หน.เพื่อไทยร่ายยาว เชื่อรบ.ประยุทธ์ 2 ไร้ศักยภาพนำนโยบายที่แถลงมาปฎิบัติได้สำเร็จ

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ที่หอประชุมบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) นายชวน หลีกภัย เป็นประธานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 3 โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา มีคณะรัฐมนตรี เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวอภิปรายนโยบายรัฐบาล โดยระบุว่า

วันนี้ถือเป็นวันที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นโอกาสแรกในหลายปีที่ผ่านมา ที่ประชาชนจะสามารถใช้อำนาจอธิปไตยผ่านสภาผู้แทนราษฎรในการมีส่วนร่วมต่อการพิจารณานโยบายที่รัฐบาลจะนำมาใช้ และจะส่งผลโดยตรงต่อชีวิตของพี่น้องประชาชน แม้รัฐสภาจะมิได้มีการลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงในวันนี้ แต่ก็เห็นได้ว่าการอภิปรายนโยบายรัฐบาลครั้งนี้มีความสำคัญ กล่าวคือหากไม่ได้จัดทำนโยบายเสนอต่อรัฐสภาและได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวางแล้ว รัฐบาลจะบริหารราชการแผ่นดินไม่ได้ และเชื่อได้ว่ารัฐบาลจะได้ประโยชน์จากการที่สมาชิกได้อภิปรายในนโยบายของรัฐบาลในมิติต่างๆ

ภายใต้โลกาภิวัตน์ที่ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ความท้าทายจาก สงครามการค้า การรับมือกับความท้าทายต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ ปัญหาภัยแล้ง ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม ปัญหาความถดถอยและอุปสรรคในการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนปัญหานักท่องเที่ยวที่ลดกว่า 30% รัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย รวมทั้งสภาพของรัฐบาลที่มีเสียง “ปริ่มน้ำ” จึงเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งเตรียมมาตรการเพื่อรับมือกับความท้าทายต่างๆจากโลกยุคใหม่ ภายใต้ความท้าทายดังกล่าวมา กระผมไม่เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะสามารถนำนโยบายที่นำเสนอในวันนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้กับประเทศได้โดยสิ้นเชิง

กระผมไม่เชื่อมั่นว่าภายใต้นายกรัฐมนตรีคนเดิม หัวหน้าทีมเศรษฐกิจคนเดิม ครม. หน้าเดิมๆ จะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆให้ประเทศได้ การที่รัฐบาลชุดใหม่ยืนยันจะใช้บุคลากรและมาตรการเดิมๆที่ล้มเหลวมาตลอด 5 ปีที่ผ่านมา มีแต่จะนำประเทศไปสู่ความมืดมนและความอันตรายในที่สุด วันนี้กระผมมีความเป็นห่วงประเทศชาติ และอนาคตของลูกหลานเราเป็นอย่างยิ่ง หากนโยบายที่รัฐสภากำลังพิจารณาอยู่นี้จะถูกนำไปดำเนินการโดยกลุ่มบุคคลซึ่งขาดคุณสมบัติ ขาดความชอบธรรมในการบริหารประเทศ ดังนี้ 1. ความไม่ชอบธรรมของรัฐบาลผ่านรัฐธรรมนูญที่ถอยหลังประเทศ รัฐธรรมนูญฉบับนี้แม้จะผ่านการทำประชามติ แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีว่าเป็น “ประชามติแบบมัดมือชก” ออกกฎหมายห้ามรณรงค์การทำประชามติเอาผิดกับผู้แสดงความเห็นไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ปล่อยให้รัฐบาลและ กรธ. กระทำได้ข้างเดียว มีทั้งครู ก. ครู ข. ครู ค. เต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด ซ้ำยังมีคำถามพ่วงให้ ส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้งของ ค.ส.ช. จำนวน 250 คน สามารถร่วมโหวตนายกรัฐมนตรีร่วมกับ ส.ส.ได้ มี ส.ว.โดยตำแหน่งจากผู้นำเหล่าทัพ นับได้ว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ของรัฐธรรมนูญไทยโดยแท้จริง มีการคิดสูตรคำนวณ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อที่สามารถก่อให้เกิดการพลิกขั้วการจัดตั้งรัฐบาลได้ ทั้งหมดจึงเป็นข้อสรุปว่า รัฐบาลของท่านเป็นรัฐบาลสืบทอดอำนาจ เราจึงได้นายกรัฐมนตรีคนเดิม รัฐมนตรีกระทรวงสำคัญทีมเดิม และอาจเข้าใจไปได้ว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าหากไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็อาจจะได้คนหน้าเดิมซ้ำอีก การตั้งรัฐบาลเช่นนี้ กระผมเห็นว่าเป็นรัฐบาลที่ไม่สง่างาม ใช้เล่ห์เหลี่ยมและเล่ห์กลทางกฎหมาย และใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรม ท่านสร้างรัฐธรรมนูญให้รัฐบาล ค.ส.ช. เป็นรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม มิใช่รัฐบาลรักษาการ วันดีคืนดีท่านก็ให้รัฐมนตรีของท่านมาตั้งพรรคการเมือง ใช้ชื่อพรรคตามนโยบายของรัฐบาลวันดีคืนดีท่านก็มาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองนั้น ก่อนเลือกตั้งไม่นานท่านก็อนุมัติงบกลางใส่บัตรคนจนครั้งแล้วครั้งเล่า เพิ่มค่าตอบแทนและโอนเงินให้ อสม.ก่อนการเลือกตั้งเพียงสองวัน กระผมจึงถือว่าท่านเป็นรัฐบาลที่ขาดความชอบธรรม ไม่มีความสง่างาม พรรคฝ่ายค้านและพรรครัฐบาลบางพรรคเมื่อรวมเสียงกันแล้วมีเสียงปฏิเสธนายกรัฐมนตรีท่านปัจจุบันมากกว่าเท่าตัว แต่ท่านก็ใช้ความสามารถพิเศษจัดตั้งรัฐบาลจนได้ทั้งๆที่พรรคแกนนำก็ไม่ใช่พรรคเสียงข้างมากในสภา

2.ความไม่ชอบธรรมของคณะรัฐมนตรี ผู้นำนโยบายไปปฏิบัติคือคณะรัฐมนตรี คุณสมบัติและความรู้ความสามารถของรัฐมนตรีจึงเป็นเรื่องสำคัญ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เพิ่มคุณสมบัติของรัฐมนตรีไว้อย่างเข้มข้น เช่น ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ต้องไม่มีพฤติกรรมฝ่าฝืนประมวลจริยธรรมอย่างร้ายแรง แต่ก็แปลกประหลาดมหัศจรรย์มากๆ ที่รัฐมนตรีหลายท่านมีคดีความผิดติดตัว ทั้งคดีข้อหาร้ายแรงมีโทษถึงประหารชีวิต บางท่านเคยมีคดียาเสพติด แต่รองนายกฝ่ายกฎหมายของท่านบอกว่าเป็นคดีที่เกิดในต่างประเทศ ไม่ใช่ศาลไทย รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ให้คนที่ต้องคดียาเสพติดมาเล่นการเมืองตลอดชีวิต ท่านไม่ได้คิดเลย มีเรื่องแปลกประหลาดรัฐมนตรีบางท่านบอกจะไม่รับกระทรวงนี้ บางท่านก็บอกว่าจะไม่รับกระทรวงนั้น ท่ามกลางข่าวจะขับไล่เลขาธิการพรรค เอาไปเอามาก็รับทั้งคู่ นับเป็นเรื่องแปลกประหลาดเป็นอย่างมากในยุคที่ท่านคุยว่าต้องการปฏิรูปการเมือง พี่เป็นรัฐมนตรีไม่ได้ให้น้องเป็น ภรรยาเป็นไม่ได้ให้สามีเป็น พ่อเป็นไม่ได้ให้ลูกเป็น รัฐมนตรีของท่านจึงพิลึกกึกกือยิ่งกว่านอมินีอีกนอกจากนั้นยังมีปัญหาด้านคุณสมบัติของรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด ท่านจะประสบความสำเร็จได้อย่างไร ถ้ารัฐมนตรีของท่านเองก็มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด

3. ปัญหาคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรียอมตนเข้ามาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีซึ่งรัฐธรรมนูญห้ามมิให้เสนอผู้ไม่มีคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้าม ท่านเป็นหัวหน้า คสช. แม้ขณะที่โปรดเกล้าฯ ให้ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีท่านก็ยังเป็นหัวหน้า คสช.อยู่ กระผมยังไม่เห็นว่าจะใช้เหตุผลอะไรที่จะบอกว่าท่านมิได้เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งท่านเป็นหัวหน้า คสช. ให้มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ท่านมีเงินเดือนผลประโยชน์ตอบแทน ออกคำสั่งมากมายก่ายกองให้คนปฏิบัติ ใครไม่ทำก็ถูกฟ้องดำเนินคดีและได้รับโทษฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน หากท่านไม่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐแล้วท่านจะเป็นอะไร

นอกจากเรื่องความไม่ชอบธรรมแล้ว ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาท่านเป็นรัฐบาล คสช. กระผมเห็นว่าเป็น 5 ปี แห่งความล้มเหลวมีความเสียหายเกิดขึ้นต่อประเทศชาติเป็นอย่างมาก กระผมจำเป็นต้องนำเรื่องมาอภิปรายโดยเหตุผลที่ว่าท่านมีเจตนามาเป็นผู้นำของรัฐบาลนี้ โครงการและนโยบายหลายๆเรื่องสืบเนื่องมาจากรัฐบาลก่อนทั้งในด้านกฎหมายและการปฏิบัติเช่นจะต้องปฏิบัติตามแผนปฏิรูป ยุทธศาสตร์ชาติที่ท่านออกกฎหมายบังคับไว้ตั้งแต่รัฐบาลที่ผ่านมา กล่าวโดยสรุป นอกจากความไม่ชอบธรรมทั้ง 3 ด้านแล้ว ผมอยากกล่าวถึงความล้มเหลวในการทำงานด้านนโยบาย ดังนี้ 1.ความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ ท่านล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เกิดความเหลื่อมล้ำรวยกระจุกจนกระจาย เศรษฐกิจของพ่อค้าเศรษฐีทั้งหลายดีวันดีคืน แต่ประชาชนหาเช้ากินค่ำ ลำบากยากเข็ญ ท่านทุ่มเทงบประมาณอย่างไม่เหมาะสม เกิดภาวะงบประมาณขาดดุลเพิ่มสูงขึ้นเป็นอันมาก หนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ เศรษฐกิจไทยยุค คสช. เติบโตต่ำมาอย่างต่อเนื่อง อยู่ในระดับท้ายๆของอาเซียนทั้งๆที่เราเป็นผู้นำมาก่อนในอดีต จนหนังสือพิมพ์ชื่อดังได้ตั้งฉายาประเทศเราว่าเป็น “The Sick Man of Asia” หรือ “ผู้ป่วยแห่งเอเชีย” ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจอย่างยิ่ง และจะยิ่งเศร้าใจไปมากกว่านั้นเมื่อทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลที่แล้วกับรัฐบาลนี้คือชุดเดียวกัน ประเทศไทยในปัจจุบันหากเปรียบอาจกล่าวได้ว่า หากเป็นคน ก็เป็นที่ป่วย แต่ยังไม่ตาย แต่ก็เลี้ยงไม่โต ที่กระผมกล่าวเช่นนั้นก็เพราะว่าเราขาดการพัฒนาศักยภาพการผลิต สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ปัญหาด้านความเชื่อมั่นในการบังคับใช้กฎหมายอย่างไม่เป็นไปตามหลักนิติรัฐ นิติธรรม ในตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ทำให้โอกาสการลงทุนใหม่และความต้องการการลงทุนใหม่ไม่เกิด นอกจากนั้นการใช้จ่ายรวมหรืออุปสงค์รวมไม่เพียงพอต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทำให้สินค้าที่ผลิตออกมาไม่มีคนซื้อ คนขายต้องลดอัตราการผลิต เกิดกำลังการผลิตถูกทิ้งว่างเปล่าเอาไว้ กำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรมเพียงแค่ 60-70% ท่านประธานลองประเมินดูสิ ว่าแล้วนักลงทุนที่ไหนอยากมาลงทุนในประเทศที่มีปัญหาเช่นนี้

“กระผมจะต้องพูดถึงรัฐบาลที่แล้วก็เป็นเพราะว่าหากท่านประธานพิจารณาทีมเศรษฐกิจ โดยเฉพาะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ จะเห็นได้ว่ามีความใกล้เคียงกับรัฐบาลชุดที่ผ่านมาเป็นอย่างมาก กระผมจึงไม่แปลกใจเลยหากแนวทางการบริหารเศรษฐกิจของประเทศต่อจากนี้ จะเป็นในลักษณะเดิมๆ ที่สร้างปัญหามามากมาย โดยสภาวะที่เกิดขึ้นสืบเนื่องมาจากรัฐบาลที่แล้ว และจะต่อเนื่องไปถึงรัฐบาลปัจจุบัน ถ้าเราแบ่งเศรษฐกิจออกเป็น ระดับบน ระดับกลาง และระดับล่างหรือที่เราเรียกกันว่ารากหญ้า ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศนั้น การเคลื่อนตัวของเม็ดเงินในระบบจะหมุนเวียนอยู่ระหว่างระดับกลาง-บนเท่านั้น ในขณะที่รากหญ้ากลับสงบนิ่ง ไม่มีส่วนร่วมกับแบ่งปันประโยชน์จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจเลย สิ่งที่เกิดขึ้น คือ เศรษฐกิจระดับบนเติบโตได้ แต่เศรษฐกิจรากหญ้ามีปัญหาหนัก รูปแบบการพัฒนาและมาตรการทางด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ผ่านมาเน้นผลักดันมาตรการต่างๆที่เน้นการขยายตัวของกลุ่มทุน และธุรกิจผูกขาด ดึงสิทธิในการครอบครองทรัพยากรจากประชาชนไปให้นายทุน ชนชั้นกลาง คนทำงานบริษัทใหญ่ๆ

เรื่องความเหลื่อมล้ำ ภายในเวลาเพียง 2-3 ปีของรัฐบาล คสช. กลับมีช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางรายได้ระหว่างคนรวยกับคนจนสูงเป็นอันดับ 1 ของโลกตามข้อมูลของ CS Global Wealth Report 2018 โดยในปี 2018 ตัวเลขความเหลื่อมล้ำทางรายได้ของประเทศไทยเป็นที่น่าตกใจอย่างยิ่งครับ โดยเมื่อ 2 ปีที่แล้ว (2016) คนไทย 1% มีทรัพย์สินรวมคิดเป็น 58.0% ของทรัพย์สินรวมทั้งประเทศ แต่ในปี 2018 ความเหลื่อมล้ำได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยที่คนไทยเพียง 1% กลับมีทรัพย์สินรวมเพิ่มเป็น 66.9% ของทรัพย์สินรวมทั้งประเทศและเมื่อดูรายละเอียดยิ่งพบว่าคนไทยที่จนสุด 10% มีทรัพย์สินเกือบ 0% ขณะที่คนไทย 50% หรือประมาณ 25 ล้านคน มีทรัพย์สินรวมแค่ 1.7% อีกทั้งยังสะท้อนว่าคนครึ่งประเทศเป็นพวกหาเช้ากินค่ำ หรือไม่ก็เดือนชนเดือนไม่มีเหลือเก็บออม ปัญหาเหล่านี้เกิดจากแนวทางการพัฒนาที่บิดเบี้ยว เอื้อกลุ่มทุน ละทิ้งประชาชน ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจตกไปอยู่แก่กลุ่มธุรกิจขนาดยักษ์ใหญ่ทั้งการออกกฎหมายและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจต่างๆที่เอื้อประโยชน์ให้กับอุตสาหกรรมบางประเภทเท่านั้น ที่น่าเป็นห่วงยิ่ง คือหนี้ครัวเรือนคือตัวถ่วง ซึ่งปัจจุบันสูงเป็นอันดับ 10 ของโลก นอกจากนั้น การขยายตัวของหนี้นอกระบบนั้นมากถึง 18% เป็นผลมาจากสภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ และการท่องเที่ยวลดลงอย่างต่อเนื่อง ตัวเลขหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นมากเช่นนี้ เป็นเครื่องชี้วัดที่ชัดเจนต่อเสถียรภาพทางการเงินของประชาชนไทย ที่ประชาชนส่วนใหญ่เป็นหนี้ และมีภาระในการชำระหนี้เฉลี่ยต่อเดือนสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำ ทั้งหมดนี้คืออันตราย ในสภาวะเช่นนี้ การอัดฉีดเงินเข้าระบบอย่างเดียวแทบไม่เป็นประโยชน์ หากไม่แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนก่อน ทำให้เครื่องมือทางการคลังด้อยประสิทธิภาพ การกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้ผล เงินที่กระจายลงไป คนเอาไปใช้หนี้ ไม่นำไปใช้จ่าย นโยบายทั้งหมดที่กระผมถือในมือทั้งหมดนี้ จะไร้ค่าทันที และไม่มีประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจใดๆเลย หากรัฐบาลไม่ให้ความสนใจกับการแก้ไขปัญหาหนี้เสียก่อน สำหรับปัญหาสินค้าการเกษตร ซึ่งเกษตรกรซึ่งถือได้ว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาติ กำลังประสพกับปัญหาเรื้อรังที่มิอาจแก้ได้ด้วยมาตรการเดิมๆ แต่กลับบ้านกลับปล่อยให้เขาต้องเผชิญกับปัญหาด้วยตัวเอง นโยบายที่รัฐบาลพูด ไม่มีความชัดเจน และไม่มีความจริงใจที่จะช่วยแก้ไขปัญหาพี่น้องเกษตรกรอย่างแท้จริง ในคำแถลงนโยบายนี้มีเพียงคำพูดสวยหรูให้พี่น้องเกษตรกรคาดหวัง แต่ขาดความชัดเจนในการดำเนินการไปสู่เป้าหมายเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาให้พี่น้องเกษตรกรอย่างแท้จริง

2.ความล้มเหลวในการปฏิรูปการเมือง ท่านล้มเหลวในการปฏิรูปการเมือง ท่านกล่าวหานักการเมือง แต่ในที่สุดท่านก็มาจับมือกับนักการเมืองเอาคนที่ท่านกล่าวหามาเป็นพวก ใช้อำนาจพิเศษต่อรองทางการเมือง นักการเมืองสีเทาทั้งหลายไปรวมตัวอยู่กับท่านแทบทั้งหมด ใช้มาตรา 44 สั่งยุติการทำงานของนักการเมืองท้องถิ่น วันดีคืนดีก็ปลด ม.44 ปล่อยให้เขาไปรับตำแหน่งเดิม ขึ้นเวทีหาเสียง ช่วยผู้สมัครของพรรคที่สนับสนุนท่านทันทีทันควัน ท่านล้มเหลวในการทำบ้านเมืองให้เป็นประชาธิปไตย ล้มเหลวในการปกป้องสิทธิมนุษยชน กรณี จ่านิวและนักกิจกรรมโดนรุมทำร้าย ทุกวันนี้ยังไม่มีคำตอบ ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่รุนแรงมากขึ้น คำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 3/2558 ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารค้น จับกุม กักตัวบุคคลได้ไม่เกิน 7 วัน และมีอำนาจในการร่วมสอบสวนพร้อมกับตำรวจ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิชุมชนและมาตรการคุ้มครองประชาชนและสิ่งแวดล้อมอย่างร้ายแรง เช่น คำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 3/2559 และ 4/2559 ที่ให้ยกเว้นกฎหมายผังเมืองและผังเมืองในเขตเศรษฐกิจพิเศษ และอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้าขยะ โรงไฟฟ้าชีวมวล โรงงานกำจัดขยะ เป็นต้น คนไทยถูกปรับทัศนคติเป็นว่าเล่นในขณะที่ท่านใช้วาจาผรุสวาทเอากับประชาชนครั้งแล้วครั้งเล่า ท่านล้มเหลวในภาวะความเป็นผู้นำของนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ล้มเหลวในการรับปากกับประชาชนและผู้นำองค์กรระหว่างประเทศตลอดมาหลายครั้งหลายหน ท่านได้ใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญที่สร้างไว้อย่างแยบยลอาจเรียกว่าเป็นกระบวนการโกงกฎหมายให้ท่านเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มไม่อยู่ในบังคับข้อห้ามแบบรัฐบาลรักษาการ วันดีคืนดี ท่านก็ให้รัฐมนตรีของท่านออกมาตั้งพรรคการเมือง แล้วท่านก็ไปเป็นแคนดิเดตนายกของพรรคการเมืองนั้น ทั้งๆที่ท่านยังเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม

3.ความล้มเหลวในด้านการใช้งบประมาณพัฒนากองทัพ การพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพจะเป็นการรับรองภัยคุกคามตามห้วงระยะเวลาต้องมียุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย ป้องกันการสูญเสียอธิปไตย แต่ต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่มากจนเกินไป เพราะประเทศไทยยังมีความต้องการในการพัฒนาด้านอื่นๆอีกมาก โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับปากท้องของพี่น้องประชาชน การจัดหายุทโธปกรณ์จึงต้องเป็นการจัดหาตามที่จำเป็น และเหมาะสมกับสถานการณ์ของภัยคุกคามในปัจจุบันอย่างแท้จริงและเพียงพอเพื่อดำรงสภาพในการป้องกันประเทศได้ตามรัฐธรรมนูญ และเพียงพอต่อการใช้ปฏิบัติได้ทันทีเมื่อเกิดภัยคุกคาม ภายใต้ภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศไทย ทั้งนี้เรือดำน้ำไม่น่าจะใช้ภายใต้ภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศไทย งบประมาณของกองทัพก็ควรที่จะต้องปรับเปลี่ยน และจัดสรรให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยจะต้องโยกย้ายงบประมาณไปในส่วนที่เหมาะสม และแบ่งงบประมาณมาสนับสนุนการค้าการลงทุนให้กับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะจัดให้เหมาะสมกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง งบประมาณกระทรวงกลาโหม 49% เป็นงบรายจ่ายที่ให้กับบุคลากร อาทิ เงินเดือน สิทธิกำลังพล ด้านสวัสดิการของกำลังพล ซึ่งเป็นงบประจำอยู่แล้ว แต่ในปัจจุบันเราไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้กำลังพลในการประจำการจำนวนมากขนาดนี้ โดยเราสามารถนำเงินมาลงทุนกับการใช้เทคโนโลยีมาทดแทน เพื่อให้สอดรับกับภัยความมั่นคงในยุคปัจจุบันมากขึ้น

“ท่านประธานที่เคารพครับ จากทั้งหมดที่กระผมได้อภิปรายมาแล้วในชั้นต้น กระผมขอเรียนสรุปกับท่านประธานว่า กระผมไม่เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้จะมีศักยภาพเพียงพอในการนำเอานโยบายที่ท่านกำลังจะประกาศใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน ท่านขาดความธรรม ทั้งความชอบธรรมในการเข้ามาสู่อำนาจ และความชอบธรรมในเรื่องคุณสมบัติ ท่านเมินเฉยต่อการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นและบิดเบือนกลไกกฎหมายเพื่อประโยชน์ของพวกพ้องท่าน ท่านโกหกประชาชน และนานาชาติเรื่องการปฏิรูปการเมืองและการนำพาประชาธิปไตยกลับมาสู่ประเทศ ได้มาแต่เพียงประชาธิปไตยจอมปลอมหรือเผด็จการครึ่งใบนั่นเอง ท่านใช้เงินภาษีประชาชนไปกับกองทัพ ซึ่งอาจคิดได้ว่าท่านมีส่วนได้ส่วนเสียกับการใช้งบประมาณที่ไม่เหมาะสมนี้ ทั้งหมดนี้ทำให้กระผมมั่นใจว่าท่านและคณะฯ ได้ทำให้ประเทศเสียหายอย่างใหญ่หลวง และมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ทำให้กระผมไม่เชื่อว่าท่านจะสามารถทำให้นโยบายเหล่านี้ประสบความสำเร็จได้” นายสมพงษ์ กล่าว

บทความก่อนหน้านี้มองเครื่องบินเจ็ตตำรวจ ย้อนดูบอลลูนตรวจการณ์ของกองทัพบก | มนัส สัตยารักษ์
บทความถัดไปThe Transformer 2562! เมื่อรัฐบาลทหารแปลงรูป | สุรชาติ บำรุงสุข