ทำความเข้าใจ อันตรายจากหมัดแมว

จากกรณีกระแสข่าว หมัดแมวได้กัดจนมีผู้เสียชีวิต สร้างความตื่นตระหนกตกใจ แก่ผู้เลี้ยงแมว เป็นจำนวนมาก สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) มีความห่วงใยกับเรื่องเกิดขึ้น เพราะความเข้าใจที่ผิดอาจจะนำมาสู่การละทิ้งสัตว์เป็นจำนวนมาก ด้านนายสัตวแพทย์อลงกรณ์ มหรรณพ กรรมการสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย เปิดเผยเรื่องดังกล่าวว่า หมัด นั้น เป็นเพียงแมลงตัวเล็ก ๆ แต่เป็นพาหะของโรคที่น่ากลัวในอดีต คือ กาฬโรค ซึ่งมีหมัดหนูเป็นตัวนำ เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ซึ่งสัตว์ที่มีขนาดเล็กเหล่านี้ นอกจากหมัดแล้วยังมี เห็บ เหา ไร สัตว์ดังกล่าวตัวเล็กพริกขี้หนู แต่สามารถก่อกวนให้เกิดโรค หรือความเครียดในสัตว์อื่นได้อย่างมหาศาล

หมัดแมว เป็นปรสิตภายนอกที่ไม่มีปีก ปกติอาศัยอยู่บนตัวแมว ซึ่งบางครั้งก็สลับไปอยู่บนตัวสุนัขได้เช่นเดี่ยวกับหมัดสุนัขก็สลับมาอยู่บนตัวแมวได้ เป็นสัตว์รูปร่างแบนข้าง ตัวแบนข้างจากซ้ายไปขวา ต่างจากเหาที่ตัวแบนจากบนลงล่าง ตัวเมียมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้ ตัวมีสีน้ำตาลเข้ม หรือสีดำ สามารถกระโดดตัวลอยได้เมื่อถูกรบกวน การกระโดดของหมัดสูงจากพื้น 10 – 20 ซ.ม. และระยะไกลในแนวราบ 20 -25 ซ.ม. และสามารถกระโดดได้หลายครั้ง การกระโดดของหมัดจะใช้ขาคู่ที่สาม ซึ่งมีลักษณะยาวกว่าขา 2 คู่แรกมาก ปกติหมัดเป็นปรสิตภายนอกของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และสัตว์ปีก มีความสามารถในการอยู่อาศัยบนตัวสัตว์ที่ให้อยู่อาศัย (Host) ได้หลายชนิด เช่น หมัดแมว ( Ctenocephalides felis ) สามมารถอยู่อาศัยได้บนตัวสุนัข หรือหนูได้ ส่วนเหาต้องการตัวที่ให้อยู่อาศัยได้เฉพาะชนิด เช่น เหาช้าง ( Haematomyzus elephantis ) ต้องอาศัยดูดเลือดบนตัวช้างเท่านั้น ดังนั้นปากของเหาช้างจะมีลักษณะยาวปลายแหลม เพื่อเจาะฝังลงไปในขุมขนช้างจนแน่น ป้องกันไม่ให้ตัวมันเองหลุดออกจากตัวช้าง
ปกติหมัดแมวเวลาดูดเลือด ซึ่งเป็นอาหารหลักของมัน มันจะใช้ปากเจาะผิวหนังของแมว เมื่อผิวหนังเป็นรูหมัดจะปล่อยน้ำลาย ซึ่งเป็นหยดของเหลวใส มีฤทธิ์เป็นสารต่อต้านการแข็งตัวของเลือด ( Anticoagulant ) และสารอื่นๆ ที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ในตัวแมว หรือสัตว์ที่ให้หมัดแมวอยู่อาศัย หมัดจะใช้เวลาในการดูดกินเลือด 2 – 10 นาที ตัวเมียจะดูดกินเลือดเป็น 2 เท่าของตัวผู้ ทำให้ท้องตัวเมียเป่งสีแดงหรือสีชมพูเห็นได้ชัด ซึ่งขณะดูดเลือดจะก่อให้เกิดอาการเจ็บและคัน ทำให้แมวเกิดอาการรำคาญ แมวจะใช้ปากกัด หรือขาตะกุยบริเวณที่มีอาการดังกล่าว จนอาจทำให้ขนร่วง ผิวหนังอักแสบเป็นผื่นแดง มีตุ่มหนอง ส่งกลิ่นเหม็น อาจมีการติดเชื้อ หรือเป็นขี้เรื้อนแมว อาการของโรคดังกล่าวประกอบกับอาการโลหิตจางจากการถูกหมัดแมวดูดเลือด ถ้ารักษาไม่ทันแมวดังกล่าวอาจเสียชีวิตได้


หมัดแมวถ้ามีเป็นจำนวนมาก และเจ้าของแมวไม่เอาใจใส่ต่อสุขภาพสัตว์ หมัดแมวดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความรำคาญต่อเจ้าของสัตว์ หรือประชาชนใกล้เคียง เช่น ถูกหมัดแมวกัด เกิดความเดือดร้อนรำคาญจากฝูงหมัด บางคนมีอาการแพ้หากถูกหมัดจำนวนมากกัด จะก่อให้เกิดตุ่มหรือผื่นแดง ถ้าใช้มือเกาก็อาจจะเกิดการติดเชื้อได้ ดังนั้น ผู้ที่มีอาการแพ้ควรพาไปพบแพทย์โดยด่วนเพื่อการรักษาที่ถูกวิธี
สำหรับการระวัง รักษา หรือ ป้องกันหมัดแมวที่จะมารบกวน สุนัข แมว หรือสัตว์เลี้ยงต่างๆ ควรมีข้อปฏิบัติดังนี้

1. กรณีเกิดการติดเชื้อและเกิดบาดแผลกับแมว สุนัข สัตว์เลี้ยง จำเป็นต้องดำเนินการรักษาโดยเฉพาะการใช้ยา Corticosteroids ซึ่งต้องอยู่ในการดูแลโดยสัตวแพทย์เท่านั้น

2. การกำจัดหมัด ไม่ว่าจะเป็นตัวโตเต็มวัย ไข่ หรือตัวอ่อนต้องทำโดยถูกวิธี มียาหรือสารเคมีให้เลือกหลายอย่าง เช่น ยาฆ่าแมลงชนิดผง ยาสำหรับผสมน้ำฉีดหรือพ่น ยาผสมในแชมพูสำหรับอาบน้ำ ยาสำหรับหยดหรือฉีดบนลำตัวสัตว์เลี้ยง ทั้งนี้ต้องปรึกษาสัตวแพทย์ถึงยาที่ควรจะใช้ เพราะยาหรือสารเคมีแต่ละตัวจะมีพิษข้างเคียงโดยเฉพาะถ้าใช้กับแมว

3. สิ่งปูรองต่างๆ เพื่อให้สัตว์นอนควรซักด้วยผงซักฟอกที่มีฟอง หรือต้มในน้ำร้อนเดือด 5 – 10 นาที วิธีนี้จะกำจัดได้ทั้งตัวอ่อน ตัวแก่ และไข่ของหมัด

4. ภายในบ้านที่เลี้ยงสุนัข แมว หรือสัตว์เลี้ยงชนิดอื่น ควรทำความสะอาดทุกวันโดยเฉพาะพื้นบ้าน เช่น การใช้น้ำมันก๊าดประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 5 ลิตร แล้วใช้ผ้าขี้ริ้วซักในส่วนผสมดังกล่าว ถูพื้นบ้านทุกวัน จะช่วยป้องกันและเป็นการไล่หมัดที่ซ่อนตัวอยู่ในร่อง หลืบ ออกไปจากบ้าน

5. การจับหมัดบนตัวสุนัขและแมว ไม่ควรนำมาบี้ให้ตาย ให้เตรียมส่วนผสมของน้ำและผงซักฟอกตีให้เป็นฟองแล้วจับหมัดใส่ลงไป ก็จะเป็นการกำจัดที่ถูกวิธี ทิ้งไว้ประมาณ 15 – 20 นาที หมัดก็จะตายหมดก็นำน้ำดังกล่าวไปเททิ้งได้

6. ภายในตัวหมัดแมว หมัดสุนัข จะมีตัวอ่อนของพยาธิตัวตืด ( Dipylidium caninum ) ไม่ควรบี้ตัวหมัดเพราะตัวอ่อนของพยาธิดังกล่าวอาจติดไปยังสัตว์อื่นได้

สุดท้ายนี้ นายสัตวแพทย์อลงกรณ์ มหรรณพ อยากฝากว่า ในประสบการณ์ที่ทำงานมาเกือบ 50 ปี ยังไม่เคยได้ยินว่ามนุษย์ตายเนื่องจากหมัดแมว และขอให้พึงระลึกอยู่เสมอว่าถ้าอยากเลี้ยงสัตว์ ก็ควรเอาใจใส่สุขภาพสัตว์ ให้สัตว์มีสุขภาพสมบูรณ์ ควรนำสัตว์ไปให้สัตวแพทย์ตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปี ปีละ 3 – 4 ครั้ง ทั้งคนและสัตว์ก็จะปลอดภัยจากโรค

บทความก่อนหน้านี้สพฐ.เผยเด็ก 1 ใน 3 โทรปรึกษาสุขภาพจิตสูงขึ้น จี้โรงเรียนต้องแก้ปัญหา
บทความถัดไปข่าวดี ! เปิดรับสมัครฝึกงานญี่ปุ่น 3 ปี มีรายได้ แถมเงินสนับสนุนประกอบอาชีพ