เดินหน้ารีดภาษี “ความเค็ม” คำนวณตามปริมาณโซเดียม ชี้ประเทศไหนก็ทำ

เมื่อวานนี้ (15 ตุลาคม 2562) นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมอยู่ระหว่างการเร่งศึกษาร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข ในการขยายฐานการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสำหรับสินค้าความเค็ม เพื่อส่งเสริมสุขภาพของประชาชนในการบริโภคสินค้าที่ดีต่อสุขภาพ โดยจะมีการเก็บภาษีตามสัดส่วนของความเค็ม หรือปริมาณโซเดียม หากเค็มมากก็จะเสียภาษีในอัตราสูง ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปเพื่อเสนอให้นายอุตม สาวนายน รมว.คลัง พิจารณาได้ภายในสิ้นปีนี้

“ภาษีความเค็ม ถือเป็นภาษีตัวใหม่ ที่กรมกำลังคิดจะจัดเก็บ ซึ่งก่อนหน้านี้ ไทยยังไม่มีมาก่อน มีแค่การจัดเก็บภาษีความหวาน แต่ในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้ว ก็มีการจัดเก็บไปหลายประเทศแล้ว ซึ่งขั้นตอนขณะนี้ อยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสัดส่วนความเค็มที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ โดยหารือร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขอยู่ ซึ่งหากได้ข้อมูลครบก็จะพิจารณาได้ว่าจะมีการจัดเก็บภาษีดังกล่าวหรือไม่มี” นายพชร กล่าว

อย่างไรก็ตาม หากเห็นว่ามีความจำเป็นต้องเก็บภาษีความเค็ม กรมก็จะไม่ได้จัดเก็บในอัตราเดียวทันที แต่จะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการปรับตัว เพื่อลดปริมาณความเค็มในสินค้า หรือปรับสูตรผลิตสินค้าเพื่อสุขภาพก่อน โดยจะให้เวลาผู้ประกอบการปรับตัวประมาณ 1-2 ปี ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้ระบุอัตราการจัดเก็บที่ชัดเจน

สำหรับสินค้าที่จะเข้าข่ายต้องเสียภาษีความเค็ม เบื้องต้น จะคำนวนจากปริมาณโซเดียมต่อความต้องการบริโภค และจะจัดเก็บจากกลุ่มสินค้าอาหารปรุงสำเร็จ เช่น อาหารแช่แข็ง อาหารกระป๋อง และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เป็นต้น แต่จะยังไม่มีการจัดเก็บภาษีความเค็มในสินค้าปรุงรส เช่น น้ำปลา เกลือ รวมถึงขนมขบเคี้ยวสำหรับเด็ก เนื่องจากมองว่าขนมเป็นอาหารที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน ที่ประชาชนสามารถตัดสินใจเลือกซื้อได้เอง

ทั้งนี้ในการประชุมองค์การอนามัยโลก(WHO) รวมถึงกลุ่มสหประชาชาติ(UN) ได้พยายามผลักดันให้หลายประเทศมีการออกนโยบายภาษีเพื่อลดการบริโภคอาหารที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ เพราะจะต้นเหตุของการเกิดโรคร้ายแรงต่างๆ ตามมา อาทิ โรคไต โรคหัวใจ โรคมะเร็ง และโรคความดันโลหิต

นายพชร กล่าวถึงการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มเบียร์ที่ไม่มีแอลกอฮอล์ หรือเบียร์ 0% ว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการหารือกับกระทรวงสาธารณสุขเช่นกัน ซึ่งมีความเห็นแบ่งเป็น 2 ส่วน คือการมีเบียร์ 0% เป็นทางเลือกให้ผู้ทื่ดื่มเบียร์อยู่แล้วหันมาดื่มเบียร์ 0% ได้ ที่จะช่วยลดการดื่มแอลกอฮอล์ได้ กับอีกทางที่มองว่าเป็นโทษ เพราะจะเป็นการชักจูงให้ผู้ดื่มหน้าใหม่มีเพิ่มมากขึ้น จากการดื่มเบียร์ 0% มาเป็นดื่มเบียร์ทื่มีแอลกอฮอร์ขึ้นได้

“เรื่องนี้ยังกระทบกับหลักการการจัดเก็บภาษีของกรมด้วย เพราะที่ผ่านมา กรมจัดเก็บภาษีจากฐานของปริมาณแอลกอฮอล์ที่ผสมในเครื่องดื่ม แต่หากจะต้องเก็บเบียร์ 0% จริง ก็จะต้องปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์การจัดเก็บส่วนนี้ด้วย ซึ่งเรื่องนี้น่าจะได้ข้อสรุปในปีนี้เช่นกัน” นายพชร กล่าว

บทความก่อนหน้านี้ฎีกาสั่ง 3 แกนนำ นปช. ชดใช้กว่า 30 ล้าน คดีเผาตึกย่านอนุสาวรีย์ชัยฯ ช่วงชุมนุมปี 53
บทความถัดไปเปิดกรุ 3 ครีมรักษาฝ้า ถูกและดีประจำปี 2019