“เจษฎา” ยันแบน 3 สารพิษ เรื่องใหญ่ขนาดนี้ คนเป็นผู้บริหารจะต้องรู้ให้ละเอียด

จากกรณีเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม เพจเฟซบุ๊กมูลนิธิชีววิถี หรือ ไบโอไทย โพสต์ข้อความตอบโต้ รศ.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรณีออกจดหมายเปิดผนึกถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เกี่ยวกับเรื่องการแบน 3 สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ที่อาจได้รับข้อมูลความรู้ที่ไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้องนั้น

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม รศ.เจษฎา ให้สัมภาษณ์ว่า ได้เห็นสิ่งที่ไบโอไทยโพสต์แล้ว และไม่คิดจะตอบโต้กลับ เนื่องจากไม่ได้ให้ความสนใจ และว่าสนใจแค่สิ่งที่สำคัญในตอนนี้คือ คณะผู้บริหารที่จะต้องรับผิดชอบคนจำนวนมากว่าได้รับข้อมูลถูกต้องหรือไม่ ตามที่ไบโอไทยกล่าวว่า ผู้บริหารไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่อง สำหรับตนนั้นเห็นว่าหากเป็นเรื่องเล็กน้อย ก็ไม่จำเป็นต้องรู้ แต่เรื่องการแบนสารพิษนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะส่งผลกระทบต่อชาวเกษตรกรกว่าล้านคน ทั้งที่มีการลงทะเบียนใช้สารพิษและได้เข้าอบรมอีกกว่าแสนคน ดังนั้นเรื่องใหญ่ระดับประเทศเช่นนี้ ผู้บริหารจะต้องรับรู้ไม่ว่าจะทั้งนายอนุทิน หรือ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) จะต้องรู้อย่างละเอียดรอบด้านด้วย

“การมีที่ปรึกษาแล้วรับข้อมูลเพียงฝั่งเดียวนั้น ถือว่าไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน ผมเลยชี้ประเด็นให้เห็นว่าคุณอนุทิน คุณมนัญญาเองดูไม่ได้มีความรู้ว่า สารทั้ง 3 ตัวนั้น ต่างกันเป็นคนละประเภท คือ เป็นยาฆ่าแมลง 1 สาร และยาฆ่าหญ้า 2 สาร ยาฆ่าหญ้าตัวนึงคนก็เอาไปใช้ผิดประเภท เอาไปฆ่าตัวตาย ส่วนอีกตัวปลอดภัยมาก คนเขาใช้กันทั่วโลก ซึ่งคุณมนัญญาไม่ได้พูดทำนองนี้เลย นั้นแสดงให้เห็นว่า เขาไม่ได้รู้ในสิ่งที่เขาควรจะรู้ในฐานะผู้บริหาร” รศ.เจษฎา กล่าว

รศ.เจษฎา กล่าวและว่า ขณะนี้ได้เห็นความผิดปกติของการพยายามรณรงค์ให้แบนสารเหล่านี้ ที่จะพยายามเหมารวมว่า ให้เป็นสารพิษและต้องเร่งกำจัดโดยเร็ว แต่ความจริงแล้วสารทั้งหมด เป็นสารคนละชนิดกัน คลอร์ไพริฟอส เป็นยาฆ่าแมลง ซึ่งหากจะแบนก็ย่อมได้ เนื่องจากมีสารตกค้างถึงการบริโภคและสามารถใช้สารตัวอื่นทดแทนได้ ส่วนพาราควอต เป็นยาฆ่าหญ้าที่คนใช้ผิดประเภทคือนำมาฆ่าตัวตาย ดังนั้น ควรจะแก้ปัญหาโดยการเข้มงวดและอบรมการใช้สารชนิดนี้ และไกลโฟเซต เป็นยาฆ่าหญ้า สารที่ปลอดภัยมากและมีการใช้ทั่วโลก ดังนั้นการที่มีการแบนสารตัวนี้ทำให้เป็นที่น่าสงสัยว่า แบนเพื่อให้เกษตรกรไปใช้สารตัวอื่นที่แพงกว่า ที่คุณภาพแย่กว่า หรืออาจจะปลอดภัยน้อยกว่า ดังนั้น หากจะทำการแบนสาร ควรจะแยกพิจารณาเป็นชนิดๆ ไป ไม่ควรเหมารวมทั้งหมด

“ผมไม่รู้ว่าท่านรู้หรือท่านแกล้งดื้อว่าไม่รู้ เพราะได้ตัดสินใจไปแล้วหรือเปล่า ดังนั้นกระแสที่ออกไปว่าต้องแบน ประชาชนรู้หรือเปล่าว่าความจริงคืออะไร” รศ.เจษฎา กล่าว

 

บทความก่อนหน้านี้“หญิงหน่อย” ดอดบินดูไบ ถกปมผู้ว่าฯ กทม. ทั้งน้ำตา
บทความถัดไปดาวกับดวงประจำวันพุธที่ 16 ตุลาคม 2562 : โดย พิมพ์พรร