พิชัย ชี้ย้ายอธิบดี ตบหน้า ปชป.ทั้งพรรค! จี้ บิ๊กตู่ ลากไส้นักการเมือง ตุนหน้ากาก

วันที่ 16 มี.ค. นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน กล่าวว่า ตามที่ตนได้เปิดเผยเอกสารใบอนุญาตส่งออกหน้ากากอนามัย เพื่อต้องการให้รัฐบาลได้เปิดเผยเอกสารใบอนุญาตส่งออกและเอกสารการส่งออกหน้ากากอนามัยทั้งหมด เพื่อให้สังคมได้ตรวจสอบความโปร่งใส หลังจากมีข้อพิพาทระหว่างโฆษกกรมศุลกากรที่ออกมาเผยว่ามีการส่งออกหน้ากากอนามัยถึง 330 ตัน จนถูกอธิบดีกรมการค้าภายในฟ้องร้อง ซึ่งแสดงถึงความขัดแย้งของหน่วยงานรัฐจนดูเหมือนรัฐบาลหมดสภาพแล้ว

นายพิชัย กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ เพราะประชาชนจำนวนมากเชื่อว่ามีการหาประโยชน์จากการที่หน้ากากอนามัยขาดแคลน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ กระทรวงพาณิชย์ประกาศว่ามีสต๊อกถึง 200 ล้านชิ้น และ มีการผลิตเดือนละกว่า ร้อยล้านชิ้น จึงไม่น่าจะขาดแคลนได้ นอกจากจะมีผู้หาประโยชน์จากความทุกข์ยากของประชาชน เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับการขาดแคลนน้ำมันปาล์มในอดีต และหลังจากที่ตนเปิดเผยใบอนุญาตส่งออกหน้ากากก็ปรากฏว่ามีผู้นำข้อมูลกรณีปัญหาการส่งออกหน้ากากอนามัยมานำเสนอเพิ่มเติมอีก จึงอยากให้เปิดเผยข้อมูลทั้งหมด
“ทั้งนี้ การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ย้ายอธิบดีกรมการค้าภายใน โดยไม่ทันรู้ตัว หลังจากร่วมแถลงข่าวกับ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เท่ากับเป็นการตบหน้าพรรคประชาธิปัตย์ทั้งพรรค เพราะนายจุรินทร์เองก็คงไม่ทราบว่าอธิบดีกรมการค้าภายในในสังกัดของตน จะโดนย้ายแบบฟ้าผ่าและย้ายแบบข้ามหัว ไม่เช่นนั้นคงไม่นำออกมาแถลงข่าวด้วยแน่ ซึ่งเท่ากับอาจจะทำให้เชื่อได้ว่าพรรคประชาธิปัตย์อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาหน้ากากอนามัยขาดแคลนนี้ใช่หรือไม่” นายพิชัย กล่าว

นายพิชัย กล่าวอีกว่า การย้ายอธิบดีเท่ากับพล.อ.ประยุทธ์ยอมรับว่า ต้องมีปัญหาการหาประโยชน์จากการขาดแคลนหน้ากากอนามัยนี้จริง ดังนั้นจึงอยากให้พล.อ.ประยุทธ์สืบสวนเรื่องนี้ให้ไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดและให้ถึงที่สุด ไม่ว่าจะเป็นนายหน้า พ่อค้า หรือ นักการเมือง เพราะก่อนหน้านี้ก็มีข่าวในเชิงลบที่ผู้ติดตามรัฐมนตรีไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกักตุนและขายหน้ากากอนามัย แต่ตำรวจกลับหาหลักฐานไม่ได้
นายพิชัย กล่าวต่อว่า ทั้งที่สื่อตามไปเจอกล่องหน้ากากอนามัยจำนวนมากพร้อมหน้ากากอนามัยที่ตกค้างอยู่จำนวนหนึ่งในบริเวณโกดังที่ถ่ายคลิป และสื่อยังพบการเข้าออกของเงินอย่างผิดปกติกว่า 200-300 ล้านบาท แต่ตำรวจกลับหาไม่เจอและเชื่อคำพูดของผู้ต้องสงสัยที่ให้การแบบทำหน้าซื่อ ๆ ในขณะที่คดีทฤษฎีกบต้มของตนกับที่ประชาชนเดือดร้อนกันทั่วแล้ว ตำรวจคนเดียวกันกลับเรียกให้ตนต้องนำพยานมาสืบ
นายพิชัย กล่าวว่า นอกจากนี้ สื่อยังได้นำเสนอว่ามีนักการเมืองเกี่ยวข้องกับการหาประโยชน์กับหน้ากากอนามัยนี้ และ บางคนเป็นถึง ที่ปรึกษารัฐมนตรี จึงอยากให้พล.อ.ประยุทธ์ตรวจสอบและหาผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี อย่านำอธิบดีมาเป็นเพียงแพะรับบาปเท่านั้น เพราะข้าราชการประจำคงไม่สามารถทำอะไรเองได้ ถ้าไม่มีคำสั่งจากนักการเมือง
“ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดที่ผมได้เรียกร้อง และมีการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวให้เกิดความโปร่งใสชัดเจน และหาคนกระทำผิดมาลงโทษ ซึ่งอาจจะทำให้พล.อ.ประยุทธ์สามารถฟื้นความนิยมที่ตกต่ำสุดขีดขึ้นมาได้บ้าง ถ้าสาวถึงและกล้าจับนักการเมืองที่เกี่ยวข้องมาลงโทษได้” นายพิชัย กล่าว
นายพิชัย กล่าวด้วยว่า ในภาวะวิกฤตจะเป็นบททดสอบทักษะ ความรู้ความสามารถของผู้บริหารประเทศ อย่าทำให้ประชาชนพากันคิดกันหมดว่า มีผู้นำโง่แล้วจะทำให้เราจะตายกันหมดเด็ดขาด เพราะประชาชนจะหมดความหวังและไม่เหลือความอดทนกันอีกต่อไป และอยากขอเตือนว่ามีความเป็นไปได้สูงที่วิกฤตไวรัสโควิด-19 จะเข้าสู่ระยะที่ 3 ในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งจะทำให้เกิดการแพร่กระจายอย่างมาก และรัฐบาลอาจจะรับมือไม่ไหว จะยิ่งเพิ่มความไม่พอใจของประชาชนมากขึ้น

บทความก่อนหน้านี้ฐากูร บุนปาน | เครดิตของรัฐบาล (ที่ลดหดหายลงไปเรื่อยๆ ตามเวลา)
บทความถัดไปคนมองหนัง | “กระบี่ 2562” : อาชญากรรมความทรงจำ