เจิมศักดิ์ ข้องใจ รัฐให้เปิดห้างในเมืองใหญ่ได้ แต่ไม่ผ่อนคลายเปิดโรงเรียนในชนบท

เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตสมาชิกวุฒิสภา ข้องใจ รัฐให้เปิดห้างในเมืองใหญ่ได้ แต่ไม่ผ่อนคลายเปิดโรงเรียนในชนบท

เมื่อวันที่ 25 พ.ค. นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตสมาชิกวุฒิสภา ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความแสดงความเห็นเรื่อง ผ่อนคลาย เปิดห้าง แต่ ปิดสถานศึกษา! มีรายละเอียดระบุว่า

มาครั้งนี้ เมื่อ COVID-19 ระบาด ทางการก็สั่งปิดโรงเรียนพร้อมกับปิดห้างศูนย์การค้า แต่เมื่อ COVID-19 ติดเชื้อน้อยลง ทางการก็เลือกจะผ่อนคลายโดยเปิดห้างศูนย์การค้าแต่ยังปิดโรงเรียนและสถานศึกษาสร้างความงุนงงให้แก่ประชาชนทั่วไป

พฤติกรรมของทางการในครั้งนี้ สะท้อนว่าคณะผู้ตัดสินใจให้ความสำคัญกับผลกระทบในด้านต่างๆ ซึ่งอาจจะแตกต่างกับความเห็นของประชาชน ดังต่อไปนี้

1. การเปิดห้าง เป็นการให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาของเศรษฐกิจเฉพาะหน้า ผู้คนจะได้ออกมาจับจ่ายใช้สอย ธุรกิจห้างสรรพสินค้า พ่อค้า แม่ขายก็จะมีรายได้ในช่วงนี้ดีขึ้น ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะเมื่อปัญหาโรคระบาดเบาบางลงก็ควรจะผ่อนคลายเปิดห้าง ศูนย์การค้าให้ทำมาหากินได้

แต่การปิดโรงเรียนและสถานศึกษา หากดูอย่างเผินๆ ก็ไม่น่าจะกระทบเศรษฐกิจหรือการเรียนรู้อะไรมากนัก เพราะการเรียนเป็นการลงทุนที่มีค่าใช้จ่าย แต่ยังไม่มีรายได้ในขณะนี้ แม้ผู้เรียนอาจมีรายได้สูงมากขึ้นในอนาคต ก็ยังพอจะมีเวลาที่จะเรียนรู้ในภายหลังได้

สังคมไทยชอบแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เห็นแก่ประโยชน์เฉพาะหน้าปัญหาอะไรที่จะเกิดในอนาคตค่อยแก้ไขในภายหลัง

ค่านิยมเช่นนี้ปรากฏในการกระทำของรัฐบาลที่เกิดขึ้นทั่วไป นิยมแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและไม่คิดลงทุนแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น ฝนแล้ง น้ำท่วม ฝุ่นจิ๋ว แม้การจัดสรรคงบประมาณของรัฐก็จะมีการจัดสรรคเพื่อการลงทุนในสัดส่วนที่น้อยนิด งบประมาณส่วนใหญ่เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและใช้ในรายจ่ายประจำ

2. ทางการ จะอ้างว่าการเรียนในโรงเรียนและสถานศึกษา สามารถใช้การเรียนทางไกลหรือที่นิยมเรียกผสมภาษาฝรั่งว่าการเรียนออนไลน์

ในความเป็นจริง ห้างหรือร้านขายสินค้าก็มีระบบซื้อขายออนไลน์ และอาจมีประสิทธิภาพดีกว่าการเรียนการสอนออนไลน์ด้วยซ้ำ พ่อค้านักธุรกิจได้พัฒนาการขายออนไลน์มาก่อนนานแล้ว โดยแบ่งระบบการค้นหาสินค้าเป็นหมวดหมู่ มีรูปสินค้า ราคา พร้อมถ้อยคำชักชวนอวดคุณภาพให้เป็นที่ต้องตาต้องใจ เสริมด้วยการยั่วยุล่อใจด้วยส่วนลดของแถม เมื่อเข้าไปดูสินค้าใดเช่น เครื่องซักผ้าก็จะมีโปรแกรมเสนอขายเครื่องซักผ้าหลากหลายยี่ห้อตามมาไม่ขาดสาย แม้แต่ผัก ผลไม้ ไข่ไก่ เนื้อสัตว์ก็มีให้เลือกและจัดส่งถึงบ้าน

ต่างกับการเรียนออนไลน์ ผู้สอนก็ยังไม่คุ้นเคยกับการสอนแบบนี้ ประสิทธิภาพการสอนก็มีปัญหา เครื่องมือประกอบการสอน เช่น คลิป แผนภูมิ และอื่นๆก็แสดงด้วยความยากลำบาก

นักเรียนจะสอบถาม ถกเถียง เรียนรู้มากขึ้นจากครูและเพื่อน รวมทั้งเรียนจากกิจกรรมก็ยากลำบาก สมาธิความสนใจการเรียนก็สั้นกว่าการเรียนที่โรงเรียนอย่างมาก

ความจริง การเรียนที่โรงเรียน นักเรียนจะได้เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมในสังคม การเรียนออนไลน์ก็ไม่สามารถทดแทนสิ่งนี้ได้ ยิ่งกว่านั้น หลายพื้นที่ในชนบทครอบครัวของนักเรียนยังไม่มีคอมพิวเตอร์ หรือสมาร์ทโฟน ยังไม่มี Wi-Fi ไม่มี Internet เข้าถึงบางแห่งก็มีปัญหาที่คุณภาพความไวของ Internet ไม่เพียงพอ

3. การปิดห้าง ศูนย์การค้านาน ไม่ทำให้ผู้ซื้อลืมห้าง หรือออกนอกระบบการเดินห้างศูนย์การค้า

แต่การให้หยุดเรียนนาน จะเป็นการผลักนักเรียนนักศึกษาออกจากระบบโรงเรียนและสถานศึกษาเพราะการเรียนมีค่า ใช้จ่าย ซึ่งเป็นการลงทุน แต่การไม่ต้องไปโรงเรียนสำหรับเด็กโตซึ่งสามารถทำงาน ทำมาหากิน รับจ้าง มีรายได้

ผลประโยชน์เฉพาะหน้า ก็อาจดึงนักเรียนออกจากระบบไปทำงาน ซึ่งได้รายได้ และสนุกกว่าการเรียนซึ่งต้องไปพบครูบางคนที่นิยมอำนาจ

4. การปิดโรงเรียนทำให้เด็กนักเรียนไม่ได้กินอาหารกลางวันฟรีที่โรงเรียนจัดไว้ให้ เด็กในชนบทส่วนหนึ่งจะเกิดปัญหาทุพโภชนาการเพราะงานศึกษาวิจัยก็ได้ค้นพบว่าในช่วงปิดเทอมเด็กนักเรียนจะขาดสารอาหารมากกว่าช่วงเปิดเทอม

แต่การเปิดหรือปิดห้าง ไม่น่ากระทบต่อโภชนาการของลูกค้า

5. การปิดโรงเรียนด้วยเหตุโรคระบาดในเวลายาวนาน เคยเกิดปัญหาในแอฟริกาเมื่อครั้งอีโบลาระบาด ปรากฏเด็กนักเรียน ตั้งครรภ์มากขึ้น ประสบภาวะ “ท้องที่ไม่พร้อม” ทำให้ต้องออกจากระบบโรงเรียนและปรากฏว่าต่อมามีโสเภณีเด็กมากขึ้น ซึ่งก็หวังว่าประเทศไทยจะไม่เป็นเช่นนั้น

6. การเข้าไปใช้บริการในห้างศูนย์การค้า ทางการได้พยายามจัดระบบให้มีจำนวนไม่มากเกินไป มีการคัดกรองคนเข้าด้วยการวัดอุณหภูมิของร่างกาย พยายามจัดระยะห่าง ให้ใส่หน้ากากอนามัย และพยายามให้คนอยู่ในห้างเพียง 2 ชั่วโมง ยิ่งกว่านั้น ยังบังคับให้ทุกคนต้องสแกนเพื่อแสดงตนก่อนเข้าและออก

นับเป็นความพยายามของทางการอย่างมาก ที่จะอำนวยให้มีการเปิดห้างได้อย่างปลอดภัย ซึ่งก็น่าชื่นชมและกำลังเฝ้าดูผลกระทบ

แต่การเปิดโรงเรียน แต่ละโรงเรียนมีจำนวนนักเรียนนักศึกษาในจำนวนที่แน่นอน ไม่มีคนนอกที่ไม่รู้ประวัติเข้ามาร่วมในโรงเรียน มีครูและอาจารย์แยกกันควบคุมดูแลในแต่ละชั้นมีระบบเช็คอิน-เช็คเอาท์อยู่แล้วโดยอัตโนมัติ สามารถดูแลนักเรียนให้ใส่หน้ากาก ล้างมือ อยู่ห่างกัน ได้ดีกว่าการบังคับให้คนเดินห้างศูนย์การค้ากระทำตามกฎเกณฑ์

แม้โรงเรียนจะห้ามเด็กเล็กไม่ให้เล่นกันได้ยาก แต่ก็อยู่ในวิสัยที่พอจะจัดการได้ และน่าจะดีกว่าที่เด็กไม่ได้ไปโรงเรียนแต่อยู่ในหมู่บ้าน ซึ่งเด็กก็จะจับกลุ่มเล่นกันตามประสาของมนุษย์ที่เป็นสัตว์สังคมอยู่แล้ว

7. คนเดินห้าง ทางการขอร้อง ชักชวนให้อยู่ในห้างไม่เกิน 2 ชั่วโมง ซึ่งคงจะได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้างเพราะยังไม่มีระบบตรวจสอบที่มีสภาพบังคับ

หากเทียบกับนักเรียน นักศึกษาที่ต้องใช้เวลาในโรงเรียนประมาณวันละ 6 ชั่วโมง ทางการอ้างว่าคนเดินห้าง ศูนย์การค้าจะมีอันตรายน้อยกว่าเพราะจำนวนชั่วโมงที่อยู่ในห้าง ศูนย์การค้าน้อยกว่า

ในความจริง หากจะพิจารณาในคุณภาพและจำนวนของคนที่เดินห้าง ศูนย์การค้าใน 1 นาที อาจพบปะผู้คนถึง 6 คน ดังนั้น ใน 1 ชั่วโมงอาจพบคนถึง 360 คน ดังนั้นถ้าเขาอยู่ 2 ชั่วโมง อาจพบผู้คน 720 คน ซึ่งเป็นคนที่ไม่รู้จักแหล่งที่มาเพราะมาจากร้อยพ่อพันแม่ มาจากกลุ่มเสี่ยงหรือกลุ่มไม่เสี่ยงคละเคล้าปะปนกันไป

แต่นักเรียน นักศึกษา แม้เวลาจะพบกันยาวนานกว่าแต่ก็เป็นคนจำนวนจำกัดและตัวคนก็คงที่ไม่เปลี่ยนไปเรื่อยๆคนที่พบมีถิ่นพำนักชัดเจน หากเป็นโรงเรียนในชนบทก็จะมาจากคนในตำบล อำเภอเดียวกัน จึงสามารถเห็นได้ว่าใน6 ชั่วโมง ของการเรียนในโรงเรียน นักเรียนจะพบปะกับจำนวนคนที่มีจำนวนน้อยกว่าคนที่เดินห้างต้องพบปะผู้คนใน 2 ชั่วโมงอย่างแน่นอน

8. ห้างและศูนย์การค้าอยู่ในเมืองใหญ่ ที่ผู้คนต้องเดินทางเข้ามาจากหลายทิศทาง เข้ามาอยู่ร่วมกันในที่เดียวกันหลายพันคนบางแห่งมีจำนวนเป็นหมื่นคน

แต่โรงเรียนกระจายอยู่ในหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัดทั่วประเทศ นักเรียนจึงสามารถเดินทางไปโรงเรียนของตนในแต่ละแห่งได้อย่างไม่แออัดยัดเยียด

9. ทางการเกรงว่า เด็กนักเรียนหากติดโรคก็จะเป็นพาหะนำเชื้อโรคไปติดผู้ปกครอง

การที่ผู้ปกครองไปเดินห้าง ศูนย์การค้าหากติดเชื้อโรคก็อาจนำมาติดเด็กนักเรียน นักศึกษาได้เช่นเดียวกัน

ความจริง ศูนย์การค้าและห้างจะตั้งอยู่ในเมืองใหญ่ ที่อาจมีการระบาดของโรคมากกว่าในชนบท ผู้คนเข้าไปใช้บริการในห้างมีทั้งผู้ใหญ่และเด็ก สามารถนำเชื้อโรคไปติดต่อกับคนในหมู่บ้านชนบทได้ ต่างกับเด็กที่เรียนในโรงเรียนชนบท ซึ่งหลายแห่งไม่พบเชื้อ COVID-19 ระบาดเลย จะนำมาติดพ่อแม่ที่อยู่ในชนบทได้อย่างไร

การที่รัฐผ่อนคลายด้วยการเปิดห้าง เปิดศูนย์การค้าก็ดีแล้ว แต่เมื่อพิจารณาเทียบตรรกะและเหตุผลแล้ว ก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมเปิดห้างได้ แต่ไม่เปิดโรงเรียนและสถานศึกษา

สถานศึกษาหลายแห่งอยู่ในท้องที่และจังหวัดที่ไม่ปรากฏพบคนติดเชื้อ COVID-19 เลย แต่ก็ต้องถูกสั่งปิดโรงเรียนหยุดการศึกษาไปด้วย หากให้สถานศึกษาและโรงเรียนได้ปรึกษาหารือกับองค์กรในท้องถิ่น มีส่วนในการตัดสินใจเปิดหรือปิดสถานศึกษาของตนได้ก็จะสอดคล้องกับความจริงของแต่ละพื้นที่
ที่ต่างกัน

หากรัฐบาลกำหนดเป้าหมายของมาตรการที่เน้นสุขภาพและการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์เป็นหลัก ในครั้งนี้รัฐบาลต้อง “เปิดโรงเรียน แต่ปิดห้าง”

แต่หากเน้นเป้าหมายเพื่อแก้ไขเศรษฐกิจและการเมืองเฉพาะหน้า มาตรการผ่อนคลายก็จะเป็น “เปิดห้างแต่ปิดโรงเรียน” โดยเอาสุขภาพบังหน้า


พิเศษ! สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์, ศิลปวัฒนธรรม และเทคโนโลยีชาวบ้าน ลดราคาทันที 40% ตั้งแต่วันนี้ – 31 พ.ค. 63 เท่านั้น! คลิกดูรายละเอียดที่นี่

บทความก่อนหน้านี้ศก.ไทยโคม่า หนี้เสียรุงรัง หวังโควิดหยุด-งบฟื้นฟู4แสนล.กู้ชีพ
บทความถัดไปเปิดโรงเรียนประถมและศูนย์เด็กเล็กเร็วกว่าแผนเดิมดีไหม