‘จุรินทร์’ ปลื้มนำเอกชนเยือน ‘อินเดีย’ เจรจาขายสินค้าไทยทะลุ 2,785 ลบ.

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  กล่าวภายหลังเปิดงานเทศกาลอาหารและผลไม้ไทย ไทยฟู้ดแอนด์ฟรุ้ต ฟิเอสต้า ในซุปเปอร์มาร์เก็ตรีไลแอนซ์ (Reilance) เมืองไฮเดอราบัด ซึ่งเป็นวันที่ 3 ของการเยือนอินเดีย ว่า การเยือนอินเดียครั้งนี้ ถือว่าประสบความสำเร็จ และภาคเอกชนสามารถตกลงซื้อขายสินค้าได้รวม 2,785 ล้านบาท แบ่งเป็นการตกลงซื้อสินค้าไทยที่เบงกาลูรู ได้แก่ ไม้ยางพารา  11,000 ลูกบาศก์เมตร มูลค่า 100 ล้านบาท มันสำปะหลัง 3,500 ตัน มูลค่า 72 ล้านบาท กาวผง 1,200 ตัน มูลค่า 60 ล้านบาม และสินค้าอื่นๆ เช่น เฟอร์นิเจอร์ อาหาร เคมีภัณฑ์ รวม 805 ล้านบาท รวมถึงเปิดตัวสินค้าไทย 200 รายการ บนเว็บไซต์ Bigbasket.com ของอินเดีย คาดยอดขายปีแรกกว่า 50 ล้านบาท รวม 1,100 ล้านบาท และตกลงขายสินค้าที่เมืองไฮเดอราบัด อีก 1,685 ล้านบาท ได้แก่ ไม้ยางพารา 1280 ลูกบาศก์เมตร มูลค่า 17.5 ล้านบาท ทีวีแอลซีดี 1,280 เครื่อง มูลค่า 1,500 ล้านบาทเสื้อผ้า 100 ล้านบาทแป้งมัน 1,000 ตัน มูลค่า 18 ล้านบาท และบริการด้านโลจิสติกส์ที่ช่วยการส่งออกของผู้ประกอบการรายย่อยของไทย อีก 50 ล้านบาท

สำหรับห้างรีไลแอนซ์ซึ่งเป็นค้าปลีกรายใหญ่ในอินเดีย มีสาขาทั่วประเทศมี 10,500 สาขา ก็เริ่มเปิดตลาดใน 25 สาขาใน 3 รัฐคือ รัฐเตลังกานา ทมิฬนาฑู และรัฐอานธรประเทศ และร่วมจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายตลอด 1 เดือน เพื่อสร้างการรับรู้สินค้าไทยโดยเฉพาะผลไม้ และเครื่องปรุงอาหาร

นายจุรินทร์ กล่าวว่า ปัจจุบันอาหารไทยเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายและได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทั่วโลกเพิ่มยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากความเป็นเอกลักษณ์และรสชาติเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนอาหารชาติใดในโลก และด้วยรสชาติมีความใกล้เคียงกับอาหารอินเดีย ที่เผ็ดร้อนและใช้กะทิเป็นวัตถุดิบหลักเช่นเดียวกับแกงของอินเดียใต้  ขณะที่ผลไม้ที่ไทยส่งออกสูงสุด  คือ ทุเรียน มังคุด และลำไย โดยมีมูลค่าส่งออกรวมทั้งหมด 3,213 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 99,000 ล้านบาทในปี 2562 และด้วยมูลค่าส่งออกดังกล่าวส่งผลให้ไทยเป็นผู้ส่งออกผลไม้อันดับที่ 6 ของโลก ขณะที่อินเดีย ปัจจุบันมีการนำเข้าผลไม้สดจากไทยหลายชนิด โดยเฉพาะมังคุด สัปปะรด มะม่วง เงาะ ฝรั่ง ลำไย และทุเรียน ซึ่งเป็นผลจากการลดอัตราภาษีภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีไทย-อินเดีย และมีผลไม้อื่นๆ ที่กำลังได้รับความนิยมจากผู้บริโภคชาวอินเดียเพิ่มขึ้น คือ มะพร้าวน้ำหอม มะขามหวาน ลิ้นจี่ ซึ่งเชื่อว่า ยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกต่อไปในตลาดอินเดีย

นอกจากนี้ เตรียมหารือขยายการเปิดร้านอาหารไทยในอินเดีย เพื่อเป็นอีกช่องทางจำหน่ายสินค้าไทย ทั้งนี้ จากนี้ตนจะมีการคณะเอกชนไปเดินทางไปเจรจาการค้าและเจรจาลดปัญหาอุปสรรคในหลายประเทศ ในเร็วไนี้ คือ ตะวันออกกลาง แอฟริกาใต้ จีน เพื่อส่งเสริมการส่งออกสินค้าไทยต่อไป และผลักดันตัวเลขส่งออกให้เป็นบวกตามเป้าหมายรัฐบาล

บทความก่อนหน้านี้“พุทธิพงษ์”ลุยสหรัฐฯ ถกผู้บริหารเฟซบุ๊ก จี้ หามาตรการจัดการเฟกนิวส์ จนยอมตั้งคณะทำงาน
บทความถัดไปสามารถ ขอเลิกเถียงเรื่องชื่อ หันเดินหน้าได้แล้ว ยันสะพานเชื่อมสมุยมีประโยชน์จริง