“รัสเซีย” วางการ์ดสูงสกัด “โควิด-19” หนุนส่ง “ปูติน” อยู่ในอำนาจยาวๆ

“รัสเซีย” แม้ว่าจะมีพรมแดนติดกับจีน ซึ่งเป็นศูนย์กลางการแพร่ระบาดของไวรัส “โควิด-19” แต่จำนวนผู้ป่วยในรัสเซียกลับน้อยมาก สาเหตุสำคัญมาจากมาตรการรับมือที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพของรัฐบาลรัสเซีย ซึ่งอาจส่งผลให้คะแนนนิยมของประธานาธิบดี “วลาดิเมียร์ ปูติน” เพิ่มสูงขึ้น และส่งแรงหนุนให้แผนแก้รัฐธรรมนูญเพื่อขยายระยะเวลาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีรัสเซียต่ออีก 2 สมัยของปูติน ราบรื่นกว่าเดิม

ซีเอ็นเอ็นรายงานว่า จำนวนผู้ป่วยโควิด-19 ของรัสเซีย อยู่ที่ประมาณ 1,500 คน และมีผู้เสียชีวิตเพียง 8 รายเท่านั้น จากประชากรรัสเซียทั้งหมดกว่า 146 ล้านคน ซึ่งนับว่าน้อยมากหากเทียบกับพื้นที่อื่นของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกาและยุโรป

สาเหตุที่ทำให้ยอดผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตของรัสเซียไม่เพิ่มอย่างก้าวกระโดด เป็นผลมาจากมาตรการรับมือที่รวดเร็ว โดยหลังจากพบผู้ติดเชื้อคนแรกในรัสเซียเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา รัสเซียแทบจะเป็นประเทศแรก ๆ ที่ประกาศปิดพรมแดนกับจีน และเริ่มตรวจหาผู้ติดเชื้อไวรัสอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งจัดพื้นที่กักตัวผู้มีความเสี่ยงอย่างรัดกุม

ดร.เมลิตา วูจโนวิค ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำรัสเซีย ระบุว่า รัสเซียได้เริ่มทำการตรวจหาเชื้อมาตั้งแต่ปลายเดือน ม.ค. และยังได้เริ่มใช้มาตรการมากมาย นอกเหนือไปจากการเร่งตรวจหาเชื้อและการยืนยันผู้ป่วย การติดตามตัวผู้ใกล้ชิด และการแยกตัวผู้ป่วย คือ สิ่งที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ และได้รับการนำมาปฏิบัติในพื้นที่นี้ตลอดเวลา รวมทั้งการเว้นระยะห่างทางสังคม ซึ่งเป็นมาตรการเสริมก็ได้รับการนำมาปฏิบัติอย่างรวดเร็วเช่นกัน

จากข้อมูลของ ศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคและสวัสดิการของมนุษย์รัสเซีย (Rospotrebnadzor) ระบุว่า นับตั้งแต่ต้นเดือน ก.พ. จนถึงวันที่ 21 มี.ค. รัสเซียมีการตรวจหาเชื้อผู้ป่วยไปแล้วประมาณ 156,000 ราย ขณะที่ “สหรัฐอเมริกา” จากข้อมูลของ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (ซีดีซี) ระบุว่า เพิ่งจะเริ่มมีการตรวจหาเชื้อไวรัสอย่างแพร่หลายในช่วงต้นเดือน มี.ค.นี้

นอกจากนี้ ทางการรัสเซียยังมีการเฝ้าระวังผู้ป่วยและควบคุมพลเมือง ด้วยระบบกล้องวงจรปิดจำนวนมากและเทคโนโลยีจดจำใบหน้าที่ติดตั้งกว่า 170,000 ตัว ในกรุงมอสโก โดยเทคโนโลยีดังกล่าวถูกใช้ในการวิเคราะห์และติดตามเครือข่ายทางสังคมของผู้ที่มีความเสี่ยงต้องสงสัยว่าติดเชื้อไวรัส

“โอเลก บารานอฟ” ผู้บัญชาการตำรวจมอสโก เปิดเผยว่า ได้มีการจับกุมและเปรียบเทียบปรับผู้ที่ละเมิดการกักตัวกว่า 200 รายในสัปดาห์ที่ผ่านมา ด้วยเทคโนโลยีจดจำใบหน้า โดยบางรายสามารถจับกุมตัวได้ภายใน 30 วินาที หลังจากที่ก้าวออกจากที่พักอาศัย ซึ่งเร็ว ๆ นี้จะมีการติดตั้งกล้องเพิ่มอีก 9,000 ตัวด้วย

อีกทั้งยังมีการใช้ข้อมูลสัญญาณโทรศัพท์มือถือ และบัตรเครดิตในการติดตามความเคลื่อนไหวของบุคคลที่ต้องสงสัย โดยทางการรัสเซียได้พัฒนาระบบติดตามและแจ้งเตือนผ่านโทรศัพท์มือถือของผู้ที่ใกล้ชิดกับผู้มีความเสี่ยงติดเชื้อในระยะ 2 เมตร เป็นเวลา 10 นาทีขึ้นไป ซึ่งเจ้าหน้าที่จะดำเนินการกักตัวบุคคลเหล่านั้นทันที

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีปูตินยังได้ประกาศมาตรการบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจชุดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการพักชำระหนี้ และการจ่ายเงินเยียวยาให้กับประชาชน เช่นเดียวกับที่ประเทศอื่น ๆ ดำเนินการ และรัสเซียยังเล่นบทบาทผู้นำระดับโลก โดยการส่งทีมแพทย์กว่า 100 คน เข้าไปช่วยเหลือในประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะ “อิตาลี” ที่มีจำนวนผู้ป่วยเป็นอันดับสองของโลกรองจากสหรัฐ เพื่อสนับสนุนการรับมือกับโควิด-19

แม้ว่ารัสเซียยังคงถูกตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของกระบวนการตรวจสอบ และความโปร่งใสในการบันทึกข้อมูลที่ทำให้ตัวเลขผู้ป่วยอาจต่ำกว่าความเป็นจริง

รวมทั้งมาตรการสอดแนมที่ถูกวิจารณ์ว่าละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน และยังเป็นที่กังวลมาตรการเหล่านี้จะยังคงบังคับใช้อย่างเข้มงวดโดยรัฐบาล เพื่อปิดกั้นควบคุมฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองอย่างต่อเนื่องแม้โรคระบาดจะผ่านพ้นไป

ก่อนหน้านี้ ปูตินได้พยายามผลักดันกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อขยายระยะเวลาการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีรัสเซียของตนเองที่จะสิ้นสุดในปี 2024 ซึ่งมีกำหนดลงประชามติในวันที่ 22 เม.ย.นี้ แต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนดจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

อย่างไรก็ตาม หากประธานาธิบดีปูตินสามารถรักษาบทบาทผู้นำการรับมือสถานการณ์โรคระบาดครั้งนี้ได้ดีอย่างต่อเนื่อง ก็จะกลายเป็นช่วงเวลาที่ทำให้คะแนนนิยมของปูตินเพิ่มสูงขึ้น ทั้งในหมู่ประชาชนและในเวทีนานาชาติ ซึ่งจะช่วยหนุนให้ความพยายามครองตำแหน่งประธานาธิบดีออกไปถึงปี 2036 สำเร็จอย่างราบรื่น โดยไม่มีกระแสต่อต้านมากนัก

บทความก่อนหน้านี้โรงตึ๊ง กทม.ลด ‘ดอกเบี้ย-ขยายเวลาตั๋วรับจำนำ’ 8 เดือน ลดผลกระทบโควิด-19
บทความถัดไปอนุทินแจงปมหนุ่มโพสต์ขายหน้ากากถูกๆ อ้างได้มาจากที่จีนบริจาค สธ.ชี้คนละแบบ