‘อนุสรณ์’เหน็บ คนเคยขวาง ตอนนี้อยากเลือกตั้งหมดแล้ว เหลือแต่คสช.เท่านั้น

พท. ถาม เงื่อนไข ความสงบ คือวาทกรรมยื้อเลือกตั้งหรือไม่ พร้อมจี้ ปลดล็อกพรรคการเมือง-ทำตามกม.

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณี คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดโรดแม็ปประกาศ พ.ร.ฎ.เลือกตั้งวันที่ 4 มกราคม 2562 และเข้าคูหากาบัตรเลือกตั้งวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 แต่ถูกคสช.ตั้งแง่ จะเลือกตั้งบ้านเมืองต้องสงบ ว่า การที่กกต.ประกาศระบุวันเลือกตั้งชัดเจน ทำให้ประชาชนมีความหวัง แต่รัฐบาลคสช.กลับมีความกังวลเพิ่มขึ้นหรือไม่ เป็นที่น่าสังเกตว่าพอจะมีสัญญาณเลือกตั้งชัดๆออกมาครั้งใด ตั้งแต่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ลงมาจนถึงเครือข่าย จะท่องคาถาเดียวกันตลอด คือ ถ้าเลือกตั้งบ้านเมืองต้องสงบหรือไม่ ทั้งที่ผลงานเด่นที่รัฐบาลคสช.คุยมาตลอด 4-5 ปี คือการ รักษาความสงบ แล้วถ้าจะไม่สงบขึ้นมาในช่วงใกล้ๆจะเลือกตั้ง ใครต้องรับผิดชอบ ประชาชนมีสิทธิ์ตั้งคำถามหรือไม่ว่า ใครได้ประโยชน์หากการเลือกตั้งถูกยื้อออกไปเรื่อยๆ พวกท่านสามารถกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ได้ แต่การเลือกตั้งปีหน้า 2562 กลับระบุวันไม่ได้ พอใครระบุ ต้องสำทับด้วยเรื่องความสงบ จนคำว่า ความสงบ กลายเป็นวาทกรรมเพื่อยื้อการเลือกตั้งหรือไม่

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ประเทศต้องการความเชื่อมั่นทั้งจากนักลงทุน ต่างประเทศ ภาคเอกชนในประเทศ สภาพเศรษฐกิจในขณะนี้ต้องยอมรับว่าแทบทุกภาคส่วนบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่าเศรษฐกิจไม่ดี การลงทุนชะลอตัวรอดูความชัดเจนเรื่องเลือกตั้ง ถ้ารัฐบาลคสช.มีความจริงใจต้องเร่งแสดงความชัดเจน ทั้งการปลดล็อกพรรคการเมืองให้สามารถทำกิจกรรมได้ ตามพ.ร.ป.พรรคการเมือง เรื่องการตั้งสาขา การมีสมาชิก การประชุมใหญ่ของพรรค การแก้ข้อบังคับพรรค ต้องทำให้ทุกพรรคการเมืองมีเวลาดำเนินการอย่างเท่าเทียม สามารถลงแข่งขันในการเลือกตั้งได้อย่างสุจริตและเที่ยงธรรม ทุกพรรคมีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมาย หากพรรคใดฝ่าฝืนท่านก็สามารถดำเนินการได้อยู่แล้ว ซึ่งไม่มีใครไม่อยากเลือกตั้ง เพราะขนาดพรรคที่บอยคอตการเลือกตั้ง 2 ครั้ง พรรคที่มีสมาชิกเคยก่อจลาจลเป่านกหวีดขัดขวางการเลือกตั้งยังอยากเลือกตั้งเลยหรือไม่ เหลือเพียงรัฐบาลคสช.และแม่น้ำ 5 สายเท่านั้นที่ไม่อยากเลือกตั้ง หรือไม่

บทความก่อนหน้านี้กวีกระวาด/แจ๊ซ
บทความถัดไปฐากูร บุนปาน : (มีผู้ต้องการให้) คนไทยส่วนใหญ่เป็น ‘ลิงสามตัว’