณาการในนโยบายสำคัญของรัฐบาลโดยเฉพาะปัญหาการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดโควิด

บทความก่อนหน้านี้“ชาญศิลป์”ยื่นแผนฟื้นฟูบินไทยต่อศาลล้มละลาย 17 ส.ค.
บทความถัดไป‘บิ๊กตู่’ มาสภา อนุชา-นฤมล ควงคู่ยืนรับ “เล็ง”ทำบุญประเทศหลังโควิดคลี่คลาย